ท่ามกลางกระแส Neo-soul จากญี่ปุ่นที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่อของ SIRUP คือหนึ่งในศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของยุค ด้วยลายเซ็นทางดนตรีที่ผสมผสานการร้องและการแร็ปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลื่นไหล จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อ “SIRUP” จากคำว่า “Sing + Rap” พร้อมกรู๊ฟเฉพาะตัวที่เชื่อม Soul, R&B และ Hip-Hop เข้าไว้ในบรรยากาศเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับแฟนเพลงที่คุ้นเคยกับไวบ์นุ่มลึกจาก LOOP, GAME OVER หรือ I’m Blessed ที่ร่วมงานกับ HYBS การกลับมาไทยครั้งนี้ของเขาในโชว์ “TURN THE PAGE IN ASIA” ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตธรรมดา แต่เป็นอีกหนึ่ง chapter สำคัญของศิลปินที่กำลังเติบโตทั้งในฐานะนักดนตรีและมนุษย์คนหนึ่ง

“ก่อนจะมาใช้ชื่อ SIRUP ผมยังไม่ได้ใส่สไตล์การแร็ปเข้าไปอย่างชัดเจน” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของตัวตนทางดนตรี “แต่พอเริ่มต้นในฐานะ SIRUP ผมก็เริ่มนำองค์ประกอบนั้นเข้ามา และรู้สึกว่ามันสามารถถ่ายทอดทั้งด้านที่ดุดันและด้านที่อ่อนโยนในตัวผมออกมาได้พร้อมกันภายในเพลงเดียว จนกลายเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของผม”
แม้เพลงของเขาจะเต็มไปด้วยรายละเอียดทางอารมณ์ แต่ SIRUP กลับเผยว่ากระบวนการทำเพลงส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจาก “ซาวด์” มากกว่าเนื้อหา “ผมมักเริ่มจากเสียงดนตรีก่อน แล้วค่อยให้ความสำคัญกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามเสียงนั้น” ก่อนจะค่อยๆ ใช้สัญชาตญาณประกอบร่างเป็นโครงสร้างเพลงในภายหลัง

แนวทางแบบ instinctive นี้เองที่ทำให้ดนตรีของเขามีกรู๊ฟเฉพาะตัว และสามารถหลอมรวม Soul, R&B และ Hip-Hop เข้าไว้ด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกฝืน จนกลายเป็นซาวด์ที่ทั้งสมูธ อบอุ่น และเต็มไปด้วยพลังในเวลาเดียวกัน อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางของเขาคือการร่วมงานกับ HYBS ในเพลง “I’m Blessed” ซึ่ง SIRUP มองว่าคอลลาบอเรชันครั้งนั้นช่วยเปิดประตูให้ดนตรีของเขาเชื่อมต่อกับผู้ฟังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น “มันช่วยขยายภาพลักษณ์ความสมูธและชิลของเพลงออกไป และทำให้ผมรู้ว่าซาวด์ของ SIRUP ก็เข้ากับผู้ฟังในภูมิภาคนี้ได้เหมือนกัน”
สำหรับโชว์ “TURN THE PAGE IN ASIA” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เขาอยากให้ค่ำคืนนั้นกลายเป็นเหมือน “หน้ากระดาษ” หนึ่งในชีวิตของทุกคน “บางครั้งประสบการณ์และความรู้สึกในชีวิตก็เหมือนการพลิกหน้ากระดาษ จะย้อนกลับไปหรือก้าวต่อไปก็ได้ แต่ทุกเรื่องราวล้วนสำคัญสำหรับแต่ละคน ถ้าโชว์ครั้งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้ากระดาษในชีวิตของทุกคนได้ ผมก็คงดีใจมากครับ”

ความพิเศษอีกอย่างของการแสดงครั้งนี้คือการมาพร้อม Band Set ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นรูปแบบการแสดงที่สามารถถ่ายทอด “พลัง” ของดนตรีออกมาได้เข้มข้นที่สุด “โชว์ของพวกเราเต็มไปด้วยความร้อนแรงอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันยิ่งอัดแน่นไปด้วยพลังมากกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกคนปล่อยพลังออกมาให้เต็มที่เลยครับ”

นอกจากโชว์สดที่เข้มข้นขึ้น อัลบั้มใหม่ของเขายังสะท้อนพัฒนาการทั้งในแง่ซาวด์และมุมมองต่อชีวิต SIRUP บอกว่าตัวเองสามารถถ่ายทอดสไตล์การร้องที่หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันกรู๊ฟของเพลงก็ชัดเจนและหนักแน่นกว่าเดิม แต่ภายใต้ความไดนามิกนั้น เขายังคงให้ความสำคัญกับการพูดถึง “ความหวัง” และ “ความสิ้นหวัง” อย่างตรงไปตรงมา ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย “ผมอยากเป็นศิลปินที่ไม่ใช่แค่เพื่อนที่อยู่เคียงข้างในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นเหมือนเพื่อนที่ใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดเส้นทางชีวิต”
และเมื่อถูกถามว่าถ้าต้องนิยามตัวเองในวันนี้ด้วยหนึ่งประโยค เขาตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนในแบบของเขาเองว่า
“คนคนหนึ่งที่อยากเป็นตัวของตัวเองครับ”

