เกือบ 7 ทศวรรษแห่งตำนานนาฬิกา OMEGA Speedmaster ที่เดินทางไปถึงดวงจันทร์ และยังคงเป็นตำนานตลอดไป

หากพูดถึงนาฬิกาเรือนดังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชื่อของ OMEGA Speedmaster ย่อมอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือนาฬิกาที่ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะโครโนกราฟระดับตำนาน แต่คือเรือนเวลาที่ร่วมเดินทางไปกับมนุษย์ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก นั่นคือภารกิจพิชิตดวงจันทร์ในปี 1969 จนได้รับฉายาว่า “Moonwatch” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความแม่นยำ ความกล้าหาญ และความฝันในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์

จุดเริ่มต้นจากสนามแข่ง สู่การเป็นนาฬิกาของนักบินอวกาศ

ย้อนกลับไปในปี 1957 OMEGA เปิดตัว Speedmaster รุ่นแรก หรือที่นักสะสมเรียกว่า “Broad Arrow” ซึ่งถูกออกแบบขึ้นสำหรับโลกของมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะ หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือการนำสเกล Tachymeter มาไว้บนขอบตัวเรือนแทนที่จะพิมพ์บนหน้าปัดเป็นครั้งแรกของโลก ช่วยให้นักแข่งรถสามารถคำนวณความเร็วและจับเวลาต่อรอบได้ง่ายขึ้น ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ทนต่อแรงสั่นสะเทือน และความแม่นยำระดับสูง Speedmaster จึงกลายเป็นนาฬิกาคู่ใจของนักแข่ง ก่อนที่คุณสมบัติเหล่านี้จะกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ NASA เลือกมันสำหรับภารกิจอวกาศในเวลาต่อมา

หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือ Speedmaster A.C.P. ปี 1964 รุ่นพิเศษที่ OMEGA ผลิตขึ้นตามคำสั่งของ Automóvil Club Peruano (A.C.P.) องค์กรยานยนต์จากกรุงลิมา ประเทศเปรู เพื่อใช้งานในแวดวงการแข่งขันรถยนต์ ด้วยสเกล Tachymeter บนขอบตัวเรือนที่ถูกออกแบบมาสำหรับการจับความเร็วและวัดเวลาต่อรอบ ทำให้ Speedmaster กลายเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์นักแข่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อ NASA ต้องการนาฬิกาสำหรับภารกิจอวกาศ

ปี 1959 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Speedmaster เมื่อรุ่นที่สองของคอลเลกชันเปิดตัวขึ้น พร้อมการปรับดีไซน์ใหม่ด้วยขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมสีดำ เข็มวินาทีทรง “Lollipop” และเข็มชั่วโมง-นาทีแบบ Alpha ที่เพิ่มความโดดเด่นและอ่านเวลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1962 เมื่อนักบินอวกาศ Wally Schirra เลือกสวม Speedmaster ที่เป็นนาฬิกาส่วนตัวระหว่างภารกิจ Sigma 7 ภายใต้โครงการ Mercury ของ NASA ทำให้ Speedmaster กลายเป็นนาฬิกา OMEGA เรือนแรกที่เดินทางสู่อวกาศ

ปี 1963 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Speedmaster กับการเปิดตัว Third Generation รุ่นที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ผ่านการรับรองจาก NASA สำหรับใช้งานในภารกิจอวกาศ เพื่อค้นหานาฬิกาที่เหมาะสมกับการเดินทางนอกโลก NASA ได้นำนาฬิกาจากหลายแบรนด์เข้าสู่กระบวนการทดสอบสุดเข้มข้น ทั้งอุณหภูมิร้อนและเย็นสุดขั้ว แรงกระแทก แรงสั่นสะเทือน รวมถึงสภาวะสุญญากาศที่จำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ ผลลัพธ์คือ มีเพียง OMEGA Speedmaster เท่านั้นที่สามารถผ่านทุกบททดสอบได้สำเร็จ และได้รับการรับรองให้เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินอวกาศ ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญอย่าง Gemini และ Apollo

Notes: สิ่งที่น่าทึ่งคือ Speedmaster รุ่น Third Generation ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อวกาศอย่างเป็นทางการนี้ ยังเป็นหนึ่งในรุ่นที่ถูกใช้งานบนพื้นผิวดวงจันทร์ในภารกิจ Apollo ครั้งท้ายๆ เมื่อปี 1972 อีกด้วย

ต่อมาในปี 1965 หลังจาก Speedmaster ได้รับการรับรองผ่านเกณฑ์จาก NASA ในปี 1965 คอลเล็กชั่นนี้ได้เดินหน้าต่อสู่การเป็นตำนาน The Moonwatch จากการเป็นนาฬิกาเรือนแรก The Moonwatch นาฬิกาเรือนแรกบนดวงจันทร์ เมื่อ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ก้าวลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 1969 Speedmaster รุ่นนี้ก็กลายเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกสวมใส่บนดวงจันทร์ และต่อมายังเป็นรุ่นที่ร่วมเดินทางในภารกิจดวงจันทร์มากที่สุด ด้านการออกแบบถือเป็น Speedmaster รุ่นแรกที่ใช้ตัวเรือนแบบ Asymmetrical เพื่อปกป้องเม็ดมะยมและปุ่มกด พร้อมเพิ่มคำว่า “Professional” ลงบนหน้าปัดเป็นครั้งแรก

ในปี 1968 เปิดตัวกลไก Calibre 861 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Speedmaster นอกจากการพัฒนาด้านประสิทธิภาพแล้ว ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ฝาหลังยังสลักข้อความอันเป็นตำนานว่า “Flight-Qualified by NASA for All Manned Space Missions” และ “The First Watch Worn on the Moon” ซึ่งยังคงอยู่บน Moonwatch จนถึงปัจจุบัน นับเป็นต้นแบบของ Moonwatch ยุคปัจจุบัน

ในปี 1969 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของภารกิจ Apollo 11 OMEGA เปิดตัว Speedmaster ทองคำ 18K รุ่นแรก Commemorative Edition นาฬิกาแห่งชัยชนะบนดวงจันทร์ พร้อมขอบ Bezel สี Burgundy ผลิตแบบ Numbered Edition โดยนาฬิกาชุดแรกถูกมอบให้กับนักบินอวกาศ Apollo ทั้ง 19 คน ในงานเลี้ยงที่เมืองฮิวสตันเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1969 รวมถึงสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงลูกเรือ Apollo I ทั้งสามคนที่เสียชีวิตระหว่างการทดสอบ

ในปี 1973 เนื่องในโอกาสครบรอบ 125 ปีของ OMEGA แบรนด์เปิดตัว Speedmaster 125 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Chronometer ผลิตเพียง 2,000 เรือน และต่อมายังถูกสวมใส่โดยนักบินอวกาศโซเวียต Vladimir Dzhanibekov ระหว่างภารกิจที่ใช้ชีวิตในอวกาศรวมกว่า 145 วัน

เพื่อรำลึกถึงภารกิจประวัติศาสตร์ Apollo–Soyuz ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเชื่อมต่อยานอวกาศกลางวงโคจร OMEGA เปิดตัว Speedmaster รุ่นลิมิเต็ด 500 เรือน พร้อมเป็น Patch Watch รุ่นแรกในปี 1975 ที่ใช้ตราสัญลักษณ์ภารกิจแทนโลโก้ OMEGA บนหน้าปัด

ในปี 1980 OMEGA ฉลองความสำเร็จของภารกิจ Apollo 11 ด้วย Speedmaster ตัวเรือนทองคำที่สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในฐานะรุ่นแรกที่มาพร้อมฝาหลัง Sapphire Crystal แบบโชว์กลไก ขับเคลื่อนด้วย Calibre 861L เวอร์ชันตกแต่งพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียงประมาณ 300 เรือน

ต่อมาในปี 1985 หลังจาก Speedmaster เดินทางสู่ดวงจันทร์มากว่า 20 ปี OMEGA นำเรื่องราวของดวงจันทร์กลับมาสู่หน้าปัดผ่าน Speedymoon รุ่นแรกที่ติดตั้งฟังก์ชัน Moonphase ผลิตเพียง 1,300 เรือน พร้อมภาพดวงจันทร์และหมู่ดาว โดยบางเรือนมีรายละเอียดหายากอย่าง “พระจันทร์มีใบหน้า” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่นักสะสมต้องการมากที่สุด

ในปี 1995 OMEGA ย้อนรำลึกบทบาทของ Speedmaster ในภารกิจ Apollo 13 ที่ช่วยให้นักบินอวกาศกลับโลกได้อย่างปลอดภัย ด้วยรุ่นลิมิเต็ด 999 เรือน พร้อมตราสัญลักษณ์ Apollo 13 บนหน้าปัด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล Mission Watches ปีเดียวกัน Speedmaster ยังได้รับการพิสูจน์ความแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังผ่านการทดสอบบนสถานีอวกาศ MIR เป็นเวลา 365 วัน เพื่อศึกษาการทำงานในสภาวะไร้น้ำหนัก ก่อนนำรุ่นที่ผ่านภารกิจจริงออกจำหน่ายเพียง 28 เรือน พร้อมข้อความ “365 DAYS ON BOARD SPACE STATION MIR” บนฝาหลัง กลายเป็นอีกหนึ่งบทบันทึกสำคัญของ Speedmaster ในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ

Alaska Project เบื้องหลังการสร้างนาฬิกาอวกาศแห่งอนาคต

เบื้องหลังความสำเร็จของ Speedmaster Moonwatch คือโครงการลับภายใต้รหัส “Alaska” ที่ OMEGA พัฒนาร่วมกับ NASA เพื่อสร้างนาฬิกาที่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอวกาศได้ จุดเริ่มต้นคือ Alaska I ในปี 1969 ต้นแบบที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยตัวเรือนไทเทเนียมบริสุทธิ์เป็นครั้งแรกของโลก พร้อมเกราะอะลูมิเนียมสีแดงแบบถอดได้เพื่อป้องกันความร้อน และหน้าปัดสีขาวที่ช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ จากนั้น OMEGA เดินหน้าพัฒนา Alaska II ในปี 1972 ด้วยการเพิ่มรายละเอียดเพื่อการใช้งานจริง เช่น เข็มซับไดอัลทรงจรวด หลักชั่วโมงเรืองแสง และขอบ Bezel แบบ 0–60

ต่อมาในปี 1978 โครงการ Alaska ก้าวเข้าสู่ยุคกระสวยอวกาศด้วย Alaska III ที่ปรับปรุงจาก Moonwatch ให้เหมาะกับภารกิจ Space Shuttle มากขึ้น ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลผิวด้าน หน้าปัดอ่านค่าได้ง่าย และตัวเลขแบบรัศมี โดย NASA รับมอบล็อตแรกจำนวน 56 เรือน ก่อนนำไปใช้งานจริงบนกระสวยอวกาศในช่วงทศวรรษ 1980 กลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความแม่นยำและความทนทานของ Speedmaster ในภารกิจนอกโลก และ Alaska IV ในปี 1979 ซึ่งสะท้อนการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของ OMEGA ด้วยต้นแบบ Speedmaster ระบบควอตซ์ พร้อมระบบไฟ BETA สำหรับส่องสว่างหน้าจอ แม้สุดท้าย NASA จะไม่เลือกใช้งานจริง แต่ Project Alaska ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Speedmaster และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันขีดความสามารถของนาฬิกาสำหรับการสำรวจอวกาศ

นวัตกรรมเทคนิค เมื่อ Speedmaster ผลักขีดจำกัดของนาฬิกา

หลังพิสูจน์ตัวเองทั้งในสนามแข่งและภารกิจอวกาศ Speedmaster ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “Moonwatch” แต่ยังกลายเป็นสนามทดลองสำคัญของ OMEGA ในการพัฒนาเทคโนโลยี กลไก และงานออกแบบใหม่ ๆ ตลอดหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดที่อ่านค่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กลไกอัตโนมัติรุ่นแรกของคอลเลกชัน หรือการทดลองกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงรุ่นหายากที่กลายเป็นตำนานในหมู่นักสะสม แต่ละเรือนล้วนสะท้อนความพยายามของแบรนด์ในการผลักขีดจำกัดของนาฬิกาโครโนกราฟให้ก้าวไกลกว่ายุคสมัยของตัวเอง

Racing Dial ดีไซน์เพื่อความชัดเจนในทุกเสี้ยววินาที

ในปี 1968 แม้จุดกำเนิดของ Racing Dial จะยังเป็นหนึ่งในปริศนาของประวัติศาสตร์ Speedmaster แต่เชื่อกันว่าการออกแบบหน้าปัดที่ใช้สเกลสองสี เข็มจับเวลาสีส้มสด และโลโก้สีส้ม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการอ่านค่าเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความแม่นยำระดับเสี้ยววินาที รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ Racing Dial กลายเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นที่สุดของ Speedmaster และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายรุ่นในเวลาต่อมา รวมถึงลิมิเต็ดเอดิชันสำหรับตลาดญี่ปุ่นในปี 2004

จาก Mark II สู่ Mark III คือช่วงเวลาที่ OMEGA พา Speedmaster ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมอีกครั้ง

ปี 1969 Mark II พลิกโฉมดีไซน์ด้วยตัวเรือนทรง Barrel Shape ที่โฉบเฉี่ยวทันสมัย พร้อมกระจกดีไซน์ใหม่ที่ผสานเข้ากับตัวเรือนอย่างลงตัว ก่อนที่ในปี 1971 Mark III จะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ Speedmaster รุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 1040 ตอกย้ำการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของคอลเลกชันไอคอนิกเรือนนี้ ทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และการใช้งาน

Speedmaster Automatic “Holy Grail” ของนักสะสม

ด้วยการนำกลไกอัตโนมัติมาอยู่ในตัวเรือนสไตล์ Moonwatch เป็นครั้งแรก Speedmaster Automatic รุ่นปี 1987 จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญที่สุดของคอลเลกชัน ผลิตเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ราว 2 ปี ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นนาฬิกาหายาก และได้รับฉายาว่า “Holy Grail” หรือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” ในหมู่นักสะสมทั่วโลก

Perpetual Calendar ความซับซ้อนระดับสูงของ Speedmaster

ปี 1991 Speedmaster ไม่ได้มีดีแค่บทบาทในภารกิจอวกาศ แต่ยังสะท้อนความสามารถด้านการผลิตกลไกชั้นสูงของ OMEGA ผ่าน Perpetual Calendar รุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตเพียง 50 เรือน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 700 ปีของสมาพันธรัฐสวิส แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่สร้างขึ้นในโอกาสสำคัญระดับประเทศ แต่กลับวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากฟังก์ชันโครโนกราฟอันเป็นเอกลักษณ์ของ Speedmaster แล้ว ยังติดตั้ง Moonphase และ Perpetual Calendar ที่สามารถคำนวณวันที่ได้อย่างถูกต้องจนถึงปี 2100 โดยแทบไม่ต้องปรับตั้ง จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน Speedmaster ที่มีความซับซ้อนทางกลไกมากที่สุดเท่าที่ OMEGA เคยผลิต

Skeleton & Jubilee เมื่อศิลปะการผลิตนาฬิกาพบกับความเที่ยงตรง

ปี 1992 ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ OMEGA แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานช่างระดับสูงผ่าน Speedmaster สองรุ่นพิเศษที่นักสะสมให้ความสำคัญ รุ่น Skeleton ผลิตเพียง 50 เรือน โดดเด่นด้วยการเปิดเผยกลไกภายในอย่างประณีต ทุกชิ้นส่วนได้รับการตกแต่งด้วยมือจนสามารถมองเห็นความงดงามของการทำงานผ่านหน้าปัดและฝาหลังโปร่งใส สะท้อนว่า Speedmaster ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาเครื่องมือ แต่ยังเป็นงานศิลปะชั้นสูงของวงการเรือนเวลา

ขณะที่ Jubilee 27 CHRO C12 ก็สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ Speedmaster ระบบไขลานรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC Chronometer พร้อมผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน เพื่อรำลึกถึงโครงการพัฒนากลไก 27 CHRO C12 ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็น Calibre 321 อันโด่งดังของ Speedmaster รุ่นแรก

X-33 นาฬิกาที่ออกแบบเพื่อการสำรวจอวกาศยุคใหม่

เมื่อภารกิจอวกาศก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในปี 1998 OMEGA ก็พัฒนา Speedmaster ให้ก้าวไปพร้อมกันผ่าน X-33 หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “Mars Watch” นาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงอดีต แต่ถูกออกแบบเพื่อรองรับภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต OMEGA ใช้เวลากว่า 5 ปีในการพัฒนาร่วมกับนักบินอวกาศ วิศวกร และหน่วยงานอวกาศชั้นนำของโลก รวมถึงทีมบินผาดแผลงของกองทัพสหรัฐฯ จนได้เรือนเวลาที่ผสานกลไกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกัน พร้อมฟังก์ชันเฉพาะสำหรับการบินและการปฏิบัติภารกิจ ทำให้ X-33 ถูกนำไปใช้งานจริงทั้งบนกระสวยอวกาศของ NASA และสถานีอวกาศ MIR ของรัสเซีย ถือเป็นหนึ่งใน Speedmaster ที่เชื่อมโยงโลกของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

Co-Axial GMT จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี Co-Axial ในตระกูล Speedmaster

ปี 2005 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Speedmaster เมื่อ OMEGA นำ Co-Axial Escapement ซึ่งเป็นนวัตกรรมกลไกอันโด่งดังของแบรนด์มาใช้กับคอลเลกชันนี้เป็นครั้งแรก เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดแรงเสียดทานภายในกลไก ทำให้การทำงานมีความเที่ยงตรง เสถียร และยืดอายุการบำรุงรักษาได้ดียิ่งขึ้น รุ่นนี้ยังมาพร้อมฟังก์ชัน GMT สำหรับการแสดงเวลาสองไทม์โซน พร้อมนำเข็ม Broad Arrow อันเป็นเอกลักษณ์ของ Speedmaster ยุคแรกกลับมาใช้อีกครั้ง จึงเป็นทั้งการยกระดับด้านเทคนิคและการคารวะประวัติศาสตร์ของคอลเลกชันไปพร้อมกัน

Dark Side of the Moon จุดเปลี่ยนสู่ยุควัสดุแห่งอนาคต

หลังจากเป็นที่รู้จักในฐานะ Moonwatch มาอย่างยาวนาน OMEGA ได้เปิดบทใหม่ให้กับ Speedmaster ในปี 2014 ผ่าน Dark Side of the Moon ที่นำแรงบันดาลใจจากด้านมืดของดวงจันทร์มาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย นี่คือ Speedmaster รุ่นแรกที่ผลิตตัวเรือนจากเซรามิกสีดำทั้งชิ้น ตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงขอบตัวเรือน พร้อมเข็มทองคำขาว 18K และกลไก Co-Axial ภายใน นอกจากความโดดเด่นด้านดีไซน์แล้ว รุ่นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ OMEGA ในการพัฒนาวัสดุไฮเทค จนกลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมสูงที่สุดของ Speedmaster ยุคใหม่

Skywalker X-33 เครื่องมือสำหรับนักบินอวกาศรุ่นใหม่

ต่อยอดจาก X-33 รุ่นแรก ในปี 2014 OMEGA เปิดตัว Skywalker X-33 ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับ European Space Agency (ESA) และนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจจริง เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานบนสถานีอวกาศยุคปัจจุบัน ตัวเรือนไทเทเนียมน้ำหนักเบา ขอบเซรามิก หน้าจอ LCD พร้อมระบบไฟ Electroluminescent และฟังก์ชันเฉพาะสำหรับภารกิจอวกาศ ทำให้ Skywalker X-33 กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับจากนักบินอวกาศทั่วโลก และสะท้อนว่า Speedmaster ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอวกาศอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ

Moonphase Master Chronometer เมื่อความแม่นยำพบกับความงดงามของจักรวาล

ปี 2016 OMEGA ยกระดับ Speedmaster อีกครั้งด้วย Moonphase Master Chronometer นาฬิการุ่นแรกของตระกูลที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Master Chronometer จาก METAS ซึ่งรับประกันทั้งความเที่ยงตรง ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และประสิทธิภาพของกลไกในระดับสูงสุด ไฮไลต์สำคัญคือหน้าปัด Moonphase ที่ถ่ายทอดพื้นผิวดวงจันทร์ได้ละเอียดราวภาพถ่ายจาก NASA และหากสังเกตอย่างใกล้ชิด ยังสามารถเห็นรอยเท้านักบินอวกาศบนดวงจันทร์ซ่อนอยู่ในภาพอีกด้วย นับเป็นการผสานเรื่องราวแห่งการสำรวจอวกาศเข้ากับงานฝีมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตอกย้ำว่า Speedmaster ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปโดยไม่ละทิ้งรากฐานแห่งตำนานของ Moonwatch

ปี 2000–2017 รุ่นพิเศษที่บันทึกเรื่องราวแห่งยุคใหม่

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 Speedmaster ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ผ่านรุ่นพิเศษที่เชื่อมโยงกับภารกิจอวกาศ บุคคลสำคัญ และนวัตกรรมใหม่ๆ จากนาฬิกาที่เคยเดินทางไปดวงจันทร์ สู่เรือนเวลาที่สะท้อนความก้าวหน้าของมนุษย์ในทุกยุคสมัย

ปี 2000 Apollo-Soyuz Gold Edition มิตรภาพที่เกิดขึ้นเหนือโลก

เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของภารกิจ Apollo–Soyuz ในปี 1975 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตร่วมมือกันในอวกาศ OMEGA เปิดตัว Speedmaster รุ่นพิเศษตัวเรือนทองคำจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน รายละเอียดสำคัญคือชื่อภารกิจที่สลักทั้งภาษาอังกฤษและอักษรซีริลลิกบนซับไดอัล พร้อมข้อความพิเศษบนฝาหลัง ถ่ายทอดช่วงเวลาที่สองมหาอำนาจสามารถก้าวข้ามความขัดแย้ง และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์เหนือพื้นโลก

ปี 2003 Snoopy เมื่อ NASA ถ่ายทอดเกียรติยศผ่านตัวละครไอคอนิก

หลังจาก OMEGA ได้รับรางวัล Silver Snoopy Award จาก NASA ในปี 1970 เพื่อยกย่องบทบาทของ Speedmaster ในภารกิจ Apollo 13 แบรนด์จึงนำเรื่องราวนี้มาถ่ายทอดผ่านนาฬิการุ่นพิเศษ Speedmaster Snoopy โดดเด่นด้วยภาพ Snoopy บนหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 9 นาฬิกา พร้อมภาพสะท้อนบนฝาหลังแซฟไฟร์ ผลิตจำนวน 5,441 เรือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่อ้างอิงจากระยะเวลาของภารกิจ Apollo 13 ที่ใช้เวลา 142 ชั่วโมง 54 นาที 41 วินาที รุ่นนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์ Snoopy ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักสะสมทั่วโลก

ในปี 2015 Silver Snoopy Award ครบรอบ 45 ปี Apollo 13 เพื่อรำลึกถึง Apollo 13 และรางวัล Silver Snoopy Award จาก NASA รุ่นนี้มาพร้อมหน้าปัดสีขาว ลวดลายการ์ตูน และ Snoopy บนซับไดอัลตำแหน่ง 9 นาฬิกา ฝาหลังตกแต่งด้วยเหรียญ Snoopy เงิน 925 ล้อมรอบด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินเข้ม


เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Silver Snoopy Award ที่นักบินอวกาศ NASA มอบให้ OMEGA ในปี 1970 เพื่อยกย่องบทบาทสำคัญของแบรนด์ในภารกิจสำรวจอวกาศ โดยเฉพาะ Apollo 13 ในปี 2020 ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. จับคู่กับสายผ้าไนลอนสีน้ำเงินที่ปั๊มลายนูนเป็นเส้นทางการบินของ Apollo 13 หน้าปัดสีเงินโดดเด่นด้วยหลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ PVD สีน้ำเงิน พร้อมเหรียญ Snoopy สีเงินบนหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 9 นาฬิกา ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ฝาหลังแบบ NAIAD LOCK ซึ่งเผยภาพด้านไกลของดวงจันทร์บนกระจกแซฟไฟร์ พร้อมกลไกแอนิเมชันของ Snoopy ที่ขับยาน Command and Service Module โคจรรอบดวงจันทร์เมื่อใช้งานฟังก์ชันโครโนกราฟ ขณะที่โลกด้านหลังหมุนสัมพันธ์กับเข็มวินาทีย่อย สร้างลูกเล่นที่ทำให้รุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งใน Speedmaster ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยขับเคลื่อนด้วยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 3861 และเป็นรุ่นผลิตปกติที่ไม่ได้จำกัดจำนวน (Non-Limited Edition)

ปี 2008 Alaska Project จากต้นแบบ NASA สู่เรือนเวลาสำหรับนักสะสม

โครงการ Alaska คือหนึ่งในโปรเจกต์ลับที่ OMEGA พัฒนาร่วมกับ NASA เพื่อสร้างนาฬิกาที่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมอันสุดขั้วของอวกาศ ในปี 2008 แนวคิดจากต้นแบบ Alaska II ถูกนำกลับมาสร้างเป็นรุ่นผลิตจริงในชื่อ Speedmaster Alaska Project ผลิตจำนวนจำกัด 1,970 เรือน จุดเด่นคือเกราะป้องกันความร้อนอะลูมิเนียมสีแดงแบบถอดได้ หน้าปัดสีขาวเพื่อเพิ่มความชัดเจน และการออกแบบที่สามารถรองรับอุณหภูมิสุดขั้วตั้งแต่ -148°C ถึง +260°C ซึ่งสะท้อนความเป็น “นาฬิกาเครื่องมือ” ของ Speedmaster อย่างแท้จริง

ปี 2010 Apollo-Soyuz Meteorite หน้าปัดจากวัสดุนอกโลก

เพื่อรำลึกถึงภารกิจ Apollo–Soyuz รุ่นปี 2010 สร้างความแตกต่างด้วยการเป็น Speedmaster รุ่นแรกที่ใช้หน้าปัดและซับไดอัลผลิตจากอุกกาบาตจริง วัสดุจากนอกโลกทำให้แต่ละเรือนมีลวดลายเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน พร้อมฝาหลังแกะสลักภาพยานอวกาศของทั้งสองประเทศ และรายชื่อนักบินอวกาศกับนักบินโคสมอนอตที่ร่วมภารกิจ เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวของการสำรวจอวกาศและงานฝีมือของช่างนาฬิกาได้อย่างลงตัว

ปี 2015 Speedmaster ’57 การกลับมาของจิตวิญญาณปี 1957

Speedmaster ’57 คือการย้อนกลับไปสู่รากกำเนิดของคอลเลกชัน ด้วยการนำรายละเอียดจาก Speedmaster รุ่นแรกปี 1957 กลับมาอีกครั้ง ทั้งเข็ม Broad Arrow หน้าปัดสีดำ ขอบ Bezel โลหะ และสเกล Tachymeter ถูกตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย ทำให้รุ่นนี้เป็นหนึ่งใน Speedmaster ที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักสะสมรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ หนึ่งในภาพจำของรุ่นนี้คือการที่ George Clooney เลือกสวมใส่ในแคมเปญระดับโลกของ OMEGA ปี 2015

ปี 2016 CK2998 ย้อนรอย Speedmaster รุ่นไอคอนิกปี 1959

CK2998 ถือเป็นหนึ่งใน Vintage Speedmaster ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1959 และเป็นรุ่นที่ Walter Schirra เลือกสวมใส่ระหว่างภารกิจ Sigma 7 ของ NASA การกลับมาในปี 2016 ถ่ายทอดเสน่ห์ของรุ่นต้นฉบับผ่านรายละเอียดสำคัญ ทั้งเข็ม Alpha เข็ม Lollipop ตัวเรือนสมมาตร และหน้าปัดโทนสีน้ำเงินที่เพิ่มความร่วมสมัยให้กับดีไซน์วินเทจ

ปี 2017 ปีแห่งการเฉลิมฉลอง Speedmaster ทั้งอดีต ปัจจุบัน และชุมชนผู้หลงใหล

ปี 2017 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Speedmaster เมื่อ OMEGA เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ของคอลเลกชัน พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษหลายรุ่นที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์ นวัตกรรม และความผูกพันกับชุมชนคนรัก Speedmaster ทั่วโลก หนึ่งในไฮไลต์คือ #SpeedyTuesday รุ่นลิมิเต็ดที่ถือกำเนิดจากแฮชแท็กซึ่งเริ่มต้นในปี 2012 โดยกลุ่มนักสะสมบนโลกออนไลน์ ก่อนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลก OMEGA จึงเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกของแบรนด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Speedmaster วินเทจหลายรุ่น โดยเฉพาะ Alaska III สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์กับนักสะสมในยุคดิจิทัล

ในปีเดียวกัน OMEGA ยังนำ Racing Dial อันเป็นเอกลักษณ์จาก Speedmaster ปี 1968 กลับมาอีกครั้งบน Speedmaster Automatic ด้วยหน้าปัดสีดำด้าน รายละเอียดสีส้ม และหลักชั่วโมงทองคำขาว 18K ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตในมุมมองร่วมสมัย เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของ Speedmaster แบรนด์ยังเปิดตัว Speedmaster 50th Anniversary รุ่นลิมิเต็ดจำนวน 3,557 เรือน ที่ถ่ายทอดรายละเอียดของ Broad Arrow ปี 1957 ได้อย่างซื่อสัตย์ ทั้งหน้าปัดสไตล์ Tropical ขอบ Bezel พร้อมสเกล Tachymeter และกลไก Calibre 1861 เพื่อสดุดีต้นกำเนิดของ Speedmaster เรือนแรก

ขณะเดียวกัน Speedmaster Moonwatch “Apollo XVII” ซึ่งผลิตเพียง 1,972 เรือน ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 45 ปีของภารกิจ Apollo 17 ภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งสุดท้าย โดดเด่นด้วยหน้าปัดเซรามิกสีน้ำเงิน รายละเอียดทองคำ 18K และการพิมพ์เวลา 05:34 GMT ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Gene Cernan ก้าวลงจากดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมฝาหลังที่สลักตราสัญลักษณ์ Apollo XVII เพื่อยกย่องภารกิจแห่งประวัติศาสตร์

Speedmaster ในวันนี้: ไอคอนที่ยังคงสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่

ตลอดเกือบ 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1957 Speedmaster ได้ก้าวข้ามบทบาทของนาฬิกาโครโนกราฟ จนกลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ จากสนามแข่งสู่ภารกิจสำรวจอวกาศ จากนาฬิกาที่ผ่านการรับรองโดย NASA สู่การเป็น Moonwatch เรือนแรกบนดวงจันทร์ ทุกช่วงเวลาล้วนสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกที่ยังคงอยู่ใน DNA ของ Speedmaster จนถึงปัจจุบัน

เพื่อเฉลิมฉลองตำนานบทนี้ OMEGA จึงเปิดตัวแคมเปญ “Iconic Since 1957” ถ่ายทอดวิวัฒนาการของ Speedmaster ผ่าน 5 บทสำคัญ ตั้งแต่จุดกำเนิดในฐานะโครโนกราฟที่ปฏิวัติวงการด้วยการย้ายสเกล Tachymeter มาไว้บนขอบ Bezel การได้รับเลือกจาก NASA การร่วมสร้างประวัติศาสตร์บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมทางเทคนิคและอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้ Speedmaster กลายเป็นไอคอนเหนือกาลเวลา แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 70 ปี Speedmaster ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างเซรามิกและไทเทเนียม การพัฒนากลไก Master Chronometer ตลอดจนการออกแบบที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านความแม่นยำ ความทนทาน และจิตวิญญาณแห่งการสำรวจเอาไว้อย่างครบถ้วน

Similar Articles

More