Seam 02 : PETER PILL เมื่อเสื้อผ้าคืออนุสรณ์แห่งการเติบโต

Words by Afdon Salae

เรามักคุ้นชินกับการจับจ้องสื่อกระแสหลักเพื่อคาดเดาอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือลา Loewe ของ Jonathan Anderson หรือการที่ John Galliano หันมาร่วมงานกับ Zara ทว่ากว่าทะเลทรายจะก่อตัวเป็นเนินกว้างใหญ่ ย่อมต้องเริ่มต้นจากทรายเม็ดเล็กๆ โลกของแฟชั่นก็เช่นกัน การพินิจรายละเอียดในจุดที่เล็กที่สุดคือหนทางในการมองเห็นอนาคต ซึ่งพาเรามาสู่กลุ่มคนที่มักถูกหลงลืมอย่าง ‘นักศึกษาแฟชั่น’

น่าเสียดายที่พลังสร้างสรรค์ของพวกเขามักจบลงแค่ใบเกรดและรันเวย์ธีสิส ทั้งที่หากเพ่งมองชิ้นงานเหล่านี้ให้ดี เราอาจได้เห็นความหวังที่แท้จริงของอุตสาหกรรมซ่อนอยู่

ซีรีส์ Behind the Seams: เบื้องหลังรอยตะเข็บ  จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้วิธีคิด เบื้องหลังงานดีไซน์ได้บอกเล่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญและใฝ่ฝัน ผ่าน 2 ชิ้นงานจากนิสิตแฟชั่น และ 1 ประสบการณ์ร่วม งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโปรโมต แต่หวังเพียงขยับกรอบแว่นของผู้อ่าน ให้มองทะลุเปลือกนอกของเสื้อผ้า ลงลึกถึงแนวคิดที่ถักทออยู่เบื้องใน เพื่อร่วมกันค้นพบแรงขับเคลื่อนระลอกใหม่ของวงการแฟชั่นอย่างแท้จริง

Seam 02 : PETER PILL เมื่อเสื้อผ้าคืออนุสรณ์แห่งการเติบโต

หลายคนมักเก็บเรื่องราวชีวิตใส่การเขียนในไดอารี่

หลายคนมักเล่าประสบการณ์ผ่านการพุดคุย

แต่ถ้าผู้เขียนจะบอกว่าเราสามารถนำเรื่องราว ปม หรือความรู้สึกของตัวเองเล่าผ่านเสื้อผ้า ผู้อ่านคิดว่ามันจะมีอะไรพิเศษต่างกับการนำไปเล่าในศาสตร์อื่นไหม

ในตอนที่แล้ว ผู้อ่านอาจจะเห็นผลงานของนิสิตแฟชั่นที่ใช้เสื้อผ้า เป็นตัวกลางในการบันทึกเหตุการณ์ของสังคม รวมถึงเป็นการรักษาบทสนทนา ให้ความจริงในสังคมไม่เลือนหาย แต่สำหรับ seam 02 ผู้เขียนจะพาไปอีกขั้นของฟังชั่นการใช้เสื้อผ้า อย่าง ‘การรักษา’

“ผลงานธีสิสของเรา มันถูกต่อยอดมาจากพรีธีสิส ในตอนแรกคอนเซปต์ของพรีธีสิสเป็นปีเตอร์แพนซินโดรม หรือความไม่อยากจะโต แต่สำหรับงานธีสิส เราพัฒนามันขึ้นไปอีกระดับ” 

มนต์ตรา ไชยชมภู อดีตนักศึกษาแฟชั่นจากรั้วมณฑศิลป์ ศิลปากร ที่ปัจจุบันก้าวขึ้นสู่บทบาท Fashion Designer Lead ของแบรนด์ CuteBoy ได้เล่าว่าการสำรวจภาวะ Peter Pan Syndrome เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชิ้นงานธีสิส เพราะ มนต์ตราได้ขยับเพดานบินของแนวคิดจากเพียงแค่การเปรียบเทียบระหว่าง Childhood และ Adulthood ไปสู่การค้นหาโมเมนต์สำคัญที่เรียกว่า Turning Point หรือจุดเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย ซึ่งในทางทฤษฎีแฟชั่น สิ่งนี้มักถูกสะท้อนผ่าน Social Uniform หรือเครื่องแบบทางสังคมที่บีบคั้นเราให้เติบโต

โดยมนต์ตราคัดกรองประสบการณ์จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาจุดร่วมของความอึดอัด โดยแบ่ง Turning Point ออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ

  1. Transition of Education: จากมัธยมสู่มหาวิทยาลัย ความอึดอัดที่แฝงมากับใบเกรด และชุดครุยวิทยฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จแต่ขณะเดียวกันก็เป็นหมุดหมายของการสิ้นสุดอิสรภาพแห่งวัยเยาว์ 
  2. Corporate Entrapment: การก้าวเข้าสู่วัยแรงงาน ที่มาพร้อมกับ Sartorial Symbols อย่างสูท เนคไท และกระเป๋าเอกสาร ซึ่งเป็นตัวแทนของกิจวัตรอันซ้ำซาก และภาระหนี้สิน แนวคิดนี้ชวนให้รำลึกถึงปรัชญาการออกแบบของ Thom Browne ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันที่จงใจบิดเบือนสัดส่วนของสูท (Shrunken Suits) เพื่อสะท้อนความขัดแย้งระหว่างความเป็นเด็กผู้ชาย ที่ถูกรัดรึงด้วยยูนิฟอร์มสีเทาของมนุษย์เงินเดือน การใช้สูทเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกดทับ จึงเป็นภาษาสากลที่ทำงานกับผู้ชมได้ทันที
  3. The Reality of Aging: จุดเปลี่ยนที่สะเทือนใจที่สุดคือการเผชิญหน้ากับความเสื่อมถอยของร่างกาย ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง การปรากฏขึ้นของอัตลักษณ์แบบ Clinical Aesthetic เช่น บรรยากาศในโรงพยาบาล อุปกรณ์การแพทย์ และถุงมือยาง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเปราะบางในชีวิต  การหยิบยืม Clinical Aesthetic มาใช้ ชวนคิดถึงงานของ Alexander McQueen ในคอลเลกชัน VOSS (Spring/Summer 2001) ที่จำลองโรงพยาบาลจิตเวชมาไว้บนรันเวย์ เพื่อสะท้อนความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ที่ถูกสังคมกัดกิน

ในการถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านี้ออกมาเป็นคอลเลกชัน มนต์ตราได้ใช้กลวิธีการสื่อสารผ่าน Visual Contrast ที่ชัดเจนระหว่างสองวัย

  • Childhood : นิยามใหม่ของวัยเด็กไม่ใช่แค่ความสดใส แต่คือความ Fit & Firmและความสะอาดสะอ้าน มนต์ตราใช้เนื้อผ้าที่สื่อถึงความตึงของผิวพรรณ และความบริสุทธิ์ของ White Fabric เปรียบเสมือนผ้าขาวที่ไร้รอยตำหนิ และโครงสร้างเสื้อผ้าเน้นความอิสระ ที่ไม่จำกัดการเคลื่อนไหว
  • Maturity & Turning Point : ในทางตรงกันข้าม ความเป็นผู้ใหญ่ถูกตีความผ่านความ ยับยู่ยี่ และการถูกกักขังในกรอบ มนต์ตราใช้เทคนิค Deconstruction (การรื้อถอนโครงสร้าง) เพื่อแสดงถึงความยุ่งเหยิงของชีวิต การใช้เส้นสายที่หักเห และ Silhouette ที่มีความแข็งเกร็ง เพื่อสะท้อนถึงความกดดันจากความรับผิดชอบ
Photo : by Montra

The Polyethylene Metaphor มนุษย์ในฐานะภาชนะบรรจุประสบการณ์

“หัวใจสำคัญที่กำหนด Silhouette ของคอลเลกชันนี้ คือการต่อยอดแนวคิด 

มนุษย์คือภาชนะบรรจุประสบการณ์ ซึ่งถูกตีความออกมาอย่างตรงไปตรงมาผ่านรูปทรงของถุงขยะ”

มนต์ตราอธิบายถึงกระบวนการค้นหารูปทรงว่า ในช่วงแรกของการทำวิทยานิพนธ์ หากดีไซเนอร์พึ่งพาเพียงจินตนาการ รูปทรงที่ได้อาจจะดูล่องลอยและขาดน้ำหนักแห่งความเป็นจริง เธอจึงเลือกทำการทดลองจริง Physical Experiment โดยการนำถุงขยะพลาสติกมาจำลองเป็นสภาวะของมนุษย์ สุนทรียะความบิดเบี้ยวที่จะปรากฏต่อไปนี้ จึงไม่ได้เกิดจากการวาดฝันขึ้นมาลอยๆ แต่ผ่านการทดลองทางกายภาพอย่างเข้มข้น

  • The Newborn State: ถุงพลาสติกที่ว่างเปล่า เปรียบเสมือนเด็กแรกเกิดที่ยังไร้เดียงสา รูปทรงของมันจะมีความเบา หวิว และปราศจากพันธนาการ
  • The Burden of Adulthood: เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้น ประสบการณ์ก็เปรียบเสมือนสิ่งของที่ถูกโยนใส่ลงมาในถุง มนต์ตราทดลองนำอุปกรณ์การเรียนแฟชั่นและสิ่งของต่างๆ ใส่ลงไปในถุงขยะ เพื่อศึกษา ทิศทางการทิ้งตัวของน้ำหนัก การพองขยายตัว และรูปทรงที่บิดเบี้ยวเมื่อถุงต้องแบกรับน้ำหนักจนแทบจะปริแตก

ภาพของถุงขยะที่หนักอึ้งและเสียทรงนี้เอง ที่กลายมาเป็นพิมพ์เขียว ในการวาด Silhouette ของคอลเลกชัน ที่มีความกลม ย้วย และทิ้งตัวอย่างผิดสัดส่วน เพื่อสื่อถึงความอึดอัดของการแบกรับประสบการณ์ชีวิต นี่จึงเป็นเหตุผลที่งานที่จะเห็นต่อไปนี้จะมีลักษณะ Silhouette Development ที่เน้นการสร้าง Volume ที่ผิดรูป และการใช้เทคนิค Surface Manipulation เพื่อสร้างรอยยับ ที่ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการบีบอัดของช่วงวัย โดยการใช้เสื้อผ้าเพื่อสื่อถึงการบรรจุ หรือเป็นเกราะกำบัง ชวนให้คิดถึงผลงานของ Craig Green ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษที่มักใช้เทคนิคการบุนวม  และโครงสร้างที่ดูคล้ายเต็นท์หรือแพยาง เพื่อสร้างความรู้สึกของการมีที่หลบภัย แบบเคลื่อนที่ได้ ผลงานของมนต์ตราก็เช่นกัน แม้จะเต็มไปด้วยรอยยับย่นแห่งความบอบช้ำ แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของ Ready-to-Wear ที่สวมใส่ได้จริง และบรรจุความหมายเชิงสัญลักษณ์ไว้อย่างครบครัน

ส่วนเหตุที่ต้องชื่อ Peter Pill? คำตอบอยู่ที่ฟังก์ชันของเสื้อผ้าที่มนต์ตราต้องการให้เป็น Shelter หรือที่พักพิงใจ ให้ผลงานทำหน้าที่เป็นเสมือนการรักษา ที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการเติบโต โดยมนต์ตราเน้นย้ำว่านี่คือการรักษาแบบเกลือจิ้มเกลือ (เป็นสำนวนไทยที่หมายถึง การแก้เผ็ดให้สาสมกัน หรือ การโต้ตอบด้วยวิธีเดียวกัน โดยไม่ยอมเสียเปรียบกัน นัยยะสำคัญจึงคือการจัดการที่ตรงจุด)

3  Turning Point 3 Look

Tied to Expectation พันธนาการแห่งความคาดหวัง

ในโลกของการออกแบบแฟชั่น การมีคอนเซปต์ที่ลึกซึ้งทรงพลังเป็นเพียงครึ่งทางของความสำเร็จเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งคือความท้าทายอันแสนสาหัสในการแปลความหมายนามธรรม  เหล่านั้น ให้ออกมาเป็นโครงสร้างเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง มนต์ตรา ได้เผยถึงความท้าทายนี้อย่างตรงไปตรงมาผ่าน Look 02 ที่มีชื่อว่า Tied to Expectation ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรอยต่อระหว่างอุดมคติของสถาปัตยกรรมทางความคิด และข้อจำกัดทางกายภาพของการตัดเย็บ

แม้มนต์ตราจะออกตัวอย่างถ่อมตนว่า ในขั้นตอนไฟนอล ผลลัพธ์ของชุดอาจยังไปไม่ถึงขีดสุดของคอนเซปต์ที่ตั้งไว้ แต่นี่คือความเป็นจริงของการสร้างงานศิลปะ 

ในชุดแรกนี้ มนต์ตราตีความการเติบโต ว่ามาพร้อมกับ ความคาดหวังที่สูงขึ้น ซึ่งถูกแสดงออกผ่านเทคนิคการ มัดปม ที่ยิ่งโตขึ้น ปมในชีวิตยิ่งซับซ้อนและรัดแน่นขึ้น วัสดุหลักที่ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของความอึดอัดนี้คือ เนคไท ในเชิงสัญญะวิทยาทางแฟชั่น เนคไทคือตัวแทนของความเป็นชาย อำนาจ และโลกทุนนิยม มนต์ตรานำเนคไทมาตัดต่อและมัดปมซ้อนทับกันเพื่อสร้างเป็นกระโปรง การเลือกใช้เนคไทสีฟ้า เทา และดำ ไม่ได้มาจากการหยิบฉวยแบบสุ่ม แต่เกิดจากการออกตามล่าหาเฉดสีที่ถูกต้องและคุมโทน เพื่อไม่ให้งานดูเป็นขยะรีไซเคิลที่ไร้ทิศทาง ไปจนถึงการวางทิศทางของลวดลายทางอย่างจงใจ เพื่อสร้างเส้นสายนำสายตาที่ดูสับสนแต่วางแผนมาอย่างดี

การรื้อโครงสร้างเนคไท ชวนให้รำลึกถึงผลงานอาร์ไคฟ์ของ Jean Paul Gaultier หรือ Maison Margiela ที่มักนำเสื้อผ้ามาประกอบสร้างใหม่ การที่มนต์ตรานำสิ่งที่ใช้รัดคออย่างเนคไท มาทรานส์ฟอร์มเป็นกระโปรงเพื่อเพิ่มความเป็น Ready-to-Wear ถือเป็นการลดทอนความดุดันของคอนเซปต์ ให้กลายเป็นสุนทรียะที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายของความอึดอัดไว้ครบถ้วน

Photo : by Techawara

Clinical Tailoring เมื่อสุนทรียะของโรงพยาบาลปะทะโครงสร้างสูท

หาก Look 01 คือการวิพากษ์โลกทุนนิยมผ่านเนคไท Look 02 คือการเผชิญหน้ากับสัจธรรมทางชีววิทยา นั่นคือ ความเจ็บป่วยและความร่วงโรย มนต์ตรานำเสนอ Turning Point ที่สองของชีวิต ผ่านการดึงเอาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโรงพยาบาล มาชำแหละและประกอบสร้างใหม่ลงบนโครงสร้างเสื้อผ้า โดยลดทอนการอุปมาอุปไมยที่ฟุ่มเฟือยลง และมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาทางเทคนิคและการใช้ฟังก์ชันเพื่อสื่อสารแนวคิดอย่างตรงไปตรงมา

โครงสร้างหลักของ Look 02 เป็นการผสมผสาน ระหว่างปกเสื้อกาวน์แพทย์ และโครงสร้างเสื้อสูท ที่ทับซ้อนอยู่บนภาพจำของรูปทรง ถุงขยะที่พองขยาย ใน Look 03 นี้ มนต์ตราต้องเผชิญกับปัญหาทางฟิสิกส์ที่เป็นสัจธรรมของการทำเสื้อผ้า นั่นคือน้ำหนัก ถุงมือยางที่ถูกถักรวมกันมีน้ำหนักมหาศาล การยึดเกาะโครงสร้างเหล่านี้ลงบนตัวเสื้อไม่สามารถใช้การเย็บด้วยจักรทั่วไปได้ มนต์ตราจึงต้องใช้วิธี การสอยมือ ยึดถุงมือยางทุกจุดเข้ากับตัวชุด เพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วงไม่ให้โครงสร้างหลุดร่วง

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นชั้นสูง สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้ามีมูลค่ามหาศาลมักไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นจากภายนอก แต่คือ Invisible Labor หรือแรงงานฝีมือที่ซ่อนอยู่ด้านในเพื่อค้ำยันโครงสร้าง การใช้วัสดุอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักมากมาสร้างเป็นพื้นผิวใหม่ ชวนให้เทียบเคียงกับงานของ Kei Ninomiya จากแบรนด์ Noir Kei Ninomiya ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่มักใช้วัสดุอย่างหมุดโลหะ ห่วงพลาสติก หรือสายรัด มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยมือเปล่าจนเกิดเป็นโครงสร้างสามมิติที่ซับซ้อน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสอยมือทั้งตัวของมนต์ตรา คือบทพิสูจน์ของการเปลี่ยนผ่านงานคอนเซปชวลให้เป็นงานคราฟต์ที่จับต้องได้จริง

ภายใต้ความหนักอึ้งของเสื้อคลุมปกกาวน์และเท็กซ์เจอร์ถุงมือยาง มนต์ตราเลือกซ่อน บอดี้สูทรัดรูป ไว้ด้านในสุด ในเชิงคอนเซปต์ บอดี้สูทตัวนี้คือตัวแทนของ ความเยาว์วัยที่มนต์ตรานิยามใหม่ว่าไม่ใช่ความสดใสฉูดฉาดเหมือนในพรีธีสิส แต่คือผ้าขาวที่สะอาด เรียบเนียน และตึงกระชับ การใช้บอดี้สูทในฐานะผิวหนังชั้นที่สอง เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างร่างกายที่แท้จริงและเกราะหุ้มภายนอก ดีไซเนอร์อย่าง Thierry Mugler หรือในยุคปัจจุบันอย่าง Marine Serre มักใช้บอดี้สูทเพื่อเน้นย้ำสรีระดั้งเดิม ในกรณีของงานชิ้นนี้ บอดี้สูทรัดรูปสีดำทำหน้าที่เป็น Base Layer ที่แสดงถึงตัวตนดั้งเดิมที่บอบบาง ซึ่งถูกกดทับและห่อหุ้มด้วยภาระหน้าที่ (สูท) และความเจ็บป่วย (ชุดผู้ป่วย/ถุงมือยาง) ด้านนอกอย่างสิ้นเชิง

Hidden Neverland กายวิภาคแห่งความร่วงโรย 

ลุคนี้เรียกได้ว่าเป็นบทสรุปของคอลเลกชัน ที่ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ความชราและสภาวะเสื่อมถอยของร่างกาย มนต์ตราเลือกใช้วิธีการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างเท็กซ์เจอร์ และการบิดเบือนโครงสร้าง เพื่อจำลองกายวิภาคของความร่วงโรย 

แทนที่จะใช้การอุปมาอุปไมย มนต์ตราเลือกที่จะนำเสนอ ความแก่ชราอย่างตรงไปตรงมาผ่านเทคนิค งานถัก ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด มนต์ตราสั่งทำผ้าถักความยาว 2 เมตรจำนวน 4 ผืน โดยใช้เทคนิคการแทรกเส้นด้ายหลากสีสลับกัน เพื่อจำลอง รอยกระและจุดด่างดำ บนผิวหนังคนแก่ ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยการย้อมสีแบบปกติ

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดสภาวะหย่อนคล้อย อย่างสมจริง มนต์ตราใช้เทคนิคการจับรูดและสอยด้วยมือ พร้อมกับ การยัดนุ่นบริเวณช่วงล่างของชุด ในขณะที่ปล่อยช่วงบนให้เรียบตึง เทคนิคนี้สร้างน้ำหนักถ่วง ที่ดึงชุดให้ดูย้วยและไร้เรี่ยวแรง ราวกับสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น

อีกหนึ่งเทคนิคที่เด่นชัดที่เห็นได้คือการเย็บกะเปาะ เป็นเทคนิคที่มนต์ตราได้กล่าวไว้ว่าย่งยากและใช้ความละเอียดสูง โดยนอกจากมันจะมอบภาพที่ดูชวนอึดอัดและสะอิดสะเอียน มันยังได้แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการเย็บที่ต้องใช้เวลาของดีไซน์เนอร์อีกด้วย

Photo : by Montra

The Aesthetics of Discomfort

ในแวดวงแฟชั่นกระแสหลัก เสื้อผ้ามักถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความงามและสร้างความมั่นใจ แต่ในโลกของ Conceptual Fashion ดีไซเนอร์สามารถตั้งคำถามที่ท้าทายกว่านั้น มนต์ตราเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เป้าหมายสูงสุดของคอลเลกชันนี้คือการทำให้ผู้ชมรู้สึก อึดอัด สับสน และงงงวย ซึ่งเมื่อผู้สัมภาษณ์สารภาพว่ารู้สึกลึกไปถึงขั้นสะอิดสะเอียน (โดยเฉพาะในลุคสุดท้ายที่จำลองความเหี่ยวย่นของผิวหนัง) มนต์ตรากลับมองว่านั่นคือความสำเร็จสูงสุดในการสื่อสาร

การจงใจสร้างความรู้สึกเชิงลบผ่านเครื่องแต่งกาย จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ Anti-Fashion หรือ Ugly Aesthetic ซึ่งเป็นการขบถต่อมาตรฐานความงามดั้งเดิม อย่างไรก็ตามการเลือกใช้เทคนิคนี้มักมีข้อจำกัดของรันเวย์คือเวลา ผู้ชมมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการซึมซับแต่ละลุค ทำให้หลายคนตีความได้เพียงผิวเผิน (เช่น มองเห็นแค่ชุดที่ทำจากเนคไท) โดยไม่เข้าใจถึงนัยยะของการวิพากษ์สังคมทุนนิยมที่ซ่อนอยู่ นี่คือช่องโหว่ของการสื่อสารทางแฟชั่น ที่ดีไซเนอร์แนวนามธรรมมักต้องเผชิญ เมื่อบริบทการเล่าเรื่องขาดหายไป เสื้อผ้าจึงต้องแบกรับภาระในการเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง

From Avant-Garde to Commercial ศิลปะของการต่อรองในโลกธุรกิจ

คำถามสำคัญสำหรับนักศึกษาแฟชั่นที่ทำธีสิสแนวนามธรรม คือเมื่อจบออกมาสู่โลกการทำงานจริง พวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยยอดขายได้ยังไง?

ปัจจุบันในบทบาท Fashion Designer Lead และผู้ดูแลพาร์ท Vision ของแบรนด์ มนต์ตราเล่าว่า ความคิดเชิงนามธรรม ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งไว้ในห้องเรียน แต่ต้องถูกนำมา ย่อยและผสมผสาน ให้เข้ากับ Commercial Design 

มนต์ตราใช้วิธีการแทรกซึมคอนเซปต์ลงไปในองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากตัวเสื้อผ้า เช่น การกำกับทิศทางภาพลักษณ์ การจัดสไตล์ลิ่ง ท่าโพสของนางแบบในแคมเปญ หรือแม้แต่การหาจุดร่วมทางอัตลักษณ์เมื่อต้องทำ Collaboration กับแบรนด์อื่น การเป็นดีไซเนอร์ในโลกทุนนิยมจึงไม่ใช่การดันทุรังทำชุดที่สวมใส่ไม่ได้ แต่คือทักษะในการหยอด สัญญะทางศิลปะลงไปในสินค้าที่ขายได้จริง โดยไม่ทิ้ง DNA ของตนเอง

วิทยานิพนธ์แฟชั่นมักถูกมองว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของชีวิตนักศึกษา แต่มนต์ตรากลับให้มุมมองที่สะท้อนความเป็นจริงอย่างยิ่งยวดว่า ธีสิสคือการทำงานภายใต้ ข้อจำกัด ทั้งเรื่องทุนทรัพย์ ทักษะ และเวลา

ในโรงเรียนแฟชั่น การเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มนต์ตรายอมรับว่ามีความรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นผลงานของเพื่อนที่ได้รับเสียงชื่นชมมหาศาล แต่สัจธรรมที่เธอค้นพบคือ ต้นทุนและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน การประเมินคุณค่าของงานจึงไม่ควรผูกติดกับคำวิจารณ์ของอาจารย์หรือเกรดบนหน้ากระดาษ

“ธีสิสอาจไม่ใช่งานที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มันคือสนามเด็กเล่นครั้งสุดท้าย ที่ดีไซเนอร์จะได้ทดลองความบ้าคลั่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต หรือกลุ่มเป้าหมาย เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง อัตตาจะต้องถูกลดทอนลงผ่านกฎเกณการตลาด” 

Photo : by Techawara

โอบกอดความเจ็บปวดของการเติบโต

ท้ายที่สุด เมื่อมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของคอนเซปต์ Peter Pan Syndrome มนต์ตรายอมรับด้วยรอยยิ้มว่า ตัวเธอเองก็ยังคงเป็นเด็กที่ไม่อยากโตอยู่เช่นเดิม แต่กระบวนการทำวิจัยและการดำดิ่งลงไปสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ทำให้เธอค้นพบความสบายใจ ว่าเธอไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะหวาดกลัวการเติบโตนี้เพียงลำพัง

ในช่วงเวลาที่ถูกความคาดหวังของสังคมและการทำธีสิสบีบคั้น มนต์ตราได้สร้างหลุมหลบภัยของตัวเองผ่านการวาดภาพ ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ไม่ว่าเราจะถูกระบบทางสังคมบังคับให้เติบโตแค่ไหน มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีพื้นที่ระบายออกทางความคิดสร้างสรรค์ที่ปราศจากกรอบบังคับ

“ความเครียดและความอึดอัด คือสัญลักษณ์ว่าเรากำลังจะโตขึ้น” 

คอลเลกชัน PETER PILL จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยา ของตัวผู้สร้างเอง แต่มันได้ขยายขอบเขตไปสู่การทำหน้าที่เป็น สัญญะสะท้อนภาพสังคม อย่างทรงพลัง

ในยุคที่โครงสร้างทางสังคมและโลกโซเชียลมีเดีย ขับเคลื่อนด้วยภาพจำลองของความสำเร็จ บีบบังคับให้คนรุ่นใหม่ต้องรีบเติบโตอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้รอยตำหนิ และต้องซ่อนความเปราะบางไว้ภายใต้เสื้อผ้าที่ส่งเสริมความมั่นใจ คอลเลกชัน PETER PILL ได้ทำหน้าที่เปลื้องภาพลวงตาเหล่านั้นทิ้งอย่างราบคาบ

ประโยชน์ที่แท้จริงของงานออกแบบเชิงแนวคิด ไม่ใช่การเสนอทางออกเพื่อหลีกหนีปัญหา แต่คือการเลือกที่จะขยายภาพ ความอึดอัดเหล่านั้นให้ใหญ่ขึ้น และนำมันมาสวมใส่ เพื่อให้ผู้สวมใส่และพบเห็นได้เผชิญหน้ากับมัน 

การนำเสื้อผ้าที่มี Silhouette ยับยู่ยี่เหมือนถุงพลาสติกที่ถูกขยำ หรือการนำ Element ที่น่าอึดอัดอย่างเนกไทและอุปกรณ์การแพทย์มาสวมใส่ คือการสร้างสภาวะ Catharsis (กระบวนการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้น ตึงเครียด หรือรุนแรง ออกมา เพื่อทำให้รู้สึกโล่งใจ เบาสบายใจ และส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้น โดยกระบวนการนี้มักเกิดผ่านงานศิลปะ การแสดง หรือการพูดคุยบำบัด) โดยเมื่อเราสวมใส่ หรือมองดูความอึดอัดจนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เราจะเริ่มเกิดความคุ้นชิน และในที่สุดความอึดอัดนั้นจะทำหน้าที่เป็นที่พักพิง ที่ปกป้องเราจากความตระหนกต่อการเติบโต เรียกสิ่งนี้ว่าคือการรักษาแบบเกลือจิ้มเกลือนั้นเอง 

ดังนั้นเสื้อผ้าแม้มันจะเป็นธุรกิจ

แต่ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเห็นมันในแง่งานศิลปะที่สามารถเยียวยาความรู้สึกคนได้เช่นกัน

Similar Articles

More