PRIDE ON SCREEN: มองโลกแห่งความหลากหลายผ่านเลนส์ภาพยนตร์

Photo: IMDb

ลบภาพจำเดิม ๆ ที่ภาพยนตร์ Pride ต้องมีพล็อตเรื่องแบบใดแบบหนึ่งทิ้งไปได้เลย สำหรับเดือนมิถุนายนนี้ที่เป็นช่วงเฉลิมฉลองความหลากหลาย แอลเมนขอพาทุกคนไปย้อนชม 9 ภาพยนตร์ที่นำเสนอความหลากหลายทางเพศในแง่มุมที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความสัมพันธ์ การเติบโต ไปจนถึงการค้นพบตัวตนที่ซ่อนอยู่ เพื่อเห็นว่า Pride เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวในทุกด้านของชีวิต

Legal Rights: กฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Philadelphia (1993)

ภาพยนตร์เก่าที่สะท้อนประเด็นโรคเอดส์และอาการเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างมาก่อนกาล ผ่านเรื่องราวของ Andrew Beckett ทนายหนุ่มอนาคตไกลผู้โดนไล่ออกเพียงเพราะผู้บริหารรังเกียจที่เขาเป็นเกย์และติดโรคเอดส์ เขาเลยจ้าง Joe Miller ทนายผิวดำมาสู้คดี ซึ่งตอนแรก Miller ก็ไม่อยากรับคดีเพราะยังมีอคติอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เริ่มยอมรับกันและกันมากขึ้นจนกลายเป็นมิตรภาพระหว่างการสู้คดีบนศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

“We’re standing here in Philadelphia, the city of brotherly love, the birthplace of freedom, where the founding fathers authored the Declaration of Independence, and I don’t recall that glorious document saying anything about all straight men are created equal. I believe it says all men are created equal.” – Joe Miller

Laurence Anyways (2012) 

ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเส้นทางความรักตลอด 10 ปีของ Laurence Alia อาจารย์หนุ่มที่ตัดสินใจเปิดเผยความต้องการใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิง กับ Fred Belair แฟนสาวผู้ยอมรับและพร้อมสนับสนุนเขา ซึ่งนอกจากหนังจะเข้าไปสำรวจมิติความสัมพันธ์และตัวตนแล้ว ยังตั้งคำถามกับสายตาของสังคม กำแพงแห่งอคติ และกฎหมายในยุค 1990s ซึ่งจำกัดกรอบความเป็นมนุษย์ไว้แค่ ‘ชาย’ และ ‘หญิง’ ส่งผลให้บุคคลข้ามเพศกลาย ‘เป็นอื่น’ ในสายตาของรัฐและสื่อ

“…I’ve been living like this for 35 years and it’s a crime. And I have this crime on my conscience. And I am a dog to steal this person’s life. […] To the one I was born to be.” – Laurence Alia

Female Gaze: นิยามใหม่ผ่านสายตาผู้หญิง

Carol (2015)

ภาพยนตร์สร้างจากนิยายโดย Patricia Highsmith ในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่าง Therese Belivet พนักงานห้างสาวที่อยากไต่เต้าไปเป็นช่างภาพ กับ Carol Aird สาวสูงศักดิ์ที่อายุมากกว่าและกำลังเผชิญกับการหย่าร้าง ด้วยความแตกต่างทางฐานะ สังคมไม่เปิดรับ และปัญหาส่วนตัวของ Aird ทำให้ทั้งสองต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน ประเด็นที่น่าสนใจคือภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอความรักแค่ในมุมโรแมนติกอย่างเดียว แต่รวมถึงความรักของผู้เป็นแม่ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างน่าสนใจอีกด้วย

Please believe that I would do anything to see you happy and so I do the only thing I can – I release you.” – Carol Aird

Portrait Of A Lady On Fire (2019)

ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Marianne จิตรกรสาว กับ Héloïse ลูกสาวขุนนางที่กำลังจะแต่งงาน โดยเริ่มพัฒนาจากการเป็นเพื่อนจนกลายเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องจะค่อย ๆ พาคนดูไปสัมผัสชีวิตของพวกเธอที่คอยประคับประคองกันและกันก้าวข้ามผ่านความทุกข์ยากที่ผู้หญิงฝรั่งเศสในสมัยนั้นต้องเจอผ่านมุมมองของผู้หญิงล้วน ๆ พร้อมกับงานภาพที่สวยงามในทุกช็อตที่มอง

“It’s a life that has advantages. There’s a library. You can sing or hear music. And equality is a pleasant feeling.” – Héloïse

Coming-of-age: เติบโตผ่านความหลากหลาย 

Happy Together (1997)

ภาพยนตร์โดย Wong Kar-wai ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของ Lai Yiu-Fai และ Ho Po-Wing คู่รักชายที่ตัดสินใจออกเดินทางสู่ประเทศอาร์เจนตินาเพื่อไปชมความงดงามของน้ำตกอีกวาซูด้วยกัน ทว่าระหว่างนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับเต็มไปด้วยวังวนของ ‘ความรัก’ และ ‘ความชัง’ แม้จะพยายามห่างกัน ก็มีเหตุให้ต้องกลับมาพบกันเสมอ เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่เด่นการใส่ใจในรายละเอียดและนัยยะแฝงที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนตามสไตล์ของหนัง Wong

“He always says he wants to start over. I always think that means something different to him than it does to me.” – Lai Yiu-fai

รักแห่งสยาม (2007)

ภาพยนตร์นี้จะพาเราย้อนกลับไปสู่สยามสแควร์ในยุค 2000s กับเรื่องราวระหว่าง โต้ง เด็กหนุ่มผู้กำลังสับสนกับชีวิตที่ได้กลับมาพบกับ มิว เพื่อนสมัยเด็กอีกครั้ง การพบกันครั้งนี้เชื่อมโยงไปถึง จูน หญิงสาวที่หน้าตาเหมือน แตง พี่สาวของโต้งที่หายสาบสูญไป ซึ่งครอบครัวโต้งพยายามจ้างให้เธอมาสวมรอยเพื่อเยียวยาจิตใจคนในครอบครัว ในขณะที่มิวกำลังมุ่งมั่นกับวงดนตรีก็ต้องเจอกับโจทย์สุดหินในการแต่งเพลงรัก ซึ่งผู้ชมจะได้พบกับเรื่องราวเติบโตของเหล่าตัวละคร ทั้งด้านความสัมพันธ์ ครอบครัว ความรัก และมิตรภาพที่กินใจจนถึงทุกวันนี้

ที่มา: Prime Video
ขอบคุณมาก ๆ ถ้าไม่เจอกันเรื่องดี ๆ แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น” – โต้ง

Love, Simon (2018)

ภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวความรักของวัยรุ่นเกย์ ผ่าน Simon Spier นักเรียนมัธยมปลายที่ภายนอกดูเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เบื้องลึกนั้นเขาไม่กล้าเปิดเผยตัวตนว่าตัวเองเป็นเกย์ กระทั่งเขาพบบัญชีที่ใช้นามแฝงว่า ‘Blue’ ได้เปิดตัวว่าเป็นเกย์บนเว็บไซต์กอสซิปของโรงเรียน เขาจึงได้สร้างบัญชีของตัวเองโดยใช้นามแฝงว่า ‘Jacques’ เพื่อพูดคุยกันจนเกิดเป็นความรักระหว่างทั้งคู่ ซึ่งนอกจากเนื้อเรื่องจะพาผู้ชมไปลุ้นว่าแท้จริง Blue คือใคร เรายังได้เห็นมุมมิตรภาพของเพื่อนและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่นและซึ้งกินใจในเวลาเดียวกัน

I am done being scared. I’m done living in a world where I don’t get to be who I am. I deserve a great love story.” – Simon

Based on a true story: เค้าโครงความจริงถ่ายทอดสู่ฟิล์ม

The Danish Girl (2015)

ภาพยนตรดัดแปลงจากนิยายในชื่อเดียวกันโดย David Ebershoff ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของ Lili Elbe หญิงข้ามเพศคนแรกของโลก เดิมทีเธอเป็นจิตรกรหนุ่มที่แต่งงานแล้วชื่อว่า Einar Wegener ซึ่งต่อมาได้ค้นพบเพศสภาพที่แท้จริงของตน ในเนื้อเรื่องแสดงมุมมองของผู้เป็นภรรยาที่เธอเห็นสามีค่อย ๆ กลายเป็นคนที่เธอไม่รู้จัก แต่ก็ยังคงอยู่เคียงข้างเพื่อสนับสนุนสามี เนื้อหาสะท้อนให้เห็นความยากลำบากของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมยุโรปช่วง 1920s ที่ถูกตีกรอบด้วยคำว่า ‘ผู้ชาย’ และ ‘ผู้หญิง’ เท่านั้น ตัดความเข้มข้นของเนื้อเรื่องด้วยฉากงานภาพบรรยากาศของยุโรปโบราณที่สวยงาม

” I love you, because you are the only person who made sense of me. And made me, possible.” – Einar Wegener

Bohemian Rhapsody (2018)

ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของ Freddie Mercury ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องนำวงระดับตำนานอย่าง Queen ที่จะพาผู้ชมตระการตาไปกับฉาก แสง สี และเสียงเพลงร็อคสุดเร้าใจ พร้อมกับเนื้อเรื่องที่เข้มข้นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตส่วนตัวของศิลปิน อย่างเรื่องครอบครัว รสนิยมทางเพศ มิตรภาพ ไปจนถึงด้านการทำงาน อย่างกระบวนการทำเพลง ให้เราได้เห็นตั้งแต่จุดเริ่มต้น จุดสูงสุด จนถึงช่วงจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เขาต้องเผชิญกับการติดเชื้อ HIV

“…Now we’re four misfits who don’t belong together, we’re playing for the other misfits. They’re the outcasts, right at the back of the room. We’re pretty sure they don’t belong either. We belong to them.” – Freddie Mercury

Similar Articles

More