Photographer: Manosit Boonnon
จากคนที่หลงใหลในศิลปะ เดินทางไปเรียนรู้และใช้ชีวิตในลอนดอนเป็นระยะเวลาหลายปี หลังเสร็จสิ้นโครงการศิลปินพำนักที่ Dragon Hill Residency เมือง Mouans-Sartoux ประเทศฝรั่งเศส (2024) ก็ถึงคราวที่ศิลปิน ‘ชนาธิป ฉันท์วิภว’ หวนคืนสู่รากเหง้ากลับมาจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยที่บ้านเทเวศร์ ภายใต้ชื่อ I Remember, Therefore I Am ที่เกิดจากการตีความใหม่ของวลีละติน “Cogito, ergo sum” (ข้าคิด ดังนั้นข้าจึงดำรงอยู่) คำกล่าวอันลือลั่นของ René Descartes นักปรัชญาผู้ที่ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการคิดนั้นช่วยยืนยันการมีอยู่ของเราเอง

‘นิทรรศการ I Remember, Therefore I Am จึงเน้นสํารวจและตีความจากความทรงจำดั้งเดิมของศิลปิน เพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ให้เชื่อมโยงระหว่างความทรงจำส่วนบุคคลกับประสบการณ์ร่วมทางวัฒนธรรมไทย-จีน ภายใต้บริบทที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองและสังคมอันซับซ้อน เช่นเดียวกับการตั้งคำถามถึงแนวทางการเล่าเรื่องของเหตุการณ์และการบอกต่อที่ถูกถ่ายทอดผ่านรุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณะที่สัมผัสได้
ที่มาของการนำวลีดังจากนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ

“ชื่อที่เลือกใช้มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่และอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งมีรากฐานมาจากความทรงจำ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากวลีภาษาละติน “I think, therefore I am” หรือ “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” ที่สะท้อนการตระหนักรู้ถึงตัวตนในปัจจุบัน และการตั้งเจตนาเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ในอนาคต
“งานของผมคือการรวบรวมความทรงจำ สีสัน และความคิดในแง่บวก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดในรูปแบบ artive painter โดยใช้ความทรงจำและประสบการณ์ส่วนตัว ผสานสิ่งที่ได้สังเกตจากตัวเอง ถ่ายทอดเป็นภาพตัดเชิงนามธรรมบนผืนผ้าใบ ผ่านการลงสีและรอยแปรงที่เป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้วางโครงสร้างไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและถ่ายทอดอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา”
ความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยสีสันหลากเฉด

“ความทรงจำมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมถึงความรู้สึกที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความสุข ความเศร้า
“ผมพยายามเก็บเกี่ยวความทรงจำและถ่ายทอดมันออกมา สีสันไม่ได้ถูกใช้แค่เติมเต็มรูปทรงเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการสื่ออารมณ์ เพราะผมเชื่อในปรัชญาการใช้สี ส่วนตัวมองว่าสีเป็นเหมือนภาษาที่แสดงออกผ่านความรู้สึก
“นอกจากการใช้สี ผมยังให้ความสำคัญกับเส้นสายและรอยแปรงที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความลื่นไหลของอารมณ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากภาพวาดจีนโบราณในบ้านที่ผมเติบโตมา โดยพยายามเปลี่ยนความซับซ้อนของอดีตให้อยู่ในเส้นสายที่แสนจะเรียบง่ายที่สุดครับ”
สีสันคอนทราสต์ที่เกิดขึ้นต่างวาระและเวลา
“การผสมสีแบบนี้เกิดจากการฝึกฝนซ้ำๆ ทำให้เข้าใจในความหมายของแต่ละสี โดยสีแต่ละเฉดสีมีความหมายเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของความทรงจำ เช่น สีเหลืองในความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่ง อาจมีความหมายไม่เหมือนกับสีเหลืองในอีกโมเมนต์ การเลือกสีจึงขึ้นอยู่กับอารมณ์และประสบการณ์ ณ ขณะนั้น”
ความหมายลึกซึ้งบนผืนผ้าใบ

“ภาพแรก Window of Opportunity ผมไม่ต้องการตีความให้ชัดเจนเกินไป แต่อยากให้ผู้ชมใช้ความรู้สึกของตัวเองในการมองและตอบสนองต่อภาพ เหมือนกับการมองก้อนเมฆ ที่แต่ละคนเห็นแตกต่างกันไปตามจินตนาการของตัวเอง
“ภาพถัดมา Spirit Ride ถ่ายทอดการเดินทาง เก็บประสบการณ์จากการนั่งมอเตอร์ไซค์ไปตามถนนและซอกซอยในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นภาพที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก สายไฟที่ขึงขวางระหว่างเสาไฟกับต้นไม้ เป็นสิ่งที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองและชีวิต ในภาพมีการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า สะท้อนชีวิตที่บางครั้งราบรื่น บางครั้งก็เต็มไปด้วยอุปสรรค
“This Time Last Year and This Time Next Year ภาพนี้พูดถึงห้องอาหารของคุณย่าที่ผมเคยไปเยี่ยมทุกอาทิตย์ มันเป็นการนั่งอยู่ในปัจจุบันแล้วหวนคิดถึงอดีต และตั้งความหวังสำหรับอนาคต เป็นการกระโดดข้ามห้วงเวลาในขณะที่ตัวเองยังนั่งอยู่กับที่ แม้ว่าการอยู่กับปัจจุบันจะเป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับผม การใช้ความทรงจำและประสบการณ์ในอดีตเพื่อสร้างอนาคตที่สดใสก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน”
มิติเวลาที่บ้านเทเวศร์

“บ้านหลังนี้เป็นเรือนไม้เก๋ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาของนิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องความทรงจำและการดำรงอยู่ การได้แสดงงานที่นี่จึงช่วยสื่อความหมายของผลงานได้ลึกซึ้งมากขึ้น”

