Words: Papimon Komolphanporn
Photo: Courtesy of the Brand
เมื่อพูดถึงโลกแห่งแฟชั่น หลายคนอาจนึกถึงชื่อเมืองปารีสหรือมิลานเป็นอันดับแรก ๆ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘นิวยอร์ก’ จึงกลายเป็นจุดหมายที่เหล่าแบรนด์ลักเชอรีระดับโลกเลือกใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง ทางแอลเมนขอพาผู้อ่านไปรู้จัก 3 แฟชั่นโชว์ พร้อมเรื่องราวเบื้องหลังที่แต่ละแบรนด์มีความเกี่ยวข้องกับมหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้
CHANEL Metier d’Art 2026
คอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาที่ Gabrielle Chanel แวะพักแรมที่มหานครนิวยอร์กเมื่อปี 1931 ระหว่างการเดินทางไป-กลับจากฮอลลีวูด ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นความตั้งใจของ Samuel Goldwyn เจ้าพ่อแห่งวงการภาพยนตร์ ที่ต้องการยกระดับแฟชั่นให้ดูผู้ดีมีรสนิยม และดึงดูดผู้หญิงให้หันมาสนใจภาพยนตร์มากขึ้น จนเกิดเป็นจุดเชื่อมระหว่าง Chanel กับวงการจอเงินที่เธอได้รับโอกาสออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ อย่าง Palmy Days (1931), Tonight or Never (1931) และ The Greeks Had a Word for Them (1932)

ทว่าฮอลลีวูดกลับไม่ใช่พื้นที่ที่ Chanel ได้เฉิดฉาย แต่กลับเป็นย่านดาวน์ทาวน์ของนิวยอร์กที่เธอได้พบกับผู้คนที่นำสไตล์ของเธอมาปรับเป็นแบบของตัวเอง ซึ่งนั่นมอบความมั่นใจให้เธออีกครั้งว่า CHANEL มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนทั่วโลกและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
รถไฟใต้ดินนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของแฟชั่นโชว์นี้ ถือเป็นสถานที่ที่หลอมรวมผู้คนมากมายที่ดูแตกต่างกันลิบลับ อย่าง นักเรียนวัยใส ตลอดจนถึง ผู้นำประเทศที่กำอำนาจการเปลี่ยนแปลงไว้อยู่ในมือ ให้มาอยู่ในฐานะเดียวกันคือ ‘ผู้ที่มีจุดหมายปลายทางในเส้นทางของตัวเอง’ และนั่นกลายเป็นเรื่องราวชวนตื่นเต้นว่าเราจะได้พบกับใครใน ‘sub(way)-culture’ แห่งนี้ที่สิ่งธรรมดาๆ กลายเป็นสิ่งพิเศษ

GucciCore
สายสัมพันธ์ระหว่าง Gucci กับนิวยอร์กนั้นมีมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยย้อนกลับไปในปี 1953 เมื่อมหานครแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสาขาแรกนอกอิตาลีประเทศบ้านเกิดของ Gucci
ต่อมาในยุค 1980s นิวยอร์กได้เป็น ‘บ้าน’ ของ Gucci Galleria หอศิลป์ลับที่สงวนไว้สำหรับลูกค้าผู้ครอบครองกุญแจทองที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเท่านั้น ในร้านสาขาหลักบน 5th Avenue ถนนสายวัฒนธรรมและแฟชั่นหรูหรา

โชว์ GucciCore จึงเสมือนเป็นการหวนกลับสู่สาขาต่างประเทศแห่งแรก และเป็นการยกย่องหอศิลป์ Gucci Galleria ผ่านเครื่องแต่งกายที่แสดง ‘จุดตัด’ ของสไตล์อันหลากหลายของแต่ละย่านในนิวยอร์ก ตั้งแต่ Madison Avenue สู่ Brooklyn, SoHo ไปจนถึง Harlem และ Fifth Avenue ซึ่งถูกสวมใส่โดยผู้คนทุกรูปแบบที่เราอาจเดินผ่านตามท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นเซเลบไฮโซสวยสง่า โบรกเกอร์หุ้นลุคสมาร์ต หรือกลุ่มสเกตเตอร์มาดเท่ โดยมี Times Square จัตุรัสที่เป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมทุกวัฒนธรรมทั่วโลกเป็นเวที รายล้อมด้วยจอบิลบอร์ดดิจิทัลละลานตา

Louis Vuitton Cruise 2027
คอลเลกชันครูซปีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Louis Vuitton ในการเข้าไปมีส่วนร่วมบนพื้นที่ทางศิลปะผ่านการเลือกสถานที่จัดแสดง ณ The Frick Collection พิพิธภัณฑ์คฤหาสน์หรูจากยุค Gilded Age ก่อตั้งในปี 1935 โดย Henry Clay Frick นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน ซึ่งภายในจัดแสดงผลงานศิลปะชั้นเอกจากยุโรปมากมาย ตั้งแต่ยุคเรเนสซองส์ไปจนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ Louis Vuitton ยังตัดสินใจเป็นผู้อุปถัมภ์ให้กับพิพิธภัณฑ์เป็นระยะเวลาถึงสามปีนับจากนี้อีกด้วย

ในขณะที่ The Frick Collection เชิดชูศิลปะฝรั่งเศสผ่านมุมมองของชาวอเมริกัน Louis Vuitton ก็ได้ถ่ายทอดเสื้อผ้าสไตล์อเมริกันผ่านกรอบ Savoir-faire ของฝรั่งเศส คอลเลกชันนี้จึงเป็นการเชื่อมโยง ‘ความลุ่มลึกของประวัติศาสตร์ยุโรป’ เข้ากับ ‘ความหลากหลายของอเมริกา’ ผ่านศิลปะ ทั้งงานศิลป์ชั้นครูที่รายล้อมรันเวย์สอดประสานเข้ากับลวดลาย ‘Pop Art’ โดยศิลปินอเมริกัน Keith Haring ที่สนุกและเข้าถึงง่ายบนเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองทั้ง ‘โลกเก่า’ และ ‘โลกใหม่’ ที่ผสานกันอย่างกลมกลืน


ทั้ง 3 แฟชั่นโชว์ที่ได้กล่าวไปได้แสดงให้เห็นว่านิวยอร์กถูกประกอบขึ้นด้วยตัวตนและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งทั้ง CHANEL, Gucci และ Louis Vuitton ได้นำแต่ละมิติมาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์และคอลเลกชันในแบบฉบับของตัวเอง และถึงแม้นิวยอร์กจะเต็มไปด้วยความแตกต่าง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความต่างเหล่านั้นคือเสน่ห์ที่ขับเคลื่อนมหานครแห่งนี้

