ปี 2025 คือปีที่แฟชั่นไม่ได้เปลี่ยนแค่เทรนด์ แต่กำลังตั้งคำถามกับทั้งระบบ ตั้งแต่การสลับขั้วของดีไซเนอร์ระดับโลก การอำลาตำนาน ไปจนถึงบทบาทใหม่ของเทคโนโลยี วัฒนธรรม และผู้คน นี่คือ 10 ปรากฏการณ์แฟชั่นที่สะท้อนชัดว่าโลกกำลังเดินไปทางไหนต่อ
1. ปรากฏการณ์เก้าอี้ดนตรีของเหล่าดีไซเนอร์: ปีแห่งการเดบิวต์ที่ทั้งโลกแฟชั่นจับตา
ปี 2025 ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แฟชั่นในฐานะปีแห่งเก้าอี้ดนตรี เมื่อเกือบทุกแฟชั่นเฮาส์ระดับโลกพร้อมใจกันรีเซ็ตเกม ด้วยการแต่งตั้งครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนใหม่ และเปิดพื้นที่ให้คอลเล็กชันเดบิวต์กลายเป็นบททดสอบวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง รันเวย์ไม่ใช่แค่พื้นที่โชว์เสื้อผ้า แต่คือสนามแข่งขันของตัวตน แนวคิด และอนาคตของแบรนด์
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดคือการย้ายขั้วของ Jonathan Anderson จาก Loewe สู่ Dior พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะดีไซเนอร์คนแรกที่ดูแลแฟชั่นทุกไลน์ของแบรนด์ ทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี และโอต์กูตูร์ คอลเล็กชัน Dior Men Spring–Summer 2026 จึงไม่ใช่แค่โชว์เดบิวต์ แต่คือบทนำของยุคใหม่ที่ทั่วโลกเฝ้ารอ

อ่านเพิ่มเติม: รื้อถอน เพื่อกำหนดนิยามใหม่ การตีความคอลเล็กชั่นเดบิวต์จาก Jonathan Anderson ที่ Dior
ขณะเดียวกัน Gucci เปิดฉากบทใหม่ภายใต้การนำของ Demna Gvasalia ดีไซเนอร์ผู้เขย่าวงการจาก Balenciaga การเดบิวต์ของเขาในมิลานมาพร้อมภาพยนตร์สั้น The Tiger ที่ตอกย้ำว่า Gucci กำลังเดินเข้าสู่เฟสใหม่ที่กล้าชน วัฒนธรรมร่วมสมัย และความคมของแฟชั่นเชิงแนวคิด พร้อมทั้งการเดบิวต์ของสองดีไซเนอร์ Jack McCollough และ Lazaro Hernandez ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ใหม่ของ Loewe เผยคอลเลกชัน Spring-Summer 2026 โดยนำเสนอความสดใหม่ สีสันสดใส และกลิ่นอายฤดูร้อนที่มาพร้อมกับงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างน่าสนใจ
อ่านเพิ่มเติม: Gucci: La Famiglia จุดเริ่มต้นบทใหม่ที่ Demna เขียนขึ้นให้ Gucci เล่าผ่านหนังสั้น The Tiger


ฝั่งปารีส Maison Margiela ส่งไม้ต่อจาก John Galliano สู่ Glenn Martens ที่เปิดตัวด้วยคอลเล็กชัน Artisanal อันดิบ ขบถ และเปี่ยมพลังทดลอง วัสดุรีไซเคิล เทคนิคชั้นสูง และความไม่สมบูรณ์แบบ ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นการประกาศจุดยืนว่า Margiela ยังคงเป็นพื้นที่ของอาว็อง-การ์ดอย่างแท้จริง โดยมี MM6 เป็นด่านอุ่นเครื่องที่ชัดเจนถึงทิศทางใหม่ รวมถึง Miguel Castro Freitas ได้เดบิวต์ในฐานะ Creative Director ของ Mugler โดยเปิดตัวคอลเล็กชันแรกคือ Spring-Summer 2026 ซึ่งเป็นการสร้างภาพจำและทิศทางใหม่ให้กับแบรนด์ภายใต้การดูแลของเขา


อีกหนึ่งการเปิดม่านที่ถูกจับตามองไม่แพ้กันคือ ศักราชใหม่ของ Jean Paul Gaultier ภายใต้การกุมบังเหียนของ Duran Lantink ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ผู้เลือกเริ่มต้นด้วยการ “ยังไม่แตะต้อง Archive” ของแบรนด์ “ผมอยากจินตนาการถึงสิ่งที่อยู่หลังประตูนั้น และสร้างโลกแฟนตาซีขึ้นมาก่อน” เขากล่าว คอลเล็กชันเดบิวต์จึงเป็นการตีความรากฐานความขบถและเสน่ห์แบบ Provocative ของ Gaultier ผ่านภาษาร่วมสมัยที่เฉียบคม ซิลูเอตต์ที่พลิกแพลง การเล่นกับโครงสร้างระหว่างเฟมินีนและมัสคิวลีน รวมถึงการผสมเท็กซ์เจอร์อย่างไร้กรอบ หลายลุคสะท้อนชัดว่า Lantink เคารพจิตวิญญาณดั้งเดิมของแบรนด์ แต่เลือกเขียนบทใหม่ด้วยลายเซ็นของตัวเองอย่างมั่นใจ

อีกฟากหนึ่ง Chanel เลือกถ่ายทอดความร่วมสมัยอย่างสุขุม ผ่านวิสัยทัศน์ของ Matthieu Blazy ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญงานคราฟต์และการออกแบบที่เรียบลึก ซึ่งกำลังพาเราทึ่งไปกับความแปลกใหม่ของ Chanel ในยุคใหม่ ที่ยังคงยึดมั่นในรากเหง้าแต่ชัดเจนยิ่งขึ้นในภาษาร่วมสมัย ขณะที่ Valentino ภายใต้ Alessandro Michele กลับมาพูดภาษาแห่งบทกวี ความเปราะบาง และการต่อต้าน ผ่านคอลเล็กชันที่ยืนยันว่าความอ่อนโยน คือพลังรูปแบบใหม่ของแฟชั่นร่วมสมัย
อ่านเพิ่มเติม: #ELLEMEN5FACTS ถอดรหัส 5 เรื่องน่าสนใจของ Matthieu Blazy แม่ทัพคนใหม่แห่ง Chanel
Valentino SS26 ส่งแสงสว่างของ ‘Fireflies’ มาให้เสื้อผ้าบุรุษทรงพลังอีกครั้ง


รายชื่อเดบิวต์ยังรวมถึง Michael Rider ที่นิยาม Celine ใหม่ด้วยกลิ่นอาย ’80s แบบ Parisian cool, Sarah Burton ที่ปลุก Givenchy ด้วยพลังของซิลูเอตและอารมณ์ผู้หญิง, Louise Trotter กับก้าวแรกของ Bottega Veneta ผู้หญิงเพียงคนเดียวในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ภายใต้เครือ Kering ณ เวลานั้น สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมที่เริ่มเปิดพื้นที่ให้มุมมองหลากหลายมากขึ้น, Haider Ackermann ที่ตีความ Tom Ford ด้วยความเซ็กซี่แบบสงบนิ่ง ไปจนถึง Julian Klausner แห่ง Dries Van Noten ที่ลบเส้นแบ่งระหว่าง Formal และ Casual อย่างมีชั้นเชิง
อ่านเพิ่มเติม Celine Spring 2026 โดย Michael Rider เปิดบทใหม่ที่บ่มเพาะจากความทรงจำ





และอีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงสัญลักษณ์คือ Versace เมื่อ Donatella Versace ก้าวลงจากตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ สู่บทบาท chief brand ambassador ปิดฉากยุคที่ครอบครัว Versace นำการสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ขณะที่ Dario Vitale ฝากโชว์เดบิวต์และโชว์สุดท้ายไว้เป็นเครื่องหมายของการรีสตาร์ต ก่อนการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ของแบรนด์

ท้ายที่สุด ปี 2025 ไม่ได้มีผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่คือปีที่แฟชั่นทั้งระบบกำลังตั้งคำถามใหม่ว่า “ใครคือผู้นำ” และ “แฟชั่นจะเล่าเรื่องโลกยุคถัดไปอย่างไร” และคำตอบทั้งหมดเริ่มต้นจากคอลเล็กชันเดบิวต์เหล่านี้เอง
2. การจากไปของ Giorgio Armani: จุดเปลี่ยนของความหรูแบบคลาสสิก
ปี 2025 ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แฟชั่นโลก กับการอำลาของ Giorgio Armani ตำนานผู้ไม่เพียงสร้างแบรนด์ แต่สร้างวิธีมองความสง่างามให้กับผู้ชายและผู้หญิงทั่วโลก การจากไปของเขาไม่ใช่แค่การสูญเสียดีไซเนอร์คนหนึ่ง แต่คือการปิดฉากยุคทองของแฟชั่นอิตาเลียนที่ขับเคลื่อนด้วยความเรียบ นิ่ง และมั่นใจ

Armani คือผู้ปฏิวัติสูทผู้ชายให้หลุดพ้นจากโครงแข็งและพิธีการ สู่ซิลูเอตต์แบบ Soft-Shouldered และ Deconstructed Suit ที่ทั้งสบายและทรงพลัง ตั้งแต่รันเวย์จนถึงจอภาพยนตร์ ตั้งแต่ American Gigolo ไปจนถึง The Dark Knight Rises เขาทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นภาษาของตัวตน ไม่ใช่เครื่องประดับสถานะ


ในโลกที่แฟชั่นหมุนเร็วและขับเคลื่อนด้วยกระแส การจากไปของ Giorgio Armani เปิดคำถามสำคัญกับความหรูแบบคลาสสิกจะเดินต่ออย่างไร เมื่อผู้ยึดมั่นในความนิ่ง ความประณีต และการควบคุมทุกรายละเอียด ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน คำตอบก็ชัดเจนไม่แพ้กัน เพราะผลงานของเขาได้พิสูจน์ไปแล้วว่า สไตล์ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง และความสง่างามที่เรียบง่าย ยังคงเป็นพลังที่อยู่เหนือกาลเวลา
ปี 2025 จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งการสูญเสีย แต่คือปีที่โลกแฟชั่นต้องหันกลับมาทบทวนว่า อะไรคือแก่นที่แท้จริงของคำว่า luxury และ Giorgio Armani คือบทเรียนที่โลกจะไม่มีวันลืม
3. Archive Fever: เมื่อการกลับมาของเสื้อผ้าและไอเท็มคลาสสิก กลายเป็นการต่อต้าน Fast Fashion แบบเงียบแต่ทรงพลัง
ปี 2025 คือปีที่คำว่า Archive ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์เฉพาะของนักสะสมหรือภัณฑารักษ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นภาษากลางของวงการแฟชั่น ตั้งแต่โน้ตประกอบรันเวย์ บทวิเคราะห์แฟชั่น ไปจนถึงคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย การหันกลับไปขุดค้นชิ้นงานจากอดีตจึงไม่ใช่แค่การรำลึกความหลัง แต่คือการประกาศจุดยืนต่อต้านวัฒนธรรม Fast Fashion อย่างแนบเนียน
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเหล่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์ในแบรนด์ระดับตำนาน ตั้งแต่ Chanel, Dior, Gucci, Loewe, Celine ไปจนถึง Bottega Veneta ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ต่างเลือกย้อนกลับไปอ่าน ‘รหัสบ้าน’ (house codes) จากคลัง Archive เพื่อยึดโยงตัวตนของแบรนด์ ก่อนตีความใหม่ให้สอดรับกับยุคสมัย ขณะเดียวกัน แบรนด์ไอคอนอย่าง Giorgio Armani และ Ralph Lauren ก็ใช้ Archive เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า แฟชั่นที่ยืนยาวไม่เคยแยกขาดจากมรดกทางความคิดสร้างสรรค์






นอกเหนือจากรันเวย์ Archive ยังกลายเป็นสถานะใหม่ของการบริโภคแฟชั่น ในวันที่คอนเทนต์ Shein haul (ผู้บริโภคของชีอิน)หรือ Zara sale must-buy ถาโถมไม่หยุด การเลือกสวมใส่แฟชั่นจากอดีตกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยม ความรู้ และการใช้แฟชั่นอย่างมีสติ แฮชแท็ก #archivefashion ทะลุหนึ่งพันล้านวิวบน TikTok ขณะที่ Gen Z รุ่นใหม่สามารถแยก Margiela Tabi และ Helmut Lang ยุค painter jeans ได้อย่างแม่นยำไม่ต่างจากนักสะสมมืออาชีพ


ความคลั่งไคล้นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ แต่ขยายสู่พื้นที่จริง ร้าน Archive แบบเฉพาะทางเริ่มผุดขึ้นในเมืองแฟชั่นทั่วโลก ตั้งแต่ Baraboux ในลอนดอน ที่เปิดเป็นทั้งอพาร์ตเมนต์และคลังสะสม ไปจนถึงผู้ค้าอิสระที่เดินทางข้ามเมืองเพื่อคว้ากระเป๋า Louis Vuitton ราคาไม่กี่ยูโร ก่อนปลุกมันให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในตลาดแฟชั่นร่วมสมัย



ภาพจำของ Archive Fever ยังสะท้อนชัดบนพรมแดง เมื่อเหล่าเซเลบริตี้เลือกหยิบแฟชั่นจากรันเวย์ในอดีตมาเขียนเรื่องราวใหม่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในฤดูกาลประกาศรางวัลในปีนี้ ที่การสวมใส่ Archive Fashion ถูกยกระดับจากความยั่งยืนไปสู่ความหายากและทรงคุณค่าอย่างแท้จริง ตั้งแต่ Mikey Madison กับการเปิดตัวบนเวทีออสการ์ในเดรส Dior วินเทจโทนชมพู-ดำสุดสง่างาม ไปจนถึง Kendall Jenner กับลุคในตำนานจาก Thierry Mugler ที่ตอกย้ำเสน่ห์ของแฟชั่นหายากระดับมิวเซียมพีซ ทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่า Archive ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าเก่า แต่คือชิ้นประวัติศาสตร์ที่ยังหายใจ และยังทรงพลังทุกครั้งที่ถูกนำกลับมาสวมใส่บนเวทีโลก


ในโลกที่ทุกอย่างถูกเร่งให้เร็วขึ้น Archive Fashion กลับชวนให้เราชะลอจังหวะ มองเสื้อผ้าในฐานะวัตถุที่มีเรื่องราว มีบริบท และมีคุณค่าเหนือฤดูกาล และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Archive จะไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือทัศนคติใหม่ของแฟชั่นยุคหลัง Fast Fashion อย่างแท้จริง
4. AI Fashion: ระหว่างโอกาสทางธุรกิจ กับคำถามเรื่องตัวตนของความลักชัวรี
ปี 2025 คือปีที่ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนสถานะจากของทดลองเป็นความจำเป็นในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างชัดเจน ท่ามกลางต้นทุนผันผวน ซัพพลายเชนเปราะบาง และการเติบโตที่ชะลอตัว แบรนด์จำนวนมากเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้าน ตั้งแต่การออกแบบ การทำแคมเปญ การสร้างภาพ ไปจนถึง Virtual Model และคอนเทนต์อีคอมเมิร์ซ

ข้อมูลจาก McKinsey & Company ชี้ว่า กว่า 35% ของผู้บริหารในอุตสาหกรรมแฟชั่นและลักชัวรีใช้ generative AI แล้วในงานอย่าง customer service ออนไลน์ การสร้างภาพ การเขียนคอนเทนต์ ไปจนถึงการค้นหาสินค้า โดย AI ช่วยปลดล็อก productivity อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในฝั่งการตลาดและการขาย ขณะที่แรงงานบางส่วนถูกรีเชปให้ขยับไปสู่บทบาทเชิงความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
แต่ในขณะที่ AI ทำงานเร็ว ถูก และขยายสเกลได้ คำถามสำคัญกลับเกิดขึ้นทันทีเมื่อมันถูกนำมาใช้ในพื้นที่ที่แฟชั่นให้คุณค่าสูงสุดความคิดสร้างสรรค์และงานคราฟต์ แรงเสียดทานนี้ปะทุชัดในช่วงปลายปี เมื่อ Valentino เผชิญกระแสตีกลับอย่างหนักจากวิดีโอแคมเปญกระเป๋า Valentino Garavani DeVain ที่สร้างด้วย AI แม้แบรนด์จะระบุอย่างโปร่งใสว่าเป็นงานดิจิทัลครีเอทีฟ แต่เสียงจากผู้บริโภคกลับสะท้อนตรงกันว่า ภาพลักษณ์นั้นถูก เร็ว และไร้จิตวิญญาณ สำหรับแบรนด์ลักชัวรีที่ตั้งอยู่บนคุณค่าของมนุษย์
นับตั้งแต่ Generative AI กลายเป็นกระแสหลัก แบรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มจับตามองเทคโนโลยีนี้ เพื่อนำไปใช้ตั้งแต่การสร้างดิจิทัลโมเดล คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงแคมเปญการตลาด และผลงานของ Sybille de Saint Louvent ครีเอทีฟไดเรกเตอร์อิสระ ก็สะท้อนให้เห็นภาพอนาคตของการตลาดด้วย AI ที่อาจกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่อีกภาพหนึ่งซึ่งทำขึ้นในบริบทของ Prada คือภาพแพตช์เวิร์กอันวุ่นวายของเฉดผมสีบลอนด์และน้ำตาล ที่ประกอบขึ้นจากศีรษะและช่วงไหล่ของกลุ่มนางแบบจำนวนมาก ทุกคนสวมเสื้อผ้าโทนสีกลาง และถูกมองจากมุมสูง

แคมเปญที่สร้างด้วย AI เหล่านี้ทำให้เธอได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ ทั้งจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย รวมถึงแบรนด์แฟชั่นและลักชัวรีเอง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เธอโพสต์แคมเปญใหม่สำหรับ Gucci ซึ่งเธอกล่าวว่าได้รับการว่าจ้างโดยแบรนด์เดียวกันกับวันที่ Gucci จัดแฟชั่นโชว์ Fall-Winter 2025 โดยเธอระบุว่า Gucci มอบ อิสระอย่างเต็มที่ (carte blanche) ให้เธอสร้างสรรค์ภาพวิชวลชุดหนึ่ง เพื่อสำรวจธีมเรื่อง ‘ความเป็นคู่ตรงข้าม’ ที่ปรากฏในโชว์ครั้งนั้น
ภาพรวมของปี 2025 จึงสะท้อนชัดว่า AI คือเครื่องมือทรงพลัง แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แฟชั่นกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างประสิทธิภาพกับอัตลักษณ์ ระหว่างสเกลกับจิตวิญญาณ และคำถามสำคัญที่ถูกทิ้งไว้ปลายปีคือ AI จะเป็นผู้ช่วยที่ทำให้แฟชั่นแข็งแรงขึ้น หรือจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ความหมายของคำว่าลักชัวรีจางลงในอนาคตอันใกล้
5. การกลับมาของ Trompe l’oeil เมื่อเทคนิค “ลวงตา” กลายเป็นอาวุธเอาใจ Gen Z
ปี 2025 คือช่วงเวลาที่ Trompe l’oeil (ทรอมพ-เลย) หรือศิลปะลวงตาหวนคืนสู่จุดศูนย์กลางของแฟชั่นกระแสหลักอีกครั้ง จากเทคนิคเชิงศิลป์อายุกว่าศตวรรษ สู่เครื่องมือสำคัญในการเล่าเรื่องของดีไซเนอร์ยุคใหม่ โดยมี Acne Studios เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ด้วยเดนิมที่เล่นกับภาพลวงตา ทั้งโซ่ เข็มขัด และแอ็กเซสซอรีที่ดูเหมือนห้อยอยู่จริงบนตัวกางเกง กลายเป็นไอเทมไวรัลที่ถูกแชร์และใส่ตามอย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะในหมู่ Gen Z



เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เดนิม แต่กระจายตัวไปทั่วรันเวย์ ตั้งแต่ Balenciaga, Jean Paul Gaultier, Diesel, Acne Studios และ ADSB Andersson Bell ที่หยิบ Trompe l’oeil มาใช้สร้าง “double take moment” ให้แฟชั่นกลับมาสนุก แสบ และตั้งคำถามกับสิ่งที่สายตามองเห็น ท่ามกลางยุคที่ภาพดิจิทัลและ AI ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความไม่จริงพร่าเลือน

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของปีคือการ เปิดม่าน Jean Paul Gaultier อย่างเป็นทางการภายใต้การกุมบังเหียนของ Duran Lantink ดีไซเนอร์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการท้าทายสรีระและภาพจำเดิมของเสื้อผ้า ซึ่งสอดรับกับ DNA ของ Trompe l’oeil อย่างชัดเจน นับเป็นการส่งสัญญาณว่าภาษาแฟชั่นเชิงลวงตาและแนวคิดเซอร์เรียลกำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้งในระดับเมซง


เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ Elsa Schiaparelli ยุคเซอร์เรียลลิสม์ จนถึง Pop Art และโพสต์โมเดิร์น การกลับมาของ Trompe l’oeil ในปี 2025 จึงไม่ใช่แค่กระแส แต่คือภาพสะท้อนของยุคสมัย แฟชั่นที่ไม่เพียง “หลอกตา” หากยังชวนตั้งคำถามต่อความจริง ตัวตน และการรับรู้ กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของโลกแฟชั่นปีนี้
6. Labubu ไอเท็มจุกจิกที่พิสูจน์ว่าไวรัลไม่จำเป็นต้องแพง
ปี 2025 คือปีที่แฟชั่นยืนยันชัดว่าความฮอตฮิตไม่ได้วัดกันที่ราคา แต่วัดกันที่พลังทางวัฒนธรรม และหนึ่งในสัญลักษณ์นั้นคือของห้อยกระเป๋าหน้าตาประหลาดแต่น่ารักอย่าง Labubu คาแร็กเตอร์ปีศาจฟันแหลมจากปลายปากกาของศิลปิน Kasing Lung ที่ก้าวข้ามสถานะอาร์ตทอยเฉพาะกลุ่ม สู่ไอเท็มแฟชั่นที่ปรากฏอยู่เครื่องกระเป๋าของเหล่าสายแฟทั้งหญิงและชาย


จากตัวละครในหนังสือภาพ The Monsters ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานนอร์ดิก Labubu ถูกต่อยอดผ่าน Pop Mart จนกลายเป็นของสะสมในระบบ blind box หรือกล่องสุ่ม ก่อนจะระเบิดความนิยมแบบก้าวกระโดดเมื่อได้รับการ co-sign จาก LISA แห่ง BLACKPINK และเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก ตั้งแต่ Rihanna, Dua Lipa ไปจนถึง Kim Kardashian จนทำให้ของเล่นราคาไม่กี่ร้อย กลายเป็นแฟชั่นแอ็กเซสซอรีที่ทุกคนต้องมี


ปรากฏการณ์ Labubu ยังสะท้อนโลกแฟชั่นยุคใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่าง ของเล่น–แฟชั่น–คอลเล็กทีเบิล–ลักชัวรี ถูกลบเลือน ความต้องการในตลาดรีเซลพุ่งสูงจนบางชิ้นทำราคาทะลุหลักแสนถึงหลักล้าน ขณะเดียวกันแบรนด์ตั้งแต่ UNIQLO, Coca-Cola ไปจนถึงแฟชั่นเฮาส์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Moynat ต่างเข้ามาร่วมสร้างจักรวาลของ Labubu ให้ขยายออกไปไกลกว่าของห้อยกระเป๋า

ในปีที่ผู้คนถกเถียงเรื่อง Quiet Luxury, Archive Fashion และ AI Design การที่คาแร็กเตอร์หน้าตา ugly-cute กลายเป็นของต้องมี คือบทพิสูจน์ว่าแฟชั่นยังต้องการความสนุก อารมณ์ร่วม และเรื่องเล่า และบางครั้ง ไอเท็มที่ทรงอิทธิพลที่สุดของปีก็อาจไม่ใช่เสื้อผ้าทั้งลุค แต่เป็นของจุกจิกเล็กๆ ที่แขวนอยู่ข้างกระเป๋า
อ่านเพิ่มเติม: เจาะประเด็น Pop Mart เบื้องหลังเทรนด์ฮิต Labubu Fever โกยรายได้กว่า 5 หมื่นล้านบาท!
7. Flat Takes Over: เมื่อสนีกเกอร์ทรงแบนก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกของปี 2025
หลังจากทศวรรษที่สนีกเกอร์พื้นหนา เทคโนโลยีล้น และดีไซน์โอเวอร์ไซส์ครองพื้นที่วัฒนธรรมสตรีต ปี 2025 กลับเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน Flat sneakers หรือที่หลายคนเรียกว่า failte flat ไม่ได้ตะโกนเรียกร้องความสนใจ แต่แทรกซึมอยู่ในทุกเมืองแฟชั่น ตั้งแต่ปารีส โตเกียว นิวยอร์ก ไปจนถึงลอนดอน มันโผล่อยู่ใต้กางเกงคาร์โกวินเทจ บนเท้าของนักเรียนศิลปะ นักออกแบบกราฟิก และเหล่าคนแฟชั่นที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านรองเท้าพื้นหนาอีกต่อไป
การกลับมาของสนีกเกอร์ทรงแบนคือปฏิกิริยาตอบโต้ต่อยุค maximalism อย่างชัดเจน หลังจากช่วงพีคของรองเท้าอย่าง Balenciaga Platform, Yeezy Boost 700 หรือแม้แต่ Big Red Boot ของ MSCHF ผู้คนเริ่มโหยหาความชัดมากกว่าความแน่น สนีกเกอร์อย่าง adidas Samba, Nike Total 90, Puma Speedcat OG ไปจนถึง Maison Margiela Sprinter จึงกลายเป็นคำตอบของแฟชั่นที่ต้องการความเรียบ แต่มีท่าที
เสน่ห์ของ flat sneaker อยู่ที่บทบาทผู้ช่วยที่ดีมากกว่าพระเอก มันไม่กลบลุค แต่ช่วยเสริมให้ทุกชุดดูสมดุล เข้าได้กับทั้งสตรีต มินิมัล และแฟชั่นเชิงแนวคิด นี่คือรองเท้าที่สะท้อนความมั่นใจแบบเงียบ (quiet confidence) และสอดคล้องกับอารมณ์แฟชั่นยุคที่ลดการอวดอ้างลง

อิทธิพลของแฟชั่นยุค ’90s–2000s และวัฒนธรรมฟุตบอลก็มีบทบาทสำคัญ โมเดลจากอาร์ไคฟ์อย่าง adidas Taekwondo, adidas Tokyo หรือ Puma Speedcat ถูกปลุกกลับมาด้วยบริบทใหม่ ขณะเดียวกันแบรนด์แฟชั่นก็ร่วมวงอย่างจริงจัง ตั้งแต่ Wales Bonner x adidas ที่ทำให้ Samba ดูแฟชั่นขึ้น ไปจนถึง New Balance ที่ยอมทิ้งความหนาในคอลแลบกับ Miu Miu และ Balenciaga ที่หักมุมตัวเองด้วย Balenciaga Zero สนีกเกอร์พื้นแทบไร้ตัวตน ที่น่าสนใจคือ เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนีกเกอร์ แต่ขยายไปถึงโลฟเฟอร์ บัลเลรินา และรองเท้าแบนทุกรูปแบบ สะท้อนความต้องการร่วมกันของผู้บริโภคที่เลือกเบา คล่อง มากกว่าใหญ่ หนัก และโชว์

ปี 2025 จึงไม่ใช่แค่การกลับมาของรองเท้าทรงแบน แต่คือการประกาศว่า แฟชั่นไม่จำเป็นต้องยกพื้นสูงเพื่อยืนให้เด่นอีกต่อไป บางครั้งการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อาจเริ่มจากรองเท้าที่เบาที่สุดก็ได้
8.ศิลปินไทยขึ้นแท่น Global Players: เมื่อแฟชั่นเฮาส์หันสปอตไลท์มาโฟกัสศิลปินไทยอย่างจริงจัง
ต้นปี 2025 คือช่วงเวลาที่ความฮอตของศิลปินไทยพุ่งทะยานอย่างชัดเจนบนเวทีแฟชั่นโลก จากบทบาทแขกคนพิเศษในแฟชั่นวีก สู่การนั่งแท่น House Ambassador และ Brand Ambassador อย่างเป็นทางการของแบรนด์ระดับตำนาน ไม่ใช่เพียงแค่สีสันของงาน แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในกลยุทธ์ระดับโลกของแฟชั่นเฮาส์
การเปิดศักราชของวงการแฟชั่นปีนี้เริ่มต้นอย่างแข็งแรง เมื่อ ฟรีน สโรชา ขึ้นแท่น Valentino Brand Ambassador ก่อนที่กลัฟ คณาวุฒิ และ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ได้รับการแต่งตั้งเป็น Brand Ambassador ของ Onitsuka Tiger ตามมาติดๆ ขณะที่ หลิงหลิง คอง และ ออม กรณ์นภัส สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการรับตำแหน่ง House Ambassador ของ Dior ด้าน เบคกี้ รีเบคก้า เดินหน้าสานสัมพันธ์กับ CHANEL ในบทบาท House Ambassador เช่นเดียวกับเต ตะวัน ที่เริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะ Brand Ambassador ของ Loewe และ นนน กรภัทร์ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมของแบรนด์ในสถานะ Friend of Coach





บนฟรอนต์โรว์ Women’s Fashion Week ฤดูกาล Spring–Summer 2026 แบรนด์ระดับโลกหันมาโฟกัสภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างชัดเจน และพลังของศิลปินไทย คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ตัวเลขยืนยันความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อ ออม กรณ์นภัส และ หลิงหลิง คอง สร้างมูลค่าสื่อ (Earned Media Value) รวมกันเกือบ 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของอิมแพ็กต์สื่อทั้งหมดของ Dior ในฤดูกาลเดียว


ตั้งแต่ Dior, CHANEL, Prada, Louis Vuitton ไปจนถึง Burberry ศิลปินและครีเอเตอร์ไทยไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปรากฏตัวในงานแฟชั่นโชว์ แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่าเรื่องแบรนด์ ผ่านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และดิจิทัลสตอรี่เทลลิงที่เชื่อมต่อกับผู้ชมทั่วโลก
Wrap up ข้อนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปว่า “ใครได้ตำแหน่งอะไร” แต่คือสัญญาณชัดเจนว่า ศิลปินไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น Global Influencers อย่างแท้จริง ผู้ไม่ได้ขับเคลื่อนแค่กระแส หากแต่ร่วมกำหนดทิศทางและ Narrative ใหม่ของโลกแฟชั่นในปี 2025
9. การกลับมาของ Pedro Pascal และแบรนด์ไอคอนิก: อดีตที่ถูกเล่าใหม่อย่างร่วมสมัย
ปี 2025 ไม่ใช่ปีของการย่ำอยู่กับ Nostalgia แต่คือการรีเฟรชตำนานให้พูดภาษาเดียวกับโลกปัจจุบัน และหนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุดคือการกลับมาในฐานะ style force ของ Pedro Pascal ชายผู้พิสูจน์ว่าเสน่ห์ วุฒิภาวะ และแฟชั่น สามารถเดินไปพร้อมกันได้อย่างทรงพลัง จากลุค press tour ที่พลิกภาพพระเอกฮอลลีวูด ไปจนถึงการเลือกสวมงานของ The Row, Calvin Klein และ Givenchy อย่างมีชั้นเชิง เปโดรไม่ได้แต่งตัวเพื่อไวรัล แต่ใช้เสื้อผ้าเป็นภาษาสื่อสารตัวตน

ในขณะเดียวกัน แบรนด์ระดับตำนานจำนวนมากก็เลือกแนวทางเดียวกัน ไม่ย้อนอดีตแบบลอกสูตร แต่ กลับไปหยิบ DNA เดิมมาเล่าใหม่ ให้เข้ากับบริบทสังคม วัฒนธรรม และการเมืองร่วมสมัย เห็นได้จากการสนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชนผ่านแฟชั่น (อย่างเสื้อ “Protect the Dolls”) ไปจนถึงการรีแบรนด์ที่กล้าพูดกับคนรุ่นใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้า

นี่จึงเป็นปีที่ทั้งบุคคลและแบรนด์ไอคอนิกยืนยันพร้อมกันว่า ความคลาสสิกไม่เคยตาย ถ้ามันรู้จักปรับเสียงให้ทันโลก
10. CORTIS Effect: แฟชั่นที่มีเรื่องราว และการคัมแบ็กของเอวต่ำ–ขาเดฟ
ปี 2025 คือปีที่แฟชั่นของไอดอลไม่ได้หยุดอยู่แค่ใส่แล้วเท่ แต่ต้องเล่าอะไรบางอย่าง และ CORTIS คือหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของกระแสนั้น บอยแบนด์น้องใหม่ที่ตั้งใจวางภาพลักษณ์ตั้งแต่เพลง วิธีเล่าเรื่อง ไปจนถึงสไตล์การแต่งตัว ให้กลายเป็นพิมพ์เขียวของวัฒนธรรมเจนซี

แฟชั่นของ CORTIS ไม่ใช่สตรีทแวร์ฉาบผิว แต่เป็นสไตล์ที่เน้น คุณค่าเชิงแนวคิด (concept-driven fashion) ใส่ของที่มีที่มา มีเรื่องราว และมีท่าทีต่อต้าน Fast Fashion อย่างแนบเนียน ตั้งแต่เสื้อยืดวินเทจ แจ็กเก็ตเดนิมโอเวอร์ไซซ์ ไปจนถึงการหยิบไอเท็มมือสองมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์วง สอดคล้องกับเนื้อหาเพลงอย่าง FaSHioN ที่พูดถึงคุณค่าของเสื้อผ้าเก่า และการเลือกบริโภคอย่างมีสติ
หนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุดคือ การกลับมาของกางเกงยีนส์เอวต่ำทรงขาเดฟ (Skinny / Slim Fit) ที่ CORTIS ทำให้ดูร่วมสมัยอีกครั้ง ไม่ใช่ขาเดฟแบบยุค 2010s แต่เป็นขาเดฟที่โหลดต่ำ แนบพอดี มีเลเยอร์กางเกงด้านใน และใส่เข็มขัดในฐานะพร็อปมากกว่าฟังก์ชัน ลุคนี้ปรากฏชัดในเอ็มวี GO!, What You Want และ FaSHioN ก่อนจะซึมเข้าสู่โซเชียล ผ่านแฟนคลับและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จนคำว่า “CORTIS + โหลดต่ำ” กลายเป็นคีย์เวิร์ดใหม่ของแฟชั่นวัยรุ่น

แรงสั่นสะเทือนนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่แฟนด้อม แต่ลามไปถึงศิลปินรุ่นเดียวกัน ทั้งในเกาหลีและไทย ที่เริ่มดึงเอวกางเกงให้ต่ำลงมากกว่าที่เคย ขณะที่ฝั่งรันเวย์เองก็ปูทางมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ Miu Miu ที่นำเสนอสกินนีเอวต่ำบนรันเวย์ Fall-Winter 2024 ยืนยันว่าการกลับมาของขาเดฟไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นจังหวะของแฟชั่นที่วนกลับมาอย่างมีบริบท
CORTIS จึงไม่ได้แค่จุดเทรนด์ใหม่ แต่กำลังปลุกบทสนทนาเดิมให้กลับมามีความหมายอีกครั้ง แฟชั่นไม่จำเป็นต้องใหม่เสมอไป แค่ต้องจริง มีจุดยืน และกล้าจะเลือก และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม CORTIS ถึงไม่ได้เป็นแค่วงดนตรีของเจนซี แต่กำลังกลายเป็น reference ทางสไตล์ ของยุคนี้อย่างแท้จริง


