“ความอิจฉาน่ากลัวกว่าผี”
เบื้องหลังความสยองของ ‘เรือนนางสนม’ ผ่านมุมมองของ โจริญ 4EVE, เอิงเอย ประภามณฑล และผู้กำกับรุ่นใหม่ มูย่า-ฐามุยา ในจักรวาลของหนังแฟรนไชส์ “เทอมสยอง” แต่ละตอนมักหยิบเอาเรื่องเล่าจากรั้วมหาวิทยาลัยมาถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยขึ้นเสมอ และสำหรับ “เทอม 4: เรือนนางสนม” ความสยองครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงผีในเรือนไทยโบราณ หากยังพูดถึงด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ทั้งความอิจฉา ความหลงใหล และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอย่างไม่รู้จบ
ผลงานตอนล่าสุดนี้ได้ “มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ” ผู้กำกับรุ่นใหม่จากสายหนังสั้น มานำเสนอเรื่องเล่าผีมหา’ลัยในมุมที่ทั้งแฟชั่น ไซโคฮอร์เรอร์ และร่วมสมัย พร้อมดึง “โจริญ 4EVE” มารับบทนำในหนังสยองเต็มตัวครั้งแรก ประกบ “เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นักแสดงหญิงสายอินดี้ผู้มีเสน่ห์ลึกลับเฉพาะตัว
จากแฟนหนัง ‘เทอมสยอง’ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้
สำหรับ “โจริญ 4EVE” นี่คือก้าวใหม่ในฐานะนักแสดง หลังเคยมีส่วนร่วมกับแฟรนไชส์นี้จากการร้องเพลงประกอบ “เทอม 3” มาก่อน เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัว แต่กลับหลงเสน่ห์หนังชุดนี้มาตลอด “ตอนทีมงานติดต่อมาให้แคสต์ หนูตื่นเต้นมาก เพราะเป็น ‘เทอม 4’ เราเป็นแฟน ‘เทอม 2’ กับ ‘เทอม 3’ อยู่แล้ว ถึงจะกลัวผีแต่ก็ชอบดูหนังเทอมสยอง และอยากลองเล่นสักครั้ง” โจริญรับบทเป็น “เกรซ” นักศึกษาสายแฟชั่นที่หมกมุ่นกับการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น จนความชื่นชมค่อยๆ กลายเป็นความอิจฉา เธออธิบายว่าคาแรกเตอร์นี้ใกล้กับความรู้สึกของคนรุ่นใหม่อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย
ด้านผู้กำกับอย่าง “มูย่า” ก็ยอมรับว่านี่คือหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้เช่นกัน “เราอยากเล่าความอิจฉาในแบบวัยรุ่นยุคนี้ คนที่ Look Up ใครบางคน ชอบส่อง IG อยากแต่งตัวเหมือนเขา อยากมีกลิ่นน้ำหอมแบบเขา หรืออยากมี Aesthetic เหมือนอีกคน มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันค่อยๆ กัดกินตัวเอง”


เมื่อ ‘เรือนนางสนม‘ เป็นพื้นที่ของความหลอน
แม้ตำนาน “เรือนนางสนม” จะมีต้นทางมาจากเรื่องเล่าในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคกลาง แต่ทีมงานเลือกถ่ายทำในเรือนไทยโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ที่จังหวัดอยุธยาแทน เพื่อคงบรรยากาศดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โจริญเล่าว่า เพียงแค่เดินเข้าไปในสถานที่ถ่ายทำก็รู้สึกถึงความน่ากลัวทันที “บางจังหวะหนูเดินไปเจอหิ้งพระ เจอตู้ไม้เก่าๆ แล้วถามทีมอาร์ตว่าเป็นพร็อปหรือเปล่า พี่เขาบอกว่าไม่ใช่ ของจริงทั้งหมด ตอนนั้นไม่กล้าเดินไปไหนเลย มันทั้งมืด ทั้งเย็น แล้วก็มีพี่ๆ ที่แต่งเป็นผีเดินอยู่รอบตัว”
ขณะเดียวกัน “มูย่า” กลับมองว่าความเก่าและความสมจริงของสถานที่คือสิ่งที่ช่วยเติมบรรยากาศให้หนัง “ตอนกลางวันบ้านสวยมาก แต่พอกลางคืนมันกลายเป็นอีกโลกหนึ่งเลย บ้านเย็นยะเยือกมาก เพราะอยู่ติดแม่น้ำ แล้วช่วงถ่ายทำดันเกิดน้ำท่วมจริง ทุกอย่างเลยยิ่งดูหลอนขึ้นไปอีก” แทนที่จะมองอุทกภัยเป็นอุปสรรค ทีมงานกลับใช้มันเป็นองค์ประกอบทางภาพ ทั้งแสงสะท้อนจากน้ำที่กระเพื่อมบนผนังเรือนไทย หรือการถ่ายทำท่ามกลางบ้านที่ถูกล้อมด้วยน้ำ จนกลายเป็นหนึ่งในบรรยากาศสำคัญของหนัง

เคมีระหว่าง ‘เกรซ’ และ ‘บิว’
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ “เรือนนางสนม” คือความสัมพันธ์ระหว่าง “เกรซ” และ “บิว” รุ่นพี่ช่างภาพผู้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความลึกลับ รับบทโดย “เอิงเอย-ประภามณฑล”
เอิงเอยมองว่าความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ “สิ่งที่คนมองเห็นไม่เหมือนกัน” “ในเรื่องคนที่อยู่ข้างในเรือนจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่คนข้างนอกกลับเห็นความน่ากลัวทั้งหมด สำหรับเอิง มันเหมือนการพูดถึงตัวตนของมนุษย์ เราอาจคิดว่าเราแสดงออกแบบหนึ่ง แต่คนอื่นกลับมองเราอีกแบบหนึ่ง”
ผู้กำกับอย่างมูย่าก็อธิบายว่า เขาใช้เวลาค่อนข้างมากในการแคสต์บท “บิว” เพราะต้องการคนที่ “ดูเท่จากข้างใน” “พี่เอิงเอยมีเสน่ห์ตรงที่เราเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาดูลึกลับตลอดเวลา ซึ่งมันตรงกับตัวละครมาก”
ด้านโจริญก็ยอมรับว่า การได้ร่วมงานกับเอิงเอยทำให้เธอค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ในฐานะนักแสดง “หนูมีพี่เอิงเอยเป็นไอดอลด้านการแสดงไปแล้วค่ะ เขาเป็นคนเงียบๆ แต่มีเสน่ห์มาก แล้วเวลาเข้าซีนด้วยกัน อินเนอร์มันมาเองโดยไม่ต้องพยายามเลย”

หนังผีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวิถีเด็กแฟชั่น
สิ่งที่ทำให้ “เรือนนางสนม” แตกต่างจากหนังผีไทยทั่วไป คือการผสมกลิ่นอายแฟชั่นเข้าไปในงานภาพและการออกแบบตัวละคร ทั้ง “เกรซ” และ “บิว” ต่างเป็นคนในสายแฟชั่นและการถ่ายภาพ ฉากถ่ายแฟชั่นในเรือนไทยจึงถูกออกแบบให้ทั้งสวยและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ชุดกินรีร่วมสมัย ไปจนถึงฉากใช้ “ไฟจริง” เผาปีกผ้าระหว่างถ่ายภาพ “ตอนถ่ายคือไฟอยู่ข้างหัวจริงๆ ไม่มี CGI ร้อนมาก แต่เราต้องโพสแบบไม่กลัว เพราะตัวละครเป็นนางแบบ” โจริญเล่าพร้อมหัวเราะ
ขณะที่มูย่าก็มองว่า หนังเรื่องนี้คือพื้นที่ทดลองใหม่สำหรับตัวเองเช่นกัน “เราอยากทำหนังผีที่ยังมีความแฟชั่น มี EDM มีความร่วมสมัยอยู่ในนั้น เป็นภาพที่เราไม่ค่อยเห็นในหนังผีไทย”

‘ผีนางสนม’ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
แทนที่จะใช้ภาพจำแบบ “ผีนางรำ” ผู้กำกับเลือกตีความ “ผีนางสนม” ใหม่ทั้งหมด ผ่านการรีเสิร์ชเรื่องชีวิตของหญิงในวัง ความริษยา และการแข่งขันกันเองภายในเรือน “เราเชื่อว่าต่อให้ผ่านมากี่ยุค ความรู้สึกอยากเด่นกว่าใครก็ยังอยู่ในมนุษย์เสมอ ผีนางสนมของเราเลยไม่ใช่แค่ผีหลอกคน แต่เป็นตัวแทนของความอิจฉาและความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้”
โจริญเองก็มองว่า แก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความน่ากลัวจากวิญญาณ แต่คือด้านมืดในจิตใจมนุษย์ “มันเล่นกับจิตใต้สำนึกคน ซึ่งบางทีน่ากลัวกว่าผีอีกค่ะ” และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ “เรือนนางสนม” ไม่ได้ชวนให้เรากลัวเพียงสิ่งที่อยู่ในเรือน หากยังทำให้เราต้องย้อนกลับมามองความรู้สึกบางอย่างในตัวเอง ที่อาจซ่อนอยู่ลึกกว่าที่คิด “เทอม 4: เรือนนางสนม” เข้าฉาย 28 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

