WORDS: NITID S.
เพราะบางครั้งการเติบโตของชีวิตก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องอยู่รอบตัวเรา ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราคว้ารางวัลสำคัญที่สุดของชีวิต หรือในวันที่ชื่อของเราถูกจดจำโดยผู้คนนับล้าน หากแต่อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบงันในวันที่เราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรปล่อยวาง อะไรควรเก็บรักษาไว้ และอะไรคือสิ่งที่ยังอยากทำต่อไปด้วยความเต็มใจ แม้จะเดินทางมาไกลกว่าที่เคยจินตนาการเอาไว้แล้วก็ตาม
สำหรับ ซี–พฤกษ์ พานิช และ นุนิว–ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ สองศิลปินชื่อดังขวัญใจมหาชนที่เติบโตเคียงข้างกันมาตลอดหลายปีบนเส้นทางสายบันเทิง ปี 2026 ที่เดินทางมาจนถึงช่วงครึ่งปีแรกในเดือนมิถุนายน ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านดังเช่นที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นและไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นรอยต่อระหว่างสิ่งที่พวกเขาเคยเป็น กับสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นในอนาคต และนี่คือบทสนทนาระหว่าง ELLE MEN Thailand กับ ซี-พฤกษ์ และ นุนิว-ชวรินทร์ ในช่วงสายของวันหนึ่งก่อนที่การถ่ายทำแฟชั่นเซตปกจะเริ่มต้นขึ้น

“ผมรู้สึกว่าเป็น chapter ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดบทหนึ่งของชีวิต” ซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ หลังจากที่เราถามเขาว่า ช่วงนี้ชีวิตของทั้งคู่กำลังอยู่ใน chapter แบบไหน และนั่นก็ทำให้เราได้รู้ว่าในวัย 34 ปีของซี เขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เลือกหันกลับมาฟังเสียงของตัวเองมากกว่าที่เคย หลังจากที่ใช้เวลาหลายปีวิ่งตามจังหวะของอุตสาหกรรมบันเทิงหลากหลายด้าน แน่นอนว่าการแสดงยังคงเป็นสิ่งที่เขารัก การร้องเพลงยังคงเป็นสิ่งที่เขาอยากทำ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับความฝันรูปแบบใหม่ในฐานะนักธุรกิจและผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง “เมื่อก่อนผม พยายามโฟกัสและทำงานหลายอย่างพร้อมกัน แต่ตอนนี้รู้สึกว่าบางทีเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างก็ได้ เราแค่เลือกสิ่งที่ สำคัญจริงๆ แล้วทำมันให้ดีที่สุด”
ตรงกันข้ามกับซี นุนิวนิยามชีวิตของตัวเองในช่วงนี้ด้วยประโยคที่เรียบง่ายกว่า “ผมกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตครับ” คำตอบนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มแบบที่แฟนๆ ของเขาคุ้นเคย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาวนลูปอยู่ระหว่างห้องเรียนที่มหาวิทยาลัย กองถ่าย ห้องซ้อม และเวทีคอนเสิร์ต จนแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้กับคำว่า ‘ชีวิตส่วนตัว’ เลยด้วยซ้ำ

วันนี้ เมื่อภาระหน้าที่ของการศึกษาเล่าเรียนได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์และหลายสิ่งเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เขาจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้เวลากับตัวเอง เรียนรู้ที่จะพัก เรียนรู้ที่จะอยู่บ้าน และเรียนรู้ว่าบางครั้งความสุขอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างที่หลายคนคาดคิด “ผมเป็นคนติดบ้านมากครับ” เขาออกตัวกับเราก่อนจะเล่าต่อไปว่า “คือผมเพิ่งย้ายเข้ามาบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่ตั้งแต่ช่วงต้นปีมานี้ ผมบินไปทำงานบ่อยมาก ก็เลยมีเวลาได้อยู่บ้านน้อยมากๆ จนบางทีผมก็คิดว่า ซื้อบ้านมาทำไม” เขาพูดแซวตัวเองพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
ภายใต้แสงไฟเจิดจ้าและสีสันแห่งโลกมายาของวงการบันเทิง ทั้งคู่อาจถูกมองในฐานะศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักแสดง นักร้อง หรือไอคอนของคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อบทสนทนาดำเนินต่อไป สิ่งที่น่าสนใจกลับไม่ใช่ชื่อเสียงที่พวกเขาได้รับ หากแต่เป็นวิธีคิดที่เติบโตขึ้นตามวันเวลาและประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาด้วยตัวของเขาเอง ซีเล่าว่า เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่อยากทำทุกอย่างให้ดีในเวลาเดียวกัน อยากเก่งทุกด้าน อยากตอบรับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา จนวันหนึ่งจึงได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครทำทุกอย่างได้พร้อมกันจริงๆ การเติบโตจึงไม่ใช่การเพิ่มสิ่งต่างๆ เข้าไปในชีวิตเสมอไป แต่บางครั้งมันคือการรู้ว่าควรลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต “ผมว่าตอนนี้ตัวเองเลือกมากขึ้นครับ เลือกที่จะโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ” ขณะที่นุนิวมองว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักในแง่ของตัวตน แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง จากเด็กหนุ่มที่ไม่เคยรู้ว่าการทำงานจริงเป็นอย่างไร สู่คนที่เข้าใจความหมายของความรับผิดชอบอย่างลึกซึ้ง “ผมไม่อยากทำให้ใครต้องมาเสียเวลากับเรา ผมเลยพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นภาระของคนอื่น” เขาพูดออกมาอย่างจริงจังและสิ่งนี้ก็ตอกย้ำตัวตนของเขาได้ชัดเจนกว่าคำอธิบายใดๆ ทั้งหมด
แน่นอนว่าประสบการณ์การทำงานหลายปีในวงการบันเทิงของพวกเขา ยังมอบบทเรียนสำคัญอีกมากมายให้กับทั้งคู่ หนึ่งในนั้นสำหรับซี มันคือคำพูดง่ายๆ ที่เราหรือใครอีกหลายคนมักจะเคยได้ยินจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ ‘โตมาเดี๋ยวก็รู้เอง’ ประโยคที่ครั้งหนึ่งฟังดูคลุมเครือ แต่กลับชัดเจนขึ้นทุกปีที่ผ่านไป “พอเราโตขึ้นจริงๆ ผู้คนและเหตุการณ์รอบตัวจะค่อยๆ สอนเราเอง มันไม่มีใครอธิบายแทนได้” ในขณะที่นุนิว บทเรียนที่ยิ่งใหญ่มาจากช่วงเวลาที่เกิดขึ้นบนเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ที่เขารัก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความกดดันไม่แพ้กันเลย “มีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ผมรู้สึกท้อและเหนื่อยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคอนเสิร์ต แต่สุดท้ายเราก็ฮึบขึ้นมาได้ เพราะรู้ว่ามีคนที่รักและรอเราอยู่ โดยเฉพาะแฟนๆ ที่คอยติดตามและซัปพอร์ตเราอยู่เสมอ”

เมื่อเราถามถึงความหมายของคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ทั้งคู่กลับให้นิยามของคำๆ นี้ไว้อย่างเรียบง่ายแต่ชวนให้ต้องคิดตาม “สำหรับผม ความสำเร็จไม่ได้หมายถึงจุดสูงสุดของชีวิต แต่คือการทำสิ่งที่ตั้งใจให้ดีที่สุดในแต่ละวัน แค่ผมออกกำลังกายได้ครบ 7 วัน มันก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว” ซีบอกกับเราด้วยคำตอบที่สั้นกระชับ ก่อนที่นุนิวจะตอบในมุมมองของตัวเองว่า “ผมไม่ค่อยคิดถึงคำว่าความสำเร็จ เพราะกลัวว่าวันหนึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นแล้ว เราอาจจะหมดแพสชั่น ก็เลยไม่ค่อยอยากจะตั้งเป้าหมายความสําเร็จไว้สักเท่าไหร่ แต่คิดว่าเราก็จะทํางานทุกอย่างไปเรื่อยๆ ทําจนกว่าจะทําไม่ไหวเลยครับ” และแม้ว่าทั้งคู่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโด่งดังไกลในระดับอินเตอร์ แต่พวกเขาก็ยังคงเชื่อว่าตัวเองยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก ซีเลือกทุ่มเทให้กับการแสดง ส่วนการร้องเพลงและการเต้น เขายอมรับตรงๆ ว่าไม่ใช่พรสวรรค์ของตัวเองที่มีมาตั้งแต่ต้น “ผมต้องใช้พรแสวงครับ ซ้อมให้หนักขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งด้านนี้โดยธรรมชาติ” ในขณะที่นุนิวยังคงมองตัวเองในฐานะ ‘นักเรียน’ คนหนึ่งเสมอ “ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งเลยครับ ยิ่งเห็นผลงานของศิลปินคนอื่นๆ ยิ่งรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เราอยากพัฒนาให้ดีกว่าเดิม”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนไม่แพ้การเติบโตในฐานะศิลปิน คือความสัมพันธ์ที่อบอุ่นแน่นแฟ้นของซีและนุนิวที่หลายครั้งก็นำไปสู่โมเมนต์น่ารักๆ ให้แฟนๆ อย่างเราได้ใจฟูอยู่เสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องยกเครดิตให้กับมิตรภาพและความเข้าใจของทั้งคู่ที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กันเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การช่วยเหลือกันระหว่างทำงาน การสลับคิวแต่งหน้า ไปจนถึงการยอมเสียสละความสะดวกของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายเหนื่อยน้อยลง “มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่สำหรับผม มันคือความใส่ใจครับ” นุนิวบอกกับเรา “อย่างในวันที่ต้องทำงานด้วยกัน สมมุติวันนี้ผมมาถึงกองถ่ายก่อน ก็จะแต่งหน้าทำผมก่อน พอเป็นงานครั้งต่อไป เราจะสลับกัน ก็จะเป็นเฮียที่จะมากองถ่ายก่อนเพื่อแต่งหน้าทำผมก่อน แต่ก็มีบางครั้งที่วันนี้เฮียมาแต่งก่อน ผมมาแต่งทีหลัง แล้ววันนี้บังเอิญว่าเราเลิกดึกกว่า ซึ่งจริงๆ วันรุ่งขึ้นก็ต้องเป็นคิวเราที่ต้องมาแต่งก่อน แต่เฮียก็จะบอกว่า ‘ไม่เป็นไรหนู วันนี้เลิกดึกใช่มั้ย งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เฮียมาแต่งก่อนเอง’ เราก็รู้สึกแบบ… น่ารักจัง หรือบางทีมีรถตู้คันเดียวต้องวนไปส่งเฮียก่อนแล้วค่อยมาส่งผม ซึ่งบ้านผมก็ไกล เฮียก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเฮียเรียกรถกลับเองได้”
เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงเดือนแห่ง Pride Month คำตอบของทั้งคู่ก็สะท้อนมุมมองที่ไม่ต่างจากตัวตนที่เรารับรู้มาตลอด ทั้งคู่พูดตรงกันว่า ความเท่าเทียมไม่ใช่แนวคิดที่ควรถูกเฉลิมฉลองเพียงเดือนเดียวในหนึ่งปี หากแต่มันควรเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกันในสังคม “ผมคิดว่าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม เขาควรมีสิทธิ์เลือกความสุขในแบบของตัวเอง” ซีพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ก่อนที่นุนิวจะพูดถึงมุมมองของตัวเองที่มีต่อสังคมไทยในเรื่องการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลาย (diversity) และอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล (identity) ว่า “ผมว่าทุกวันนี้ สังคมไทยก็เปิดกว้างในเรื่อง LGBTQ+ เยอะขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังเห็นกันตามสื่อโซเชียลที่มันก็จะมีทั้งด้านที่มีคนเปิดใจยอมรับความหลากหลายอย่างเท่าเทียม ส่วนอีกด้านก็ยังมีคนที่เหยียดเพศหรือมีการบูลลี่อยู่ อยากบอกว่าผมเองก็เป็นกําลังใจให้ทุกคนนะครับ เพราะมันก็จะมีช่วงเวลาที่หลายคนต้องใช้พลังใจเพื่อก้าวข้ามผ่านจุดนี้ไปให้ได้เพื่อเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ อยู่ที่ว่าช่วงเวลานั้นมันจะมาถึงช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง”

ก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น เราถามคำถามสุดท้ายกับทั้งคู่ว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาภูมิใจในตัวเองมากที่สุดในวันนี้ “น่าจะเป็นความใจเย็นแล้วก็ความอดทน แล้วเราโชคดีที่เรามีหนู มีพาร์ตเนอร์ที่ดีด้วย มันเลยทำให้เรามีความอดทนและสู้ไปด้วยกันจนถึงวันนี้” คำตอบของซีทำเอาคนที่นั่งข้างๆ ยิ้มกว้าง ก่อนที่นุนิวจะบอกกับเราว่า “ภูมิใจในทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เลยครับ คือเมื่อก่อนผมไม่เคยคิดอยากเข้าวงการเลย ไม่เคยนึกภาพตัวเอง อยู่ในสื่อโซเชียล อยู่ในจอโทรทัศน์ อยู่ในจอมือถือที่แบบคนเปิดดูเยอะแยะ ไม่เคยคิดว่าเพลงตัวเองจะมีคนฟังด้วย ก็เลยรู้สึกภูมิใจกับทุกอย่างที่เรามีในวันนี้ ภูมิใจที่เราตั้งใจทําทุกงานแล้วก็ไม่ทิ้งมันไป เราทํางานแล้วเราโตขึ้นด้วย เรามีแฟนคลับที่น่ารักกับเรามากๆ แล้วก็มีพาร์ตเนอร์ที่ดีอย่างเฮียที่คอยซัปพอร์ตเราในทุกๆ เรื่องอยู่เสมอ บางครั้งก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เพราะทุกอย่างมันมาไกลมากจริงๆ ครับ”
สำหรับเรา แม้คำตอบของทั้งคู่อาจฟังดูแตกต่างกัน แต่ก็มีบางอย่างที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาด นั่นคือไม่มีใครพูดถึงชื่อเสียง ไม่มีใครพูดถึงยอด follower ของตัวเอง ไม่มีใครพูดถึงความสำเร็จในความหมายที่ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้วัดคุณค่าใครสักคน สิ่งที่ ‘ซีและนุนิว’ ภูมิใจที่สุดกลับเป็นการเติบโตของตัวเองในทุกๆ วันอย่างมั่นคง บางทีคำตอบของทั้งคู่อาจเป็นภาพสะท้อนของฤดูใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม… ฤดูแห่งการเติบโต การเข้าใจตัวเอง และการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะพวกเขาทั้งคู่จะอยู่ในบทไหนของชีวิตก็ตาม










