เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ Jaeger-LeCoultre แบรนด์นาฬิกาจาก Vallée de Joux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประวัติศาสตร์การรังสรรค์นาฬิกาสวิสต้นตำรับ ที่ซึ่งเมซงแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1833 โดย Antoine LeCoultre ผู้ที่เปลี่ยนโรงนาของครอบครัวมาสู่ห้องปฏิบัติการศิลป์การทำนาฬิกา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสร้างสรรค์เรือนเวลาด้วยคุณภาพแห่งความเที่ยงตรงและความสวยงาม รวมถึงได้สร้างความเข้มแข็งในฐานะหนึ่งในผู้คิดค้นและประดิษฐ์เรือนเวลาขึ้นด้วยนวัตกรรมทางกลไกและรูปลักษณ์อันร่วมสมัยมานับแต่แรกเริ่มเป็นต้นมานั้น เราเชื่อว่าหลายคนย่อมนึกไปถึงหน้าตาและคุณลักษณะอันเป็นไอคอนิกของนาฬิกาตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมสไตล์ Art Deco พร้อมทั้งพลิกกลับได้ อย่าง Reverso ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นระดับตำนานของแบรนด์มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1931 เช่นเดียวกับความสามารถด้านการวัดค่าเวลาอันเที่ยงตรงแม่นยำ อย่างนาฬิกา Master และการผสมผสานเข้ากับแนวคิดเชิงสร้างสรรค์กลายเป็นผลงานเด่นๆ เช่น Master Control, Memovox, Polaris รวมถึงเรือนเวลาสลับซับซ้อนสูงในตระกูล High Watchmaking ทั้งเรือนเวลา Hybris และ High Complication ที่ต่างรวมไว้ด้วยจักรกลซับซ้อนอันทันสมัย เพื่อยกระดับความสามารถในการแสดงเวลา และมอบความไว้วางใจเชื่อถือได้ในฐานะแบรนด์เครื่องบอกเวลาสวิสโดยแท้

การเดินทางที่ยังคงสานต่อประเพณี วัฒนธรรม และศิลปะศาสตร์แห่งการรังสรรค์นาฬิกาของแบรนด์ได้ขับเคลื่อนผ่านพลังสร้างสรรค์ เทคโนโลยีอันทันสมัย และมาตรฐานระดับสูงจากโรงงานผลิต Jaeger-LeCoultre โดยแต่ละผลงานที่เปิดตัวในแต่ละปีนั้นล้วนสะท้อนถึงความโดดเด่นของความเชี่ยวชาญชั้นครูจากเหล่าทีมช่างนาฬิกาและช่างฝีมือ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อถ่ายทอดเป็นผลงานเรือนเวลาอันล้ำเลิศ พร้อมทั้งเดินตามรอยปณิธานของผู้ก่อตั้ง โดยการพัฒนานาฬิกามาแล้วหลากหลายเจเนอเรชั่น เช่นเดียวกับการขยายพรมแดนให้กับโลกแห่งเรือนเวลา Jaeger-LeCoultre ไปทั่วโลกผ่านการเปิดตัวบูติกแห่งต่างๆ ณ เมืองสำคัญๆ เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในเรือนเวลาได้ร่วมค้นพบและศึกษาถึงโลกแห่งนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเปี่ยมด้วยคุณค่าทั้งด้านศาสตร์และศิลปะเครื่องบอกเวลาได้อย่างแท้จริง เหมือนกับการเปิดตัวครั้งล่าสุดของบูติก Jaeger-LeCoultre แห่งที่ 2 ในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม หลังจากที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบเรือนเวลาจากการเปิดบูติกแห่งแรก ณ สยามพารากอน มาแล้ว
การเปิดตัวบูติกแห่งล่าสุดที่ไอคอนสยาม ถือเป็นการตอกย้ำถึงการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย และนับเป็นก้าวสำคัญที่ได้ร่วมผลักดันให้ Jaeger-LeCoultre สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาได้อย่างลึกซึ้งและใกล้ชิดมากที่สุด โดยในโอกาสของการเปิดตัวบูติก ณ ไอคอนสยาม เรายังได้สัมภาษณ์กับ Mr. Jérôme Lambert ซีอีโอแห่ง Jaeger-LeCoultre ถึงความสำคัญของบูติกแห่งนี้ รวมถึงการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ในคอลเล็กชั่น Master Control Chronometre ที่นับเป็นไฮไลต์สำหรับปีนี้ เช่นเดียวกับอีกหลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ ความท้าทายในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนถึงคำแนะนำสั้นๆ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นสนใจนาฬิกา และบรรดานักสะสมที่กำลังมองหานาฬิกาเรือนใหม่มาไว้คู่ใจและคู่กายเพิ่มขึ้น

ELLE MEN: อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปิดตัวบูติกแห่งที่ 2 ณไอคอนสยามขึ้นในประเทศไทยคุณคิดว่า บูติกจะช่วยในการเข้าถึงผู้คนได้อย่างไรและมีความคาดหวังอย่างไรต่อการเปิดตัวบูติกเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก
Jérôme Lambert: การเปิดบูติกแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ และสำหรับประเทศไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นอย่างแรกมาจากความสำคัญของประเทศไทยที่นับเป็นตลาดอันโดดเด่นสำหรับผู้ที่ชื่นชมนาฬิกามาโดยตลอด นอกจากนี้ เรายังพิจารณาถึงขนาดของตลาดและการพัฒนาที่สำคัญของเมืองไทยจากเสียงตอบรับและความต้องการของลูกค้า ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึงผู้คนรุ่นใหม่และเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ที่มีต่อโลกเรือนเวลา ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโลกเรือนเวลาเช่นเดียวกัน โดยต้องถือว่าลูกค้าชาวไทยนั้นมีความพิเศษและมีความหลงใหล ตลอดจนมีความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาที่พวกเขาชื่นชอบเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พวกเขายังมีความชื่นชมในงานหัตถศิลป์หายาก เทคนิค และงานฝีมือการตกแต่งเรือนเวลามากเป็นพิเศษ ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากเมซง และเมซงเองก็ได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ผ่านการนำเสนอผลงานเรือนเวลาคอลเล็กชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การผสมผสานนาฬิกาจักรกลชั้นสูงเข้ากับสไตล์และศิลปะงานฝีมือ อย่าง Art Deco พร้อมด้วยสายทองแบบถักหรือ Milanese ในนาฬิกา Reverso หรือความเที่ยงตรงภายใต้รูปลักษณ์อันเพรียวบางทันสมัย เช่นในคอลเล็กชั่น Master Control Chronometre ใหม่ และถ่ายทอดผ่านบูติกซึ่งพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ร่วมสัมผัสและค้นพบ ตลอดจนรับรู้และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคอลเล็กชั่นต่างๆ ของเรา เช่นเดียวกับมีโอกาสได้รับความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโลกแห่งเรือนเวลา ที่นับเป็นการเผยแพร่ความรู้และสุนทรียะศาสตร์เหล่านี้ออกไปได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นผ่านบูติกแห่งต่างๆ ของเรา



นอกจากนี้ ในโอกาสฉลองเปิดตัวบูติกแห่งใหม่ที่ไอคอนสยาม เรายังได้นำผลงานประวัติศาสตร์ของ Reverso มาร่วมจัดแสดงเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสชื่นชมผลงานประวัติศาสตร์และชิ้นงานหายาก ซึ่งจริงๆ แล้ว ในแต่ละปี เราพยายามที่จะจัดนิทรรศการซึ่งเชื่อมโยงกับการเปิดตัวผลงานใหม่อยู่เสมอ หรือเป็นการจัดนิทรรศการที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านผลงานทางประวัติศาสตร์ซึ่งทั้งเชื่อมโยงและสะท้อนถึงเรื่องราวของผลงานในปัจจุบัน เพราะการแสดงให้เห็นถึงที่มาและประวัติศาสตร์ของเรือนเวลาเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยหรือค่านิยมอันเป็นต้นกำเนิดของแต่ละผลงานสร้างสรรค์ที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างดี เหมือนกับที่เราได้เห็นจากคอลเล็กชั่นใหม่ อย่าง Master Control Chronometre ซึ่งถอดรหัสแนวคิดมาจากนาฬิกา Master Mariner และความซับซ้อนของ Master Triple Calendar ในช่วงทศวรรษ 1950 มาใช้ผสมผสานร่วมกันและกลายเป็นหัวใจที่อยู่เบื้องหลังเรือนเวลารุ่นใหม่ของวันนี้
ELLE MEN: ดูเหมือนว่าปีนี้ Master Control Chronometre จะเป็นคอลเล็กชั่นไฮไลต์ของเมซงจริงๆแล้วนาฬิกาคอลเล็กชั่นนี้สามารถสะท้อนถึงคุณค่ามรดกและจิตวิญญาณตลอดจนความเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้อย่างไร
Jérôme Lambert: ใช่แล้วครับ Master Control Chronometre ถือเป็นการเปิดตัวที่สำคัญในปีนี้สำหรับเรา โดยเป็นการสืบทอดและสร้างความต่อเนื่องมาจากมรดกของแบรนด์ อย่าง นาฬิกา Master ซึ่งกำลังจะฉลองครบรอบ 70 ปี แต่กระนั้น ก็ยังคงมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านการออกแบบตัวเรือนและกลไกเอง ดังนั้น คอลเล็กชั่น Master Control Chronometre จึงถูกสร้างขึ้นอย่างเข้มแข็งบน 2 เสาหลักนี้ โดยเฉพาะวิวัฒนาการด้านเทคนิคของกลไกที่อุทิศให้กับตระกูล Master ซึ่งเป็นกลไกรูปทรงกลมที่ดีที่สุดของทศวรรษ 1950 จนถึงในปัจจุบัน พร้อมด้วยตัวเรือนและหน้าปัดที่ออกแบบมาด้วยสไตล์อันซับซ้อนทันสมัยซึ่งนับเป็นสุนทรียะความสวยงามโดยธรรมชาติ

Master Control Chronometre จึงเป็นตัวแทนของความทันสมัยและแสดงออกถึงการเสาะหาความสง่างาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความสง่างามที่ทำหน้าด้านฟังก์ชั่นด้วย เพราะที่ Jaeger-LeCoultre การออกแบบที่ดีต้องเดินตามฟังก์ชั่นเสมอ ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ก็นับเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยม ที่เราได้พูดถึงนาฬิกาและคอลเล็กชั่นซึ่งถือกำเนิดมาจากโรงงานการผลิตอันมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง ที่ซึ่งเรามีความเชี่ยวชาญด้านกลไกคาลิเบอร์บางต่างๆ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพเพื่อยกระดับด้านเทคนิค ขณะเดียวกัน เราก็จำเป็นต้องมีสุนทรียะความสวยงามที่เป็นธรรมชาติและทันสมัย เช่น การประดิษฐ์คิดค้นสายนาฬิกาแบบ Integrated ใหม่ด้วยเอกลักษณ์ของงานออกแบบและมีสไตล์เฉพาะตัว รวมถึงผสานเข้ากับตัวเรือนใหม่นี้ได้อย่างกลมกลืน


เช่นเดียวกับการใช้มาตรฐานคุณภาพใหม่ อย่าง High Precision Guarantee หรือ HPG Seal ในคอลเล็กชั่นนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นตราคุณภาพอันสำคัญสำหรับเมซง ที่ก่อนหน้านี้เรามี 1,000 Hours Control ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 มาแล้วและนับเป็นเกณฑ์มาตรฐานการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งได้นำทางมาสู่การพัฒนาวิธีที่ดียิ่งขึ้นในการยกระดับคุณภาพนาฬิกาของเรา ซึ่งเราต้องการตอบสนองทั้งความคาดหวังและความต้องการของลูกค้าที่มองหานาฬิกาขนาดเล็กและบางลง แต่ยังคงไว้ด้วยคุณภาพระดับสูง และในเวลาเดียวกัน ก็มีคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบและไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน เช่น ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และทนต่อแรงกระแทกสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยที่ยังคงคำนึงถึงความละเอียดอ่อนด้านองค์ประกอบความสวยงามที่สอดคล้องไปกับคุณสมบัติทางเทคนิคเหล่านี้ด้วย สำหรับ HPG Seal ใหม่นี้จะถูกนำไปใช้กับนาฬิการุ่นใหม่ๆ มากขึ้นในปีหน้า และคาดการณ์ว่าในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นนาฬิกาทุกๆ เรือนของแบรนด์ที่ผ่าน 1,000 Hours Control มาแล้วนั้นได้รับการยกระดับไปสู่การรับรองด้วย HPG Seal นี้ต่อไป





ELLE MEN: คุณพูดถึงสโลแกน ‘The Valley of Inventions’ ช่วยอธิบายถึงคำกล่าวนี้เพิ่มเติมได้ไหม
Jérôme Lambert: เมซง Jaeger-LeCoultre ถือกำเนิดใน Vallée de Joux และแบรนด์นี้เกิดขึ้นเพื่อผู้คนในแถบนี้ ซึ่งนั่นได้กลายเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมากมาย จนถึงการสร้างสรรค์เทคนิคและทักษะอีกมากมายเช่นกัน การคิดค้นและบุกเบิก ณ ที่แห่งนี้ถือเป็นดีเอ็นเอของเมซง เพราะทุกอย่างที่เราทำล้วนบ่มเพาะมาด้วยจิตวิญญาณแห่ง Vallée de Joux ทั้งหมด อย่างการมีนาฬิกาซึ่งสามารถพลิกตัวเรือนได้เช่นใน Reverso หรือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างไร้ข้อจำกัด อย่าง Atmos และความสามารถในการสร้างสรรค์กลไกจักรกลขนาดเล็กที่สุด เช่นใน Calibre 101 หรือแม้แต่ความซับซ้อนขั้นสูงของจักรกล ทั้ง Gyro Tourbillon บนหลายแกน และนาฬิกาตีเสียงบอกเวลาหรือมินิท รีพีทเตอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยค้อนแบบใหม่ผ่านการจดสิทธิบัตร ทุกอย่างล้วนมาจากดีเอ็นเอของเมซงและของ Vallée de Joux เพื่อให้สามารถสืบสานความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์คิดค้นให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้น จึงนับเป็นการผสมผสานระหว่าง Ecosystem จากที่ที่เราถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 193 ปีก่อน และจิตวิญญาณของเมซงในฐานะผู้ประดิษฐ์นาฬิการายแรกแห่ง Vallée de Joux ซึ่งนั่นเองได้นำทางมาสู่การพัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน ‘The Valley of Inventions’ จึงเป็นการสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดถึงที่ที่เราถือกำเนิด และที่ที่สร้างให้เราเป็นเราในวันนี้


ELLE MEN: คุณเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกายุคปัจจุบันบ้างเช่นเดียวกับมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกวันนี้อย่างไรบ้าง
Jérôme Lambert: โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ในแต่ละสาขาและพรมแดนก็มีรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปซึ่งกลายเป็นความท้าทายใหม่ๆ สำหรับผู้ผลิต เช่นเดียวกับในโลกลักชัวรี่ ที่แม้จะมีความมั่นคงในแง่ของจุดยืนในการนำเสนอผลงานให้กับลูกค้าด้วยคุณภาพในระยาวและยั่งยืน ซึ่งนั่นเชื่อมโยงกับรากของเมซงเราเองด้วย ทว่า อิทธิพลจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น บางครั้งเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นมนุษย์หรือเครื่องจักรทำ หรือบางทีเราไม่ทันได้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ซื้อมา เพราะมันกลายเป็นเพียงเทรนด์หรือความนิยมสั้นๆ ชั่วข้ามคืนหรือไม่เกินครึ่งปี ฉะนั้น สินค้าลักชัวรี่ในยุคปัจจุบันจึงต้องมีเนื้อหาที่ทั้งเข้มข้น น่าสนใจและคงคุณค่านั้นไว้ได้อย่างยาวนาน ซึ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบหัวใจของสิ่งที่เมซงทำและสามารถพิสูจน์ถึงคุณภาพนั้นได้เสมอ เช่นการรักษาและเสาะหาการสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนยุคใหม่ เหมือนกับนาฬิกาขนาดเล็กลงของ Master Control Chronometre เพราะอาจพูดได้ว่านาฬิกาขนาดเล็กลงแบบไซซ์คลาสสิกนี้กำลังเป็นที่นิยมและชื่นชอบ ด้วยเหตุผลหลายข้อ อย่างแรกคือด้านความสวยงามจากตัวเรือนที่บางและเพรียวลง เหมือนกับเครื่องแต่งกายในยุคปัจจุบันที่เราไม่ได้สวมเสื้อบ่าใหญ่หรือเนคไทเล็กๆ อีกแล้ว องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้จึงต้องสามารถแมตช์กับคุณได้แบบพอดีและสวยงามได้สัดส่วน ไม่ใหญ่หรือเล็กเกิน และไม่เทอะทะหรือดูแน่นเกินไป เช่นในนาฬิกา Master Control Chronometre ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้มีขนาดเล็กกำลังพอดีและยังบางลง ผมเองมองว่าลูกค้าปัจจุบันต้องการสิ่งที่สามารถผสานได้ลงตัวและกลมกลืนระหว่างคุณค่าและความสวยงามมากขึ้น เช่นเดียวกับในนาฬิกา ที่พวกเขามองหาสิ่งที่สวมใส่ได้ง่ายและสะดวกสบาย แต่ยังคงความสง่างามและทันสมัยด้วย ซึ่งนับเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีสำหรับเมซง เพราะเราเชี่ยวชาญในด้านความบางพิเศษและกลไกขนาดเล็ก ทำให้สามารถสร้างสรรค์นาฬิกากลไกซับซ้อนที่มีขนาดเล็กและบางกว่าได้ อย่างเช่น นาฬิกากลไกปฏิทินถาวร หรือ Perpetual Calendar ที่หาได้ยากกับความบางแค่เพียง 9 มม. ซึ่งนั่นสามารถตอบโจทย์คนที่มองหานาฬิกาสลับซับซ้อน แต่ก็ยังคงบางได้เช่นนี้

ELLE MEN: สำหรับคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ในโลกนาฬิกาหรือผู้ที่เริ่มสนใจสะสมนาฬิกาคุณมีคำแนะนำในการมองหานาฬิกาที่ใช่สำหรับพวกเขาอย่างไร
Jérôme Lambert: ผมมักพูดเสมอว่า หากต้องการมองหาหรือซื้อนาฬิกาที่ดีเป็นเรือนแรก ให้เลือกตามเสียงหัวใจและสายตาของตัวเองเป็นอย่างแรก เพราะสุดท้ายแล้ว นาฬิกาเรือนแรกของคุณนั้นก็จะเป็นนาฬิกาไฮเอนด์ที่สุดที่คุณจะจดจำมันไปเสมอและจะอยู่ในความทรงจำของคุณตลอดไป ดังนั้น นาฬิกาที่คุณเลือกจึงต้องมีความหมายสำหรับตัวคุณเอง เพราะมันจะมีคุณค่าและความหมายพิเศษเฉพาะส่วนตัวกับคุณต่อไปได้ในอนาคตด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการสะสม ผมมักกล่าวเสมอเช่นกันว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใด ให้เลือกในสิ่งที่เป็นไอคอนของแบรนด์นั้นๆ และเป็นไอคอนที่ไม่ใช่เพียงเพราะใครคนหนึ่งบอกหรือกล่าวอ้างถึงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่จะต้องเป็นไอคอนที่แท้จริงซึ่งผ่านการพิสูจน์โดยกาลเวลา อย่าง การมีประวัติศาสตร์มากกว่า 90 ปี นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่คุ้มพอที่จะเสี่ยงเสียเงินไปกับมัน และคุณเองก็จะมีความสุขกับนาฬิกาเรือนนั้นทั้งในแง่ของการที่ได้รับรู้ถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมถึงความสวยงาม มากไปกว่าการมองที่โอกาสหรือความคาดหวังในอนาคต และเมื่อคุณมีความสุขหรือสนุกไปกับสิ่งเหล่านี้แล้ว นาฬิกาเรือนนั้นๆ ก็จะยิ่งเชื่อมโยงผูกพันกับคุณในแง่ของความรู้สึก และกลายเป็นเรือนเวลาไอคอนิกของคุณเองได้จริงๆ











































