ตัวตน แพชชั่น ความฝัน และบทบาทที่เปลี่ยนไปในวัย 24 ของพีพี-กฤษฏ์

ศิลปินผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์เรื่อง ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ และถูกพูดถึงในวงกว้างผ่านบทบาทชวนจิ้นจากโปรเจกต์ ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ ปัจจุบันพีพีเป็นทั้งนักแสดง นักร้อง และนายแบบ ปล่อยผลงานอะไรออกมาก็ดัง ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ล่าสุดขยายหลักไมล์สู่เวทีโลกด้วยการร่วมงานกับ Balenciaga ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ชาวไทยคนแรก ทั้งหมดเกิดขึ้นในวัยเพียง 24 ปี และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่จะพาคุณร่วมสำรวจเส้นทางชีวิตรุ่งโรจน์โจนทะยานของพีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร

EM: ด้วยอายุเท่านี้ยังมีแพชชั่นหรือความสนใจอะไรในแวดวงบันเทิง แฟชั่น หรือศาสตร์อื่น ๆ อีกไหมที่อยากลองทำ

PP: ส่วนตัวมองว่าประสบการณ์ในวงการบันเทิงยังน้อยอยู่ ยังมีอีกหลายบทบาทที่ไม่เคยเล่น ยังมีอีกหลายแนวเพลงที่ไม่เคยทำ ยังมีอีกหลายมูฟเมนต์ หลายท่วงท่าที่ไม่เคยลอง พียังคงสนุกกับการค้นหาตัวเองและไม่เคยคิดที่จะหยุดนิ่ง รู้สึกว่ายังอยาก explore ต่อไปทั้งศาสตร์การแสดง รวมถึงทักษะอื่น ๆ อีกมากมายที่จะช่วยเติมเต็มตัวเราในฐานะการเป็นศิลปิน

EM: สิ่งไหนที่คิดว่าถ้าไม่ได้ลงมือทำจะรู้สึกเสียดาย

PP: ทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่เคยคิดปฏิเสธเลยสักครั้งเดียว เพราะไม่อยากมานั่งเสียดายทีหลัง อีกอย่างถ้าตอนนั้นไม่คว้าโอกาสเอาไว้ก็คงไม่มีทางรู้ว่าจริง ๆ ตัวเองชอบทำอะไร

EM: ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้คุณมีความเชื่ออะไรที่สั่นคลอนหรือถูกล้มล้างไปบ้างไหม

PP: เมื่อก่อนมองว่าอยากคว้าไว้ทุกโอกาส แต่พอทำงานมาถึงจุดหนึ่งก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ต้องเลือกรับงานมากขึ้นเพื่อปรับบาลานซ์ให้เหมาะกับตัวเรา ไม่อย่างนั้นจะบั่นทอนแล้วส่งผลกระทบต่อคุณภาพงานนั้นด้วย

EM: คนภายนอกอาจเห็นว่าคุณสนุกกับการทำงาน มีมุมไหนบ้างที่เขาอาจไม่เคยรับรู้หรือสัมผัสมาก่อน

PP: มุมที่แฟน ๆ ไม่เคยเห็นส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาหลังบ้าน ช่วงเตรียมงานที่ต้องเผชิญกับภาวะความกดดัน ทุกครั้งที่มีมิวสิกเฟสติวัล พีจะรู้สึกตื่นเต้น เครียด และวิตกกังวลมาก ถึงแม้จะผ่านมาหลายเฟสติวัลแล้วก็ยังต้องพยายามจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้น ปัจจุบันอาจทำได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ถือว่ารับมือได้ดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน

EM: คุณโด่งดังมาจากซีรีส์ที่เล่นเรื่อง relationship ในแง่ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นมุมของคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อน เมื่อมองย้อนกลับไป อะไรคือความผิดพลาดที่คุณค้นพบและเข้าใจแล้วว่านี่แหละคือหายนะ

PP: เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยทำเรื่องผิดพลาด คงไม่มีใครเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง เวลามีปัญหาจะพยายามมองย้อนกลับไปสำรวจว่าจริง ๆ สาเหตุเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเรื่องเพื่อนแล้วกัน พอเรารู้สึกสนิทใจกับใครก็มักจะเป็นตัวเอง จนบางครั้งหลงลืมว่าต่อให้สนิทมากแค่ไหนก็ควรเว้นช่องว่าง ต้องมีสเปซ ยิ่งใกล้ยิ่งเกรงใจกันน้อยลง นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราทะเลาะกัน

EM: มีคำวิจารณ์หรือคำแนะนำจากใครไหมที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเป็นมุมที่คุณไม่เคยมองมาก่อนบ้างไหม

PP: ตอนคุณแม่ออกจากไอซียู ความทรงจำบางช่วงบางตอนของเขาขาดหายไป ในฐานะที่เราเป็นลูกก็อยากให้แม่จำเรื่องราวในอดีตได้ อยากให้นึกถึงเรื่องราวของเราได้บ้าง แต่สิ่งที่คุณแม่พูดมาคือ “แม่ไม่กลับไปรื้อฟื้นแล้วได้มั้ย แม่อยากเริ่มใหม่จากตรงนี้” เป็นประโยคที่ฟังแล้วสปาร์กมาก พีไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน ในเมื่อปัจจุบันพวกเรามีความสุขกันอยู่แล้ว ทำไมต้องกลับไปรื้อฟื้นด้วยล่ะ จำไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร คุณแม่ไม่รู้สึกทุกข์เลย มันจุดประกายให้เรามูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้ถือเป็นบทเรียนใหม่สำหรับพี

EM: ก่อนหน้านี้เคยวางแผนไว้ไหมว่าชีวิตในวัย 24 จะเป็นยังไง แล้วมันเป็นไปตามที่ตั้งใจไหม

PP: จริง ๆ ไม่เคยแพลนว่าชีวิตในช่วง 20, 30, 40 จะเป็นแบบไหน ตอนเด็กอาจมีภาพว่าพออายุ 24-25 เราคงอยู่ในวัยทำงาน คงได้ไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วก็คงทำงานกับบริษัทของที่บ้าน คงเป็นชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา ตัดภาพกลับมาตอนนี้ค่อนข้างแตกต่างจากภาพเหล่านั้นมากเลยทีเดียว เป็นชีวิตที่สนุก รู้สึกเอนจอยมากกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

EM: ในวัยที่ได้ใช้ชีวิตมาพอสมควร อะไรทำให้คุณสนุกกับชีวิตมากขึ้น อะไรทำให้คุณสนุกกับชีวิตน้อยลง

PP: เมื่อก่อนมองว่าสิ่งที่ทำให้มีความสุขเป็นเรื่องการประสบความสำเร็จ การได้ของขวัญชิ้นใหญ่ ได้รถคันใหม่ อะไรแบบนี้น่าจะช่วยเติมเต็มเราได้ แต่พอใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ความสุขมันกลายเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา แค่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกสดชื่น รู้สึกมีพลัง รู้สึกมีแพชชั่น รู้สึกอยากออกไปทำงาน หรือแค่ได้เล่นกับน้องหมา แค่นี้ก็ทำให้แฮปปี้แล้ว

แต่เมื่อไหร่ที่เครียด วิตกกังวล ไม่สามารถมูฟออนหรือสลัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไปจากใจ มันจะส่งผลกระทบกับเราในระยะยาว บางปัญหาอาจใช้เวลานานกว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลาย มันทำให้เรานอนไม่หลับ เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็เอฟเฟกต์กับงานอีก ยิ่งเป็นแบบนั้นก็ยิ่งสนุกน้อยลง

EM: คิดว่าตัวเองเป็นคน Gen Z แบบใด

PP: มองว่าตัวเองเป็นคนเจนซีที่บางวันก็ขี้เกียจบ้าง สนุกบ้าง เครียดบ้าง เหนื่อยบ้าง สลับกันไป แต่โดยรวมถือว่ามีความสุข และต่อจากนี้จะพยายามมองทุกอย่างในแง่บวกมากขึ้น

EM: สิ่งที่ทำให้พีพียืนหยัดในวงการ คุณประเมินว่า value ของตัวเองคืออะไร ทำไมคนนั้นคนนี้จึงอยากร่วมงานกับคุณ

PP: หลังจากเคยทำงานด้วยกันแล้วครั้งหนึ่งพวกเขาอาจได้สัมผัสตัวตนเรามากขึ้น พีพยายามเบลนด์อินตัวตนของเราให้เข้ากับทุกโปรดักต์ ทุกโปรเจกต์ ทุกแบรนด์ ส่วนตัวมองว่าถ้าไม่ใส่ตัวตนของเราเข้าไปบ้างเลยจะพรีเซนต์สิ่งนั้นออกมาไม่สมจริง ดังนั้น ‘ความเป็นตัวของตัวเอง’ น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลาย ๆ แบรนด์มองเห็นแล้วอยากร่วมงานกับเรา

EM: ผลงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

PP: หลังจากได้ฟังซิงเกิลล่าสุด ‘เส้นเรื่องเดิม’ กันไปแล้วทางยูทูบและช่องทางสตรีมมิ่ง อยากให้รอติดตามผลงานเพลงใหม่ที่กำลังจะปล่อยในปีหน้า รวมถึงโปรเจกต์กับแบรนด์ Balenciaga แต่จะออกมาในรูปแบบไหนยังต้องขออุบไว้ก่อน รับรองว่าจะได้เห็นกันเร็ว ๆ นี้แน่นอน

Photo Credit:
Photographer: Ponpisut Pejaroen
Fashion Editor: Ratchakrit Chalermsan
Makeup: Witsarut Jullasorn
Hair: Roangritz Apisitvachiramatee
Style Assistant: Dulyadej Sangfuang

Similar Articles

More