แอลเมนขอชวนมารู้จักแบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ Bang & Olufsen ผ่านประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีที่เบื้องหลังความเรียบหรูเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและความล้ำสมัยอย่างมีรสนิยม ซึ่งได้ปรากฏตัวในฉากเปิดของภาพยนตร์ James Bond ‘No Time To Die’ (2021)
จุดเริ่มต้นอันเรียบง่าย ท่ามกลางชนบท
ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 1925 ที่ห้องใต้หลังคา ณ สตรูเออร์ เมืองเล็ก ๆ ของประเทศเดนมาร์ก โดยสองวิศวกรชาวเดนมาร์กวิสัยทัศน์ไกล Peter Bang และ Svend Olufsen ผู้คิดค้น ‘The Eliminator’ นวัตกรรมชิ้นแรกที่ช่วยเสียบปลั๊กวิทยุเข้ากับเต้ารับบนผนังได้โดยตรงและช่วยจ่ายไฟอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เทอะทะอีกต่อไป


หลังจากความสำเร็จในครั้งนั้น B&O ก็เริ่มเข้าสู่วงการเครื่องเสียงอย่างเต็มตัว โดยการผลิตเครื่องขยายเสียง (Amplifier) และลำโพงสำหรับโรงภาพยนตร์ ที่ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์ทางเสียงที่เหนือระดับ ซึ่งได้ถูกใช้ในงานฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ Mickey Mouse เรื่องแรกของ Walt Disney ในปี 1928
แบรนด์เครื่องเสียงที่ไม่ยอมก้มหัวให้นาซี
เข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 B&O เป็นโรงงานผลิตวิทยุแห่งเดียวในเดนมาร์กที่ไม่ร่วมมือกับพรรคนาซี โดย Olufsen มีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านกองทัพเยอรมัน ซึ่งนำมาสู่การสร้างเครื่องรับ-ส่งสัญญาณวิทยุรุ่น The Telephone Book ที่ไม่เพียงแค่เล็กและเบา แต่ยังสามารถใช้งานเข้ากับระบบไฟฟ้าหลักของเดนมาร์กได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การต่อต้านครั้งนั้นก็มีราคาที่ต้องจ่าย ในเดือนมกราคม ปี 1945 กองทัพเยอรมันได้ระเบิดทำลายโรงงานของ B&O จนพังพินาศ ถึงกระนั้นหายนะในครั้งนั้นก็ไม่สามารถหยุด B&O ได้

เพียงสองปีถัดมา โรงงานแห่งใหม่ก็ได้ถูกสร้างขึ้นและกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เพื่อผลิตนวัตกรรมเครื่องเสียงล้ำสมัยมากมาย เช่น เครื่องเปลี่ยนแผ่นเสียงแบบ ‘คิดเองได้’ โดยสลับเปลี่ยนแผ่นเสียงได้ต่อเนื่องถึง 10 แผ่น แต่ยังสามารถแยกแยะระหว่างแผ่นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงสามารถหยุดพักระหว่างแผ่นได้นานถึง 3 นาทีอีกด้วย

เครื่องบันทึกเสียง Beocord 84U สำหรับใช้ทั้งในที่ทำงานเพื่อจดบันทึกและโต้ตอบจดหมาย และในครัวเรือน เพื่อเก็บรักษาความทรงจำผ่านเสียง ซึ่งในอดีตไม่สามารถนำกลับมาเปิดฟังซ้ำได้อีก

ตลอดจนถึง Beolit 39 วิทยุตั้งโต๊ะชิ้นแรกของแบรนด์ที่เริ่มใช้คำนำหน้าว่า “Beo” ซึ่งถูกใช้เรียกชื่อเครื่องเสียงของ B&O นับแต่นั้นมา

จาก ‘คำด่า’ สู่ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและนวัตกรรม
ในปี 1934 Ole Wanscher สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลได้วิจารณ์วิทยุในยุคนั้นไว้อย่างเจ็บแสบว่า ดูเหมือนของตกแต่งฉากละครเวทีที่ทำโดยเด็กฝึกงานที่อ่อนหัดที่สุด Bang จึงตอบโต้ด้วยการออกแบบวิทยุ Hyperbo 5 RG Steel ที่มาพร้อมกับดีไซน์ล้ำสมัย กลายเป็นตัวอย่างแรก ๆ ของเครื่องเสียงที่ถูกคิดค้นขึ้นในฐานะเฟอร์นิเจอร์ที่เปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวิทยุไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ช่วง 1950s เป็นต้นมา B&O ได้ร่วมมือกับเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบที่เก่งกาจที่สุดของเดนมาร์ก เพื่อยระดับการออกแบบเครื่องเสียงไม่ให้หยุดอยู่แค่ ‘เสียงดี’ แต่ต้อง ‘ดูดี’ ด้วย

นำมาสู่สโลแกนของ B&O ช่วง 1970s ที่ว่า “We think differently” (เราคิดต่าง) ในการออกแบบจนเตะตาหลายพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก หนึ่งในนั้น คือ Museum of Modern Art (MoMA) ซึ่งในปี 1978 ได้จัดนิทรรศการพิเศษ เพื่อแสดงผลงานการออกแบบของ B&O กว่า 39 ชิ้น และต่อมาก็ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การจัดแสดงที่ MoMA อย่างถาวร

นอกจากนี้ B&O ยังทลายขีดจำกัดไปอีกขั้น โดยการก้าวเข้าสู่ฝั่งแฟชั่น ในปี 2022 ได้ร่วมมือกับ Balenciaga ในการเปิดตัว Speaker Bag ครั้งแรกบนรันเวย์กูว์ตูร์ ถือเป็นการหลอมรวมแฟชั่น นวัตกรรม และเสียงเพลงให้กลายเป็นหนึ่งอย่างสะดุดตา

หน้าประวัติศาสตร์ 100 ปีที่สัมผัสได้ในไทย
100 Years Legacy Exhibition นิทรรศการที่คัดสรรชิ้นงานของ B&O อย่างพิถีพิถันตลอดระยะเวลาถึง 8 ปี พร้อมให้ผู้อ่านมาสัมผัสและจับจองงานดีไซน์อันประณีตที่แฝงด้วยประวัติศาสตร์และรับประสบการณ์ที่จะทำให้การครอบครองเครื่องเสียงชิ้นโปรดน่าจดจำด้วยตัวเองที่ Bang & Olufsen Flagship Store, Central Embassy วันนี้ถึง 12 กรกฎาคม 2569


Photo: Courtesy of the Brand and Back in time 94s
Reference: Bang & Olufsen History Timeline

