ยินดีต้อนรับสู่คลัง Backstory ของ ELLE MEN Thailand ที่จะมาประเดิมหน้าแรกด้วยเรื่องราวจุดกำเนิดลวดลายดอกไม้สี่กลีบและอักษรย่อ LV อันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ‘Louis Vuitton Monogram’ ลวดลายไอคอนิกที่ปรากฏอยู่บนกระเป๋า เสื้อผ้า และไอเท็มเด่นของเมซง ครั้งนี้เราจะพาคุณย้อนสำรวจต้นกำเนิด ผ่านเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ และการเดินทางอันยาวนานกว่า 130 ปี ที่ทำให้ Monogram ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายตกแต่ง
จุดเริ่มต้นของโมโนแกรม Louis Vuitton
เมื่อชื่อของ Louis Vuitton เริ่มประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางในปลายศตวรรษที่ 19 ปัญหาการลอกเลียนแบบก็เกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะลวดลายยอดนิยมอย่างลายทางและลายตาราง Damier ที่ถูกผลิตเลียนแบบจำนวนมาก จนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ Louis Vuitton โดยตรง

ด้วยเหตุนี้ Georges Vuitton ทายาทรุ่นที่สองและบุตรชายของผู้ก่อตั้งอย่าง Louis Vuitton จึงมองหาวิธีรับมือที่มากกว่าการดำเนินคดี เขาตัดสินใจสร้างลวดลายใหม่ที่มีความซับซ้อนและจดจำได้ทันที พร้อมจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในปี 1896 และจดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1897 นี่คือจุดกำเนิดของ โมโนแกรม อันเป็นเอกลักษณ์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ Louis Vuitton มาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายดังกล่าวประกอบด้วย สัญลักษณ์ดอกไม้สี่กลีบรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งมีทั้งแบบทึบ แบบโปร่ง และสัญลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายมงกุฎ เมื่อมองครั้งแรกหลายคนอาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โลกตะวันตกกำลังหลงใหลศิลปะญี่ปุ่นจากกระแส Japonisme ที่แพร่หลังก่อนหน้านั้นไม่นาน โดยเฉพาะหลังการจัดแสดงศิลปะและหัตถกรรมญี่ปุ่นในงาน Exposition Universelle 1867 ณ กรุงปารีส
Georges Vuitton เองก็ได้รับอิทธิพลจากกระแสดังกล่าว และนำมาผสมผสานกับศิลปะนีโอโกธิกแบบยุโรป จนเกิดเป็นลวดลายที่ชวนให้นึกถึงดอกซากุระอย่างมีเอกลักษณ์ ภายหลังในปี 2015 Michael Burke อดีตประธานและซีอีโอของ Louis Vuitton ได้กล่าวถึงลายดอกไม้นี้อีกครั้งในนิทรรศการ Volez, Voguez, Voyagez ที่กรุงโตเกียว โดยเชื่อมโยงกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นยุคแรกของ Louis Vuitton อย่าง Itagaki Taisuke ซึ่งตระกูลของเขาใช้ตราประจำตระกูล หรือ Kamon ในรูปดอกซากุระ


ขณะเดียวกันสัญลักษณ์ตัวอักษร LV ที่ไขว้กันนั้น Georges Vuitton ตั้งใจออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีถึงบิดาผู้ล่วงลับ
ดีไซเนอร์ผู้เติมสีสันให้ลายโมโนแกรม Louis Vuitton
ตลอดประวัติศาสตร์ของเมซงฝรั่งเศสอายุร่วมสองศตวรรษ ลายโมโนแกรมไม่ได้เป็นลวดลายเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ในแต่ละยุคตีความใหม่อยู่เสมอ
Marc Jacobs ผู้เปิดประตูให้งานศิลปะเข้ามาเปลี่ยนภาพลักษณ์โมโนแกรม
การมาถึงของ Marc Jacobs ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนแรกของ Louis Vuitton ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมซง เมื่อเขาเปิดประตูให้ศิลปินร่วมสมัยเข้ามาสร้างสีสันใหม่ให้กับลายโมโนแกรม กลยุทธ์นี้ไม่เพียงเขย่าวงการแฟชั่น แต่ยังช่วยผลักดันให้ธุรกิจของแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในคอลลาบอเรชั่นแรกที่สร้างกระแสคือการร่วมงานกับ Stephen Sprouse ในคอลเล็กชั่น Spring–Summer 2001 ซึ่งนำลายกราฟฟิตี้สเปรย์สีสดมาผสานกับโมโนแกรมแบบดั้งเดิม กลายเป็นดีไซน์ที่ท้าทายภาพลักษณ์คลาสสิกของแบรนด์ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่คนดังและแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก
ต่อมา Jacobs ยังสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งผ่านการร่วมงานกับศิลปินญี่ปุ่น Takashi Murakami ซึ่งให้กำเนิด Monogram Multicolor ในปี 2003 ก่อนต่อยอดสู่ลวดลายไอคอนิกอีกหลายโปรเจกต์ ขณะเดียวกันการพบกันระหว่าง Jacobs กับ Yayoi Kusama ก็จุดประกายคอลลาบอเรชันที่โดดเด่นผ่านลาย Polka Dots อันเป็นเอกลักษณ์ของ Kusama ที่ปรากฏบนกระเป๋า เสื้อผ้า และแอ็กเซสซอรีของเมซง ทั้งนี้ทั้ง Murakami และ Kusama ยังมีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์อย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ตอกย้ำบทบาทของศิลปะร่วมสมัยที่หลอมรวมเข้ากับโลกแฟชั่นลักชัวรีของ Louis Vuitton ได้อย่างชัดเจน
Kim Jones ผู้ทำให้ Louis Vuitton กลายเป็น Street-ready
ในฝั่งเสื้อผ้าบุรุษ Kim Jones คือดีไซเนอร์ผู้วางรากฐานสำคัญให้ Louis Vuitton เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมสตรีตอย่างจริงจัง เขาเพิ่มการใช้วัสดุและแนวคิดที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมมากขึ้นกว่า 50% พร้อมเปิดพื้นที่ให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าหลากหลายวัย ตั้งแต่วัยรุ่นผู้หลงใหลสตรีตแฟชั่น ไปจนถึงนักสะสมแฟชั่นระดับไฮเอนด์
หนึ่งในผลงานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือคอลเล็กชั่น Fall–Winter 2017 เมื่อ Louis Vuitton จับมือกับแบรนด์สตรีตระดับตำนานอย่าง Supreme ซึ่งถูกยกให้เป็นการร่วมงานแห่งทศวรรษ โลโก้ของทั้งสองแบรนด์ถูกนำมาผสานบนไอเทมสีแดงซิกเนเจอร์ของ Supreme จนเกิดกระแสฮือฮาไปทั่วโลก สินค้าขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงและราคาพุ่งสูงในตลาดรีเซล
Virgil Abloh ผู้เปลี่ยนโมโนแกรมให้กลายเป็นจักรวาลแห่งวัฒนธรรม
เมื่อ Virgil Abloh เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าบุรุษของ Louis Vuitton เขาไม่ได้เพียงออกแบบเสื้อผ้า แต่สร้างจักรวาลทางวัฒนธรรมให้กับแบรนด์ คอลเล็กชั่นแรก Spring–Summer 2019 ภายใต้ชื่อ We Are The World เปิดตัวที่ Paris Fashion Week ในเดือนมิถุนายน 2018 พร้อมรันเวย์สีรุ้งที่ได้แรงบันดาลใจจาก The Wizard of Oz โดยผสานสีสันสดใส วัสดุโฮโลแกรม และโซ่สีส้มเข้ากับกระเป๋าโมโนแกรมแบบคลาสสิก เพื่อสะท้อนแนวคิดเรื่องความหลากหลายและการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม
หัวใจสำคัญของ Abloh คือพลังของการทำงานร่วมกัน เขาดึงนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ศิลปินจากชิคาโก Reggieknow ที่ร่วมสร้างตัวการ์ตูนบนเครื่องหนังในคอลเล็กชั่น Spring–Summer 2021 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Louis Vuitton ร่วมงานกับศิลปินผิวดำบนรันเวย์
ไปจนถึงโปรเจกต์สามปีกับดีไซเนอร์สตรีต Don C และ National Basketball Association (NBA) เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมบาสเกตบอล รวมถึงการร่วมงานกับดีไซเนอร์ระดับตำนาน Nigo ที่นำเสนอ Patchwork Monogram บนกระเป๋ารุ่น Keepall และ Amazone Messenger ก่อนที่คอลเล็กชั่นสุดท้าย Spring–Summer 2022 ที่ไมอามีจะกลายเป็นโชว์รำลึกถึงชีวิตและวิสัยทัศน์ของเขา พร้อมประโยคที่สะท้อนตัวตนของดีไซเนอร์ผู้เปลี่ยนแปลงวงการแฟชั่นว่า “ชีวิตคนเรานั้นสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่คนอื่นคิดว่าคุณทำได้ แทนที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณรู้ว่าตัวเองทำได้”
Nicolas Ghesquière ผู้ตีความมรดกผ่านนวัตกรรม
ในปี 2013 Nicolas Ghesquière เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าสตรี และเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกใน Spring–Summer 2014 กลายเป็นผู้ตีความมรดกของแบรนด์ผ่านมุมมองล้ำสมัย เขาสร้างกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง GO-14 และ Coussin พร้อมนำลาย Monogram และ Damier มาปรับตีความใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงปรากฏบนกระเป๋า แต่ยังถูกนำไปประยุกต์บนเสื้อผ้า ตั้งแต่แจ็กเก็ตไบเกอร์ กระโปรงนีออน ไปจนถึงเสื้อกั๊กลาย Damier ขนาดเล็ก รวมถึงการซ่อนลายโมโนแกรมไว้ในรายละเอียดอย่างซับในเสื้อโค้ท


ในหลายคอลเล็กชั่น Ghesquière ยังหยิบองค์ประกอบจากโมโนแกรมมาต่อยอดเชิงดีไซน์ เช่น ใน Spring–Summer 2015 ที่นำรูปทรง Quatrefoil หรือดอกไม้สี่กลีบมาสร้างเป็นส้นรองเท้าบูตแบบบล็อก และใน Resort 2016 ที่นำมาถักทอเป็นผ้าลูกไม้และฉลุลงบนหนังของชุดราตรีอย่างประณีต
Pharrell Williams ผู้พาโมโนแกรมเข้าสู่ยุควัฒนธรรมป๊อป
การเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าบุรุษของ Pharrell Williams แห่ง Louis Vuitton นับเป็นอีกช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญหลังยุคของ Virgil Abloh เขานำรหัสของเมซงมาผสมกับวัฒนธรรมฮิปฮอปและสตรีตที่หล่อหลอมตัวตนของเขา โดยในคอลเล็กชั่นเปิดตัว Spring–Summer 2024 ที่เปิดตัวระหว่าง Paris Fashion Week Pharrell นำลาย LV Monogram มาผสมผสานกับเสื้อผ้าแนวสตรีตและไอเทมสปอร์ตอย่างสนุกสนาน เติมพลังใหม่ให้กับภาพลักษณ์ของเสื้อผ้าบุรุษของแบรนด์

แม้ทิศทางจะยังคงต่อยอดจากยุคของ Abloh แต่ Pharrell เติมความสดใหม่ด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมดนตรี ฮิปฮอป และแฟชั่นสตรีต ทำให้โมโนแกรมยังคงมีชีวิตชีวาในโลกแฟชั่นร่วมสมัย และเมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคของ Marc Jacobs ที่นำศิลปะร่วมสมัยมาผสานกับโมโนแกรม ต่อเนื่องสู่การตีความสตรีตของ Kim Jones วิสัยทัศน์เชิงวัฒนธรรมของ Abloh และความล้ำสมัยของ Nicolas Ghesquière ลายโมโนแกรมของLouis Vuitton จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของแบรนด์ หากแต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นและวัฒนธรรมโลกในแต่ละยุคสมัย
3 ไอเทมพิเศษฉลอง 130 ปีโมโนแกรมของ Louis Vuitton
ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี Monogram ไม่เพียงถูกตีความใหม่ผ่านฝีมือของดีไซเนอร์แต่ละยุค แต่ยังคงเป็นรหัสสำคัญที่ Louis Vuitton นำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่อยู่เสมอ และในวาระครบรอบ 130 ปีของลวดลายไอคอนิกนี้ เมซงได้เปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษที่สะท้อนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ Monogram
1. Monogram Origine
คอลเล็กชั่นที่ย้อนกลับไปคารวะต้นกำเนิดของเมซง ผ่านผืนแคนวาสเคลือบสูตรใหม่ที่ผสมลินินและคอตตอน ให้สัมผัสนุ่มเป็นธรรมชาติ ลายโมโนแกรมสี Ebène ถูกแต่งแต้มด้วย 4 เฉดพาสเทล ได้แก่ Lin, Vert Asnières, Rose Ruban และ Bleu Courrier ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสมุดลงทะเบียนลูกค้าในปี 1908

2. VVN
VVN (Vache Végétale Naturelle) คือกระเป๋าหนังวัวฟอกฝาดสีครีมอ่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ปี 1880 โดดเด่นด้วยความบริสุทธิ์ของหนังธรรมชาติที่ไม่ผ่านการเคลือบสารเคมี ให้ผิวสัมผัสนุ่มแต่ทนทาน จุดเด่นคือการเกิด Patina หรือการที่สีหนังจะค่อยๆ เข้มขึ้นจนกลายเป็นโทนน้ำผึ้งตามกาลเวลา บอกเล่าเรื่องราวการใช้งานเฉพาะตัวของเจ้าของได้อย่างมีเสน่ห์
3. Time Trunk
คอลเล็กชั่นที่ถ่ายทอดมรดกของหีบเดินทางวินเทจของ Louis Vuitton ผ่านเทคนิคพิมพ์ลาย Trompe-l’œil สร้างภาพลวงตาของพื้นผิว มุมโลหะ และหมุดประดับบนผืนแคนวาสได้อย่างสมจริง ผสานเสน่ห์งานหัตถศิลป์ในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ร่วมสมัยอย่างลงตัว
อ้างอิงข้อมูลจาก
Tokyo story
The History of the Louis Vuitton Monogram
A case study on Louis Vuitton















































