5 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Men’s Fashion Week

ในโลกที่แฟชั่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เสื้อผ้าผู้หญิงอีกต่อไป Men’s Fashion Week ได้กลายเป็น พื้นที่สำคัญ ที่ทั้งดีไซเนอร์ เซเลบริตี้ และผู้ชมจากทั่วโลกต่างเฝ้ารอ ไม่เพียงเพราะเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับคอลเลกชันใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ ‘ผู้ชาย’ ในโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ นี่คือ 5 เรื่องที่ แอลเมนอยากชวนคุณมองลึกลงไปกว่างานโชว์

#1 Men’s Fashion Week 2012

จากโคโลญจน์ถึงฟลอเรนซ์: จุดเริ่มต้นของ Men’s Fashion Week ที่โลกแฟชั่นไม่เคยลืม

ก่อนคำว่า Men’s Fashion Week จะกลายเป็นคำคุ้นหูในวงการแฟชั่น โลกแฟชั่นผู้ชายเองก็เคยต้องต่อสู้เพื่อมีพื้นที่ของตัวเองบนรันเวย์เหมือนกัน จุดเริ่มต้นนั้นย้อนไปได้ไกลถึงปี 1960 เมื่อเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี จัด International Menswear Exhibition นิทรรศการแฟชั่นที่รวบรวมเสื้อผ้าผู้ชายจากหลายแบรนด์ครั้งแรกขึ้น เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า แฟชั่นผู้ชาย กำลังเริ่มมีตัวตนอย่างเป็นทางการ

สิบกว่าปีต่อมา ในเดือนกันยายน 1972 เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ได้ตอกย้ำแนวโน้มนี้ด้วยการเปิดตัว Pitti Uomo เทรดโชว์แฟชั่นที่มุ่งเน้นเฉพาะแฟชั่นสุภาพบุรุษอย่างจริงจัง งานนี้กลายเป็นเวทีสำคัญให้ดีไซเนอร์และแบรนด์จากทั่วโลกได้นำเสนอเสื้อผ้าผู้ชายในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และในไม่ช้า เมืองแฟชั่นอย่างปารีส มิลาน ลอนดอน และนิวยอร์ก ก็เริ่มจัด Men’s Fashion Week ของตัวเองในแต่ละซีซั่น กลายเป็นธรรมเนียมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกจวบจนปัจจุบัน

ทุกวันนี้ เราอาจมองเห็นเหล่าโมเดลชายเดินเฉิดฉายบนรันเวย์สุดล้ำเป็นเรื่องปกติ แต่การเดินทางของแฟชั่นผู้ชาย เริ่มต้นจากการ “ทวงคืนพื้นที่” เล็กๆ ที่กลายเป็นเวทีที่ทั่วโลกจับตาในที่สุด

#2 Fashion That Looks Ahead

ทุกลุคบนรันเวย์ในวันนี้คือการกำหนดเทรนด์ของอนาคต

โชว์ที่จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของแต่ละปี ไม่ใช่โชว์สำหรับแฟชั่นตอนนั้น แต่คือการประกาศเทรนด์สำหรับฤดูใบไม้ผลิ–ฤดูร้อนของปีถัดไป เสื้อผ้าทั้งหมดถูกดีไซน์ให้ตอบสนอง ‘เทรนด์ในอนาคต’ ซึ่งสะท้อนวิธีคิดแบบแฟชั่นว่าเราไม่ได้แต่งตัวให้เหมือนเมื่อวาน แต่แต่งตัวให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ เทรนด์หลายอย่าง ตั้งแต่ sheer shirt จนถึงกางเกงทรงหลวม มักมีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่นี้

#3 A Platform for Soft Power

แบรนด์เชิญคนดังจากทั่วโลกมาเสริมพลัง

อย่าคิดว่าโชว์จะมีแต่สไตลิสต์และบรรณาธิการเท่านั้นที่สนใจ Men’s Fashion Week วันนี้คือ พื้นที่ของ Soft Power ชั้นดีที่แบรนด์ใช้เชิญคนดังจากทั่วโลกมาเสริมพลังการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง K-Drama ดารา Netflix อินฟลูเอนเซอร์ Gen Z หรือแม้แต่นักกีฬาทีมชาติ ใครที่นั่งฟรอนต์โรว์วันนี้ มีผลต่อการแชร์โพสต์พรุ่งนี้ และมีผลต่อยอดขายในเดือนหน้า

#4 When the Front Row Becomes the Show

‘แขกฟรอนต์โรว์’ กลายเป็นกลยุทธ์หนึ่งของแบรนด์

โชว์ที่ดี ไม่ได้จบที่บนรันเวย์ แต่จบตรงใครนั่งฟรอนต์โรว์และใส่อะไรมานั่ง ตลอดไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเลือก ‘แขกฟรอนต์โรว์’ กลายเป็นกลยุทธ์หนึ่งของแบรนด์ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ภาพลุคของเซเลบหนุ่มอย่าง V BTS, Choi Woo-shik กลายเป็นไวรัลภายในไม่กี่นาทีหลังโชว์เริ่ม ลุคของพวกเขามีพลังไม่แพ้เสื้อผ้าบนรันเวย์

#5 Fashion is not just for men

พื้นที่ที่พรีเซนต์คอลเลกชันในรูปแบบ gender-fluid

แม้จะเป็น Men’s Fashion Week แต่หลายแบรนด์กลับเลือกพรีเซนต์คอลเลกชันในรูปแบบ gender-fluid มากขึ้น ทั้งการใช้โมเดลหญิงในรันเวย์ชาย หรือออกแบบเสื้อผ้าที่ไม่มีการแบ่งแยกเพศแบบชัดเจน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างเรื่องความเท่าเทียม แต่คือการสะท้อน ‘โลกจริง’ ที่แฟชั่นวันนี้ไม่ได้มีเพศเดียวอีกต่อไป และความกล้าที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งแบบเดิมๆ คือความน่าสนใจของ พื้นที่แฟชั่นผู้ชายในปัจจุบัน

เพราะสุดท้ายแล้ว Men’s Fashion Week ไม่ได้มีไว้เพื่อผู้ชายเท่านั้น แต่คือพื้นที่ของการเล่าเรื่อง การเปลี่ยนผ่าน และการขยับเส้นความเป็นไปได้ของแฟชั่นในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

หากคุณยังคิดว่าแฟชั่นผู้ชายคือแค่เสื้อเชิ้ตกับสูท…อาจถึงเวลามองใหม่อีกครั้ง

Similar Articles

More