เปรียบเทียบสื่อแฟชั่น 2 ยุคผ่าน The Devil Wears Prada 2

ถ้าปี 2006 ภาพยนตร์อย่าง The Devil Wears Prada คือหนังที่สะท้อนความวุ่นวายและความโหดร้ายของการทำงานในนิตยสารแฟชั่น ปี 2026 ภาคต่ออย่าง The Devil Wears Prada 2 ก็คือภาพยนตร์ที่พูดถึงความน่ากลัวของ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ในอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความจริงได้ลึกและเจ็บแสบกว่าภาคแรกในหลายแง่มุม

20 ปี คือช่วงเวลาที่ยาวนานพอให้อุตสาหกรรมหนึ่งเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างแทบจำไม่ได้ ในปี 2006 สื่อสิ่งพิมพ์อย่าง Runway ในภาพยนตร์ยังคงเป็นผู้กำหนดเทรนด์แฟชั่นระดับโลก แต่ในปี 2026 อำนาจนั้นกลับถูกสั่นคลอนโดย Social Media, Algorithm, Influencer ไปจนถึง Artificial Intelligence (AI)

ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์ภาคต่อจึงไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาของตัวละครที่ผู้ชมคิดถึง แต่ยังทำหน้าที่เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของสื่อแฟชั่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของยุคสมัย ที่โลกของ ‘กองบรรณาธิการ’ กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกของ ‘ข้อมูล’ และ ‘ความเร็ว’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

*Spoiler Alert* บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

อำนาจของ ‘กองบรรณาธิการแฟชั่น’ ในยุคสมัยที่ต่างกัน

#ภาคแรก
ใน The Devil Wears Prada ภาคแรก อำนาจสูงสุดของ Miranda Priestly (รับบทโดย Meryl Streep) ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือเงินเดือน แต่อยู่ที่การเป็น ‘ผู้ตัดสิน’ เธอคือคนที่เคาะว่าอะไรสวย อะไรไม่สวย ใครมีที่ในวงการ ใครไม่มี สิ่งนั้นถูกสะท้อนผ่านฉากคาร์ดิแกน Cerulean สุดไอคอนิก ที่เธออธิบายว่าสีของเสื้อ Sweater ราคาถูกที่ Andy Sachs (รับบทโดย Anne Hathaway) ใส่นั้น ถูกคัดเลือกมาจากต้นน้ำอย่างกองบรรณาธิการนิตยสาร Runway ไม่มีใครในโลกที่หนีพ้นอิทธิพลของนิตยสารแฟชั่นได้เลย แม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

#ภาคสอง
ใน The Devil Wears Prada 2 ภาพนั้นเปลี่ยนไป อำนาจของ Miranda ที่ชี้เป็นชี้ตาย ถูกลดทอนลงด้วยโลกออนไลน์ Nigel Kipling (รับบทโดย Stanley Tucci) อธิบายให้ Andy ฟังตั้งแต่ต้นเรื่องว่า “ไม่มีใครอ่านฉบับพิมพ์อีกแล้ว” นิตยสาร Runway ถูกบังคับให้ผลิตคอนเทนต์ Clickbait และวิดีโอสั้นเพื่อให้แบรนด์โฆษณายังอยากจ่ายเงิน อำนาจในการกำหนดเทรนด์ที่ครั้งหนึ่งรวมศูนย์อยู่ที่บรรณาธิการคนเดียว บัดนี้กระจัดกระจายไปอยู่ในมือ Influencer นับล้านคนที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร

การปรับตัวของคนในอุตสาหกรรมสื่อ

#ภาคแรก
Andy Sachs คือตัวละครที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยได้ชัดเจนที่สุด ในภาคแรก Andy คือ ‘คนนอก’ นักศึกษาจบใหม่ที่ไม่รู้จักแม้แต่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เธอคือสายตาของคนธรรมดาที่ถูกโยนเข้าไปในโลกที่หรูหราและฟู่ฟ่าของอุตสาหกรรมสื่อแฟชั่น เส้นทางของเธอคือเส้นทางของคนที่เลือกจะ ‘เข้าใจ’ ระบบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ตรงไหน ก่อนที่สุดท้ายเธอเลือกออกมา และกลับไปสู่งานข่าวที่เธอรักมากกว่า

#ภาคสอง
Andy เธอกลับกลายเป็นคนที่ถูกระบบทอดทิ้ง เธอไม่ใช่เด็กฝึกงานอีกต่อไป แต่เป็นนักข่าวสายสืบสวนที่มีรางวัลการันตีฝีมือ และถูกไล่ออกทาง SMS ในช่วงเวลาที่กำลังขึ้นรับรางวัลนั้นเอง ฉากเปิดนี้สะท้อนสัจธรรมของสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคสมัยนี้อย่างไม่ปรานี เพราะมันบอกว่าในโลกยุค 2026 ความสามารถไม่ใช่หลักประกันใดๆ อีกต่อไป

แต่ความตลกร้ายของชะตากรรมคือ Andy ก็คือ คนที่เคยหนีออกจากนิตยสาร Runway ด้วยความภาคภูมิใจ ต้องหวนกลับมาอยู่ในหัวหนังสือนี้อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่เพราะมันคือที่เดียวที่ยังมีประตูเปิดรับเธออยู่ในระบบนี้

การรัดเข็มขัดของ ‘สื่อแฟชั่น’

#ภาคแรก
Miranda ถูกวางภาพให้เป็น Snow Queen ที่แทบจะเหนือมนุษย์ เธอไม่ต้องพูดดัง ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องอธิบาย เพราะทุกคนเข้าใจดีว่าการไม่ทำให้เธอพอใจหมายความว่าอะไร บทพูดของเธอในภาคแรกเต็มไปด้วยน้ำหนักของอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องประกาศตัว

#ภาคสอง
Miranda ยังคงเป็นตัวเองสุดๆ แต่โลกรอบข้างเปลี่ยนไปแล้ว เธอถูกผู้ช่วย Amari (รับบทโดย Simone Ashley) เตือนเรื่องคำพูดที่ใช้กับลูกน้อง ถูกสื่อออนไลน์เรียกว่า “เต่าล้านปี” และในฉากที่น่าจดจำที่สุดฉากหนึ่ง เธอต้องนั่งชั้น Economy บินไป Milan Fashion Week หลังจากนายทุนรายใหม่อย่าง Jay Ravitz ตัดงบทุกอย่างที่เห็นว่าฟุ่มเฟือย

ซึ่งจุดนี้เองก็สะท้อนมายัง ‘งบประมาณ’ ของกองบรรณาธิการนิตยสาร Runway ที่ถูกลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนตัวละครอย่าง Nigel เผยกับ Andy ว่า ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ยังรุ่งเรือง แผนกแฟชั่นของ Runway สามารถบินไปถ่ายแฟชั่นเซตไกลถึงแอฟริกาได้ แม้สุดท้ายจะเลือกใช้เพียงแค่สองภาพเท่านั้น แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน แค่การยกกองไปถ่ายในสตูดิโอเป็นเวลา 2 วัน สำหรับแฟชั่นเซตหลายชุด ก็ถือเป็นเรื่องที่ทำเอาทีมงานหืดขึ้นคอแล้ว

‘คนที่อ่านเกมขาด’ ของผู้เล่นในอุตสาหกรรม

#ภาคแรก
Emily Charlton (รับบทโดย Emily Blunt) คือตัวละครที่เดินทางไกลที่สุดระหว่างทั้งสองภาค และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอน่าสนใจที่สุด ในภาคแรก Emily คือ ภาพแทนของคนที่เชื่อในระบบ 100% เธอดูแคลน Andy เพราะ Andy ไม่รู้จักคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ เธออดอาหาร แต่งตัวสมบูรณ์แบบ และมองว่า Paris Fashion Week คือจุดสูงสุดที่ชีวิตจะมอบให้ได้ Emily ในปี 2006 คือคนที่ดื่มด่ำกับ ‘ความหอมหวาน’ ของอุตสาหกรรมอย่างสมัครใจและสุดหัวใจ

#ภาคสอง
Emily ออกจาก Runway ไปแล้ว เธอเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Dior เพราะเธอเข้าใจความจริงที่ว่า Retail คือส่วนเดียวของ Luxury Fashion ที่ยังทำเงินได้อย่างมั่นคงในโลกที่สิ่งพิมพ์กำลังร่วงโรย เธอไม่ได้หนีออกจากแฟชั่น แต่เธออ่านเกมออกว่า ‘สื่อแฟชั่น’ กับ ‘แฟชั่น’ คือคนละสิ่ง

แถมบทสนทนาที่เธอโต้เถียงกับ Andy ว่าแฟชั่นสมัยใหม่ยกราคาสูงขึ้นจนชนชั้นกลางถูกผลักออกไปจากวงการ ไม่ใช่แค่ไดอะล็อกฉลาดๆ แต่คือประเด็นที่ภาพยนตร์กล้าพูดตรงๆ ว่า ความหรูหราที่นิตยสารแฟชั่นเคยทำให้ดูเข้าถึงได้นั้น แท้จริงแล้วกำลังกลายเป็นสิ่งที่ห่างเหินจากคนส่วนใหญ่มากขึ้นทุกที

‘ตัวแปรสำคัญ’ ของสื่อสิ่งพิมพ์ยุคใหม่

#ภาคแรก
The Devil ที่ตัวภาพยนตร์ภาคแรกบอกเราอย่างชัดเจนคือ Miranda แต่ภาพยนตร์ฉลาดพอที่จะเปิดพื้นที่ให้คนดูรู้สึกว่าเธอมีความเป็นมนุษย์ เธอโหดเพราะมีวิสัยทัศน์ เธอไร้เมตตาเพราะเธอเชื่อในความเป็นเลิศ ในท้ายที่สุดเธอยังช่วย Andy ให้ได้งานใหม่หลังจากลาออก

#ภาคสอง
ภาคนี้ปีศาจตัวจริงไม่ใช่ Miranda แต่คือ Jay Ravitz (รับบทโดย B.J. Novak) ทายาท Finance-Bro ที่สืบทอดสำนักพิมพ์ Elias-Clarke โดยไม่มีความรักในแฟชั่น ไม่มีความเข้าใจในวารสารศาสตร์ และคำตอบของเขาต่อทุกปัญหาคือการ “ลดต้นทุน” Jay ไม่ได้โหดเพราะมีวิสัยทัศน์ เขาอันตรายกว่านั้น เพราะเขาโหดโดยไม่รู้สึกอะไรเลย

การเปลี่ยนนางมารจาก Miranda สู่มารร้ายอย่าง Jay คือสิ่งที่ภาพยนตร์พูดได้ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ปัญหาของสื่อแฟชั่นในปี 2026 ไม่ใช่บรรณาธิการที่ Demanding เกินไป แต่คือนายทุนที่มองทุกอย่างเป็นตัวเลข

Similar Articles

More