การเปิดตัวคอลเล็กชั่น Cruise ครั้งแรกของ Jonathan Anderson ให้กับ Dior ครังนี้ได้พาแขกกลับเข้าสู่โลกของฮอลลีวูดยุคเก่า ผ่านบรรยากาศที่ทั้งเย้ายวน ลึกลับ และเต็มไปด้วยความย้อนแย้งแบบลอสแอนเจลิส
โชว์จัดขึ้นที่ Los Angeles County Museum of Art ท่ามกลางกำแพงคอนกรีตโค้งขนาดมหึมาของอาคารใหม่ที่ออกแบบโดย Peter Zumthor เสียงเพลง Kelly Watch The Stars ของ Air ดังคลอไปกับภาพรถเปิดประทุนสีหวาน แสงไฟถนน และเงาของเหล่านางแบบนายแบบที่ทอดยาวเหมือนเครดิตตอนฉากจบในหนังระทึกขวัญยุค 1950s คอลเล็กชั่นนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ Dior นำเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงมาจัดแสดงร่วมกันบนรันเวย์เดียวอย่างเต็มรูปแบบด้วย

1. Hollywood Film Noir คือหัวใจของคอลเล็กชั่น
จุดตั้งต้นสำคัญของโชว์นี้คือภาพยนตร์ Stage Fright ของ Alfred Hitchcock โดยเฉพาะเรื่องราวของ Marlene Dietrich ที่เคยต่อรองให้ตัวละครของเธอสวม Dior โดยเฉพาะในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว


โจนาธานนำบรรยากาศของฮอลลีวูดยุคทองมาผสมเข้ากับภาษาภาพแบบ Film Noir ทั้งเงา Venetian blinds (แสงส่องผ่านมู่ลี่) แสงไฟสลัว รถอเมริกันวินเทจ และกลิ่นอายของเหล่าดาราในตำนานอย่าง Marilyn Monroe, Audrey Hepburn และ Lauren Bacall แต่แทนที่จะตีความแบบย้อนยุคตรงๆ เขากลับทำให้ทุกอย่างดูร่วมสมัยขึ้น ผ่านเสื้อผ้าที่มีทั้งความหรูหราและความดิบในเวลาเดียวกัน


2. Bar Jacket เปรียบเหมือนตัวละครหลักที่สื่อถึงกลิ่นอาย Hollywood
หนึ่งในลุคที่โดดเด่นที่สุดของโชว์คือ Bar Jacket ซิกเนเจอร์ของ Dior ที่ถูกตีความใหม่ให้มีความ cinematic มากขึ้น ทั้งในรูปแบบสูททักซิโด้สีขาวทรงโค้ง แจ็กเก็ตปักลูกปัดแบบขาดรุ่ย หรือเวอร์ชันที่ปล่อยชายผ้าดิบให้ดูไม่สมบูรณ์นัก


นี่อาจเป็นภาพที่ชัดที่สุดของสิ่งที่โจนาธานต้องการทำกับ Dior รักษารากของเมซงไว้ แต่เติมพลังบางอย่างที่สดกว่า คมกว่า และมีแอตติจูดมากขึ้น เสื้อผ้ายังคงหรูหรา แต่ไม่เรียบร้อยจนเกินไป เหมือนดาราฮอลลีวูดที่เดินออกจากงานพรีเมียร์ตอนตีสองมากกว่าจะเป็นภาพแฟชั่นชั้นสูงที่ไร้ตำหนิ
3. Menswear ที่แกว่งระหว่าง Glam Rock และความธรรมดาแบบ LA
เสื้อผ้าผู้ชายในคอลเล็กชั่นนี้แบ่งออกชัดเจนเป็นสองอารมณ์ ด้านหนึ่งคือกลิ่นอาย Glam Rock ที่เต็มไปด้วยกางเกงหนัง สนีกเกอร์ประดับหมุด ยีนส์ขาดเย็บด้วยโซ่สีเงิน และแว่นตาทรงโอเวอร์ไซซ์ที่ชวนให้นึกถึงชาวโบฮีเมียนแห่งย่าน Laurel Canyon*






อีกด้านกลับนิ่งกว่า และเชื่อมโยงกับเมืองลอสแอนเจลิสผ่านงานของ Ed Ruscha ศิลปินชาวอเมริกันที่ทรงอิทธิพล โดดเด่นจากการผสมผสานตัวอักษร คำ และประโยคเข้ากับทัศนียภาพได้อย่างเฉียบคม โจนาธานจึงนำเขามาร่วมงานหนึ่งในแรงบันดาลใจหลัก ตัวอักษรและตัวเลขบนเสื้อเชิ้ตอ้างอิงจากป้ายปั๊มน้ำมันในผลงานของเอ็ด ซึ่งสะท้อนความธรรมดาที่กลายเป็นความยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ได้อย่างแม่นยำ
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โค้ตวูลสีเทาที่พิมพ์ลายเงาแสงลอดผ่าน Venetian blinds ราวกับเฟรมหนึ่งในหนังนัวร์คลาสสิก เป็นลุคที่ทำให้เห็นว่าโจนาธานไม่ได้หยิบฟิล์มนัวร์ มาใช้แค่เป็นมู้ดบอร์ดแต่แปลงมันให้กลายเป็นเสื้อผ้าได้จริง

Notes*
Laurel Canyon ย่านที่อยู่อาศัยบนภูเขาในเขตฮอลลีวูดฮิลส์ของลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงปลายยุค 1960 ถึงต้นยุค 1970 ย่านนี้เป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนศูนย์กลางของเหล่านักดนตรีและศิลปินโฟล์คร็อกที่ทรงอิทธิพลระดับโลก เช่น Joni Mitchell, The Eagles, Neil Young, Jim Morrison (วง The Doors) และThe Byrds ซึ่งมักจะรวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงาน
4. หมวกของ Philip Treacy เติมความแฟนตาซีให้รันเวย์
อีกองค์ประกอบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเฮดพีซจาก Philip Treacy ช่างทำหมวกระดับตำนานที่กลับมารื้อฟื้น typography hats อันโด่งดังของเขาจากปี 2001 อีกครั้ง
ขนนกเส้นเล็กถูกดัดเป็นคำว่า “Dior”, “Flow”, “Buzz” และ “Star” ลอยอยู่เหนือศีรษะของเหล่านางแบบเหมือนตัวอักษรที่ถูกวาดกลางอากาศ งานเหล่านี้เคยเป็นซิกเนเจอร์สำคัญในโลกแฟชั่นยุคของ Isabella Blow และถูกจดจำผ่านภาพของ Britney Spears หรือ Lady Gaga มาแล้ว


5. รถอเมริกันวินเทจ และ Saddle Bag ที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเบนซิน
ตั้งแต่การ์ดเชิญรูปกุญแจรถ ไปจนถึงรถเปิดประทุนที่ตั้งอยู่กลางโชว์รถยนต์คืออีกสัญลักษณ์สำคัญที่โจนาธานใช้เล่าเรื่องฮอลลีวูดในคอลเล็กชั่นนี้

Saddle Bag รุ่นใหม่จึงถูกออกแบบให้เหมือนชิ้นส่วนของรถอเมริกันยุคเก่า ทั้งพื้นผิวที่คล้ายสีเคลือบรถ เบาะหนังแบบ padded รวมถึงรูปกุญแจรถที่ห้อยอยู่บนกระเป๋า ราวกับของที่ตกค้างอยู่ในหนังยุค ’70s

รายละเอียดเหล่านี้ยังพาให้นึกถึงยุคของ John Galliano ที่เคยเล่นกับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตใน Dior ช่วงต้นยุค 2000s มาก่อน แต่โจนาธรเลือกทำให้ดูร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ


ท้ายที่สุด Dior Cruise 2027 โชว์เปิดตัวของ Jonathan Anderson เป็นการประกาศทิศทางใหม่ของเมซง ที่เริ่มขยับจากความหรูหราแบบคลาสสิก ไปสู่โลกที่มีทั้งศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี และวัฒนธรรมร่วมสมัยผสมอยู่ในเฟรมเดียวกัน เหมือนหนังฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งที่ทั้งสวย เย้ายวน และทิ้งคำถามไว้หลังม่านปิดโชว์พอดี


















