Photographer: Manosit Boonnon
การร่วมงานกันหลายครั้งระหว่าง ELLE MEN Thailand กับผู้ชายคนนี้ จุง–อาเชน ไอย์ดึน ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของเขาชัดขึ้นในทุกครั้งที่กลับมา นอกเหนือจากบทบาทของศิลปินแล้ว ยังรวมถึงตัวตนที่ค่อยๆ ชัดเจนผ่านงานแฟชั่นที่เขาเลือกสื่อสาร ครั้งนี้จุงเลือกเล่าเรื่องของตัวเองผ่านภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมองกิจกรรมสปอร์ตในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่หลอมรวมเข้ากับตัวตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ผมออกกำลังกายทุกวัน” เขาพูดอย่างเรียบง่าย ราวกับเป็นกิจวัตรที่ฝังอยู่ในชีวิตไปแล้ว “ถ้าวันไหนทำงาน ผมจะตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายก่อน แล้วค่อยไปทำงาน แต่ถ้าวันว่างก็จะจริงจังขึ้นหน่อย ทั้งฟิตเนส สเกต หรือตีแบด”


ความหลงใหลในแฟชั่นของเขาคือการผสานไลฟ์สไตล์เข้ากับตัวตน ไม่ใช่แค่เพียงภาพลักษณ์ สิ่งที่เห็นในแฟชั่นเซตวันนี้แทบไม่ต่างจากชีวิตจริงของเขาเลย ในฐานะนักแสดง แทนที่จะมองว่าตัวเอง ‘เปลี่ยนไป’ จุงกลับมองว่าทุกบทบาทคือโอกาสใหม่ที่เข้ามาท้าทายตัวเอง จาก Dare You To Death ไขคดีเป็น เห็นคดีตาย มาสู่ วันทองไร้หัวใจ เขายอมรับว่าความรู้สึกหลักที่เกิดขึ้นคือความตื่นเต้น มากกว่าความรู้สึกของการเปลี่ยนแปลง “ทุกครั้งที่ได้เล่นเรื่องใหม่ ตัวละครก็จะต่างออกไป” โดยเฉพาะผลงานพีเรียดเรื่องแรกที่ทำให้เขาต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้แค่ไหน


การซ้อมหน้ากระจก การพูดคนเดียว หรือการพยายามทำความเข้าใจยุคสมัย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เขาใช้ค่อยๆ เข้าใกล้ตัวละครนั้น ขณะเดียวกัน บทบาทอย่าง ‘ผู้กองเจษ’ ใน Dare You To Death คืออีกหนึ่งจุดที่ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความไม่คุ้นเคย “ผมไม่รู้ว่าตำรวจต้องมีอินเนอร์แบบไหน ต้องคิดอะไรในใจ แล้วผมแสดงออกมาเหมือนจริงหรือเปล่า” คำถามเหล่านั้นกลายเป็นแรงผลักให้เขาค้นหาคำตอบผ่านการแสดงของตัวเอง หากหน้ากล้องคือพื้นที่ของการตีความ ‘เวที’ ก็คือพื้นที่ของการปลดปล่อย จุงนิยามช่วงเวลาบนเวที ไม่ว่าจะเป็นแฟนคอนหรือคอนเสิร์ต ว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ ‘เป็นตัวเองจริงๆ อย่างอิสระ’ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บทบาทใด “ผมเต็มที่กับทุกโอกาสที่มีเข้ามาเสมอ” และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวตนบนเวทีใกล้เคียงกับความเป็นเขามากที่สุด เพราะมันยิ่งกว่าการแสดงตามบท แต่คือการแสดงออกในแบบที่เขาเลือกเอง


การเดินทางไปพบแฟนๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของแฟนคลับในจีน ยิ่งช่วยตอกย้ำให้เขารู้จักคุณค่าของ ‘การเป็นที่รัก’ ในมุมที่กว้างขึ้นกว่าเดิม “แต่ละประเทศมีวัฒนธรรม มีสไตล์ของแฟนคลับที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเขารักและสนับสนุนเรา” พลังนั้นกลายเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เขาอยากพัฒนาตัวเองต่อไป และตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด “เราได้รับพลังบวกจากแฟนๆ เราก็อยากส่งกลับไปให้เขาในแบบที่ทำให้เขามีความสุข” สำหรับคอนเสิร์ตช่วงปลายปี จุงเลือกทิ้งคำใบ้ไว้เพียงสั้นๆ แต่ชัดเจน “ผมเตรียมไว้แล้ว และมั่นใจว่าทุกคนจะสนุกไปด้วยกัน” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่เหมือนคำชวนมากกว่าคำสัญญา “ต้องมาดูครับ” นอกเหนือจากงานในวงการ อีกหนึ่งความสนใจที่เริ่มกลับเข้ามาในชีวิตของเขาคือ Rollerblade แม้จะมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ แต่เส้นทางนั้นเคยถูกเบี่ยงไปสู่สเกตบอร์ดตามกระแสของเพื่อนรอบตัว “ถ้ามีเวลา ผมก็ยังอยากเล่นอยู่เรื่อยๆ” เขาหัวเราะ “ผมว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ ผมน่าจะโปรนะ” มันอาจเริ่มจากแค่กิจกรรมหนึ่ง แต่ในอีกมุม มันก็เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เขาได้กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองอีกครั้ง

ท่ามกลางตารางงานที่แน่นขึ้นเรื่อยๆ จุงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อ “ตอบสนองความคาดหวังของคนอื่น” มากนัก “ผมทำตามเสียงในหัวตัวเองมากกว่า” แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่เคยละเลยความตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเอง “ผมอยากให้งานทุกชิ้นออกมาดีที่สุด เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นสิ่งที่มีคุณภาพ วันนี้ดีแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องดีขึ้นไปอีก” และเมื่อถูกขอให้บรรยายช่วงเวลานี้ของชีวิตในหนึ่งประโยค โดยไม่ต้องสมบูรณ์แบบ เขายิ้มก่อนจะตอบแบบไม่คิดนาน “ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต” ประโยคที่ฟังดูขี้เล่น แต่กลับสะท้อนภาพของชีวิตที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง เต็มไปด้วยแรงหมุนของความตั้งใจ และจังหวะที่ยังคงค้นหาสมดุลของตัวเองต่อไป

