Photographer: Manosit Boonnon
Location: TRIBE Sky Beach Club
ในยุคที่ดนตรีไร้ขีดจำกัดและแฟชั่นคืออีกหนึ่งภาษา WIM (วิม) หรือ กานต์-กษิดิ์เดช หงส์ลดารมภ์ กำลังสร้างตัวตนที่โดดเด่นในฐานะศิลปินเดี่ยว ด้วยบทเพลงที่ Easy Listening และสไตล์ที่ไร้กรอบ ELLE MEN Music ได้พูดคุยกับ WIM เพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์ทั้งในโลกของเสียงและสไตล์ ที่หลอมรวมกันเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะนิยามของเขา

ตัวตนผ่านดนตรีและสไตล์
ภาพจำในสายตาคนดู: ศิลปินที่ ‘สบายๆ’ และ ‘เข้าถึงง่าย’
เมื่อถูกถามถึงภาพจำของ WIM ในสายตาผู้คน ทั้งในด้านดนตรีและแฟชั่น WIM เผยว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะโดยส่วนตัวเขาเป็นคนที่ไม่ชอบคิดอะไรซับซ้อน หรือมีทิศทางที่ตายตัว “ผมเป็นคน Variety พอสมควรเลยครับ ถ้าพูดให้ดูดีหน่อยก็ Versatile” เขาอธิบาย พร้อมเสริมว่าหากคนอื่นมอง เขาน่าจะเป็น “มนุษย์แบบ easy going” ที่ดนตรีฟังสบายๆ ไม่ต้องพยายามยัดเยียดอะไรมาก
“เราค่อนข้างนำเสนอความเป็นมนุษย์ครับ” WIM กล่าวและเชื่อมโยงกับแฟชั่นว่า “บางทีอะไรที่เมนสตรีมจัดๆ มันต้องสวยงามมากๆ มันต้องเป๊ะ แต่บางทีความเป็นมนุษย์ง่ายๆ มันก็ดู Cinematic ได้” สำหรับเขาแล้ว ทั้งดนตรีและแฟชั่นคือการนำเสนอ “ความไม่ตึง” ที่เป็นธรรมชาติและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
แฟชั่นคือการเล่าเรื่องอีกภาษาหนึ่ง
ความใส่ใจในแฟชั่นบนเวที: สบายแต่มีดีเทล
WIM เผยว่าความใส่ใจในแฟชั่นบนเวทีของเขานั้นเปลี่ยนไปจากสมัยวง HYBS ที่มักจะใส่ชุดแน่นๆ เพราะต้องทัวร์ในเมืองหนาว “พอมาเป็น WIM เราค่อนข้าง Essential มากอยู่แล้ว เราจะชอบใส่ที่มันสบายๆ แต่ก็ไม่ได้แบบ Plain ขาวดำ” เขาชอบเสื้อผ้าที่ Comfortable แต่มีรายละเอียด อย่างเสื้อฮาวายที่มีดีเทลแปลกตา มักจะจับคู่กับกางเกงสีเรียบๆ เช่น ดำหรือน้ำตาล และรองเท้าที่เรียบง่าย

WIM Essentials: แว่นตา สร้อย และถุงเท้าสีสัน
สำหรับ WIM Essentials 3 ไอเทมที่ขาดไม่ได้บนเวทีคือ แว่นตา “ต้องคอยปกปิดสายตาปีศาจของเรา” (เขาติดตลก) ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบใส่มาตลอด เพราะบางครั้งไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหนเวลาอยู่บนเวที อีกสองไอเทมที่เพิ่งมาติดใจคือ สร้อย ที่ช่วยเปลี่ยนโทนและเพิ่มมิติให้กับลุคได้ และ ถุงเท้าสีสัน ที่แฟนซื้อให้จนกลายเป็นกิมมิกที่น่ารัก “ใครจะมาแบบ เฮ้ย ใส่เสื้อดำขรึมอยู่อย่างงี้ แต่ยกขาขึ้นมาสีแบบเขียวอ่ะ มันก็เฟี้ยวดีนะ”
ในชีวิตประจำวัน WIM ก็ยังคงติดแว่น และชอบใส่ กางเกงช้าง ที่เขายกให้เป็น “สุดยอดนวัตกรรม” เพราะใส่สบายและเป็น Soft Power ที่ขาดไม่ได้ ส่วนไอเทมชิ้นที่สามที่ติดตัวเสมอคือ นาฬิกา Rolex Daytona สาย Rubber ที่เขาชอบเป็นพิเศษเพราะดูวัยรุ่นและเข้ากับทุกลุค

WIM กับ PAINKILLER: การหลอมรวมสไตล์ที่ ‘เฟี้ยว’ เกินคำบรรยาย
เมื่อพูดถึงแบรนด์แฟชั่นที่โดนใจ WIM เผยว่ามีหลายแบรนด์ที่รู้สึกว่าสไตล์ใกล้เคียงกับดนตรีของเขา แต่ที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจเป็นพิเศษคือ PAINKILLER ของ อร-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PAINKILLER Atelier และอาร์ตไดเรกเตอร์ของแบรนด์ Good Goods
“ถ้าให้เลือกแบรนด์ที่รู้สึกว่าใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็น PAINKILLER ครับ” WIM กล่าวพร้อมแววตาชื่นชม “คือพี่อรแกจะ ‘เฟี้ยว’ มาก แกไม่ได้มีแค่ชุดผู้ชายที่เป็นครอปๆ หรือ Feminine แกก็มีประมาณหนึ่ง แต่ดีเทลเสื้อผ้าแกมันแบบ…ไม่รู้จะใช้คำไหนนอกจากคำว่า ‘เฟี้ยว’ จริงๆ”
เขายกตัวอย่างความชื่นชอบในดีไซน์ของ PAINKILLER ที่นำคัตติ้งของยีนส์หรือสูทมาใช้กับ เสื้อฮาวาย ซึ่งเป็นไอเทมโปรดของเขาเอง การผสมผสานที่ลงตัวนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความ Experimental และการนำสิ่งที่ดีจากหลากหลายที่มารวมกันได้อย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ไร้ขีดจำกัด

แบรนด์โปรด: Painkiller และ Urban Dude
อีกแบรนด์ที่เขาชื่นชอบคือ Urban Dude ห้องสูทในทองหล่อ “ผมเป็นคนชอบใส่สูทอยู่แล้ว แต่มันใส่บ่อยไม่ได้ไง เพราะว่าไทยมันร้อน” WIM อธิบายว่าเขาชอบสูทสไตล์อิตาเลียนที่ดูมาเฟียหน่อย และ Urban Dude สามารถ Tailor สูทที่ Customize มาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ทำให้รู้สึกสบายและมั่นใจบนเวที “สูทตรงนี้มันทำมาเพื่อเรา เหมือนๆ มันเป็นที่สั่งตัด” เขาเคยได้รับแรงบันดาลใจจาก The Beatles และ The 1975 ที่ใส่สูททั้งวง แต่ยอมรับว่าในเมืองไทยค่อนข้างเป็นเรื่องยากเพราะอากาศร้อน
HONEYMOOD Live: ประสบการณ์ครบวงจร ทั้งภาพ เสียง และสไตล์
สำหรับคอนเสิร์ต HONEYMOOD Live in Bangkok ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ WIM แย้มว่าแฟนๆ จะได้เห็นเขาในลุคสุดเซอร์ไพรส์ที่ร่วมงานกับ Urban Dude ซึ่งจะเน้นไปที่ สูท เป็นหลัก แต่ไม่ใช่สูทธรรมดาๆ เพราะมันมีลูกเล่นพิเศษที่สามารถถอดออกได้ เพื่อเผยให้เห็น เสื้อฮาวาย ตัวโปรดของเขาที่ซ่อนอยู่ด้านใน
WIM เล่าถึงไอเดียเบื้องหลังชุดนี้ว่า “ผมไม่อยากเปลี่ยนชุดบ่อย เพราะกลัวว่าจะทำให้โชว์สะดุด แต่เพลงของเราต้องเล่นไปแบบยาวๆ ลื่นไหลไม่มีสะดุด” นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกชุดที่มีกิมมิกถอดได้ เพราะมันไม่เพียงแต่สะท้อน สไตล์ ที่เป็นตัวตนของ WIM ได้อย่างชัดเจน แต่ยังช่วยให้เขาเคลื่อนไหวบนเวทีได้อย่าง คล่องตัว ทำให้แฟนๆ ได้เต็มอิ่มกับ ประสบการณ์ครบวงจร ทั้งภาพ เสียง และสไตล์แบบไม่มีอะไรมากั้น

Moodboard: ย้อนยุค ‘80s กับความร่วมมือสุดหวานเจี๊ยบ
WIM เผยว่ามู้ดบอร์ดสำหรับแฟชั่นในโชว์ครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค ‘80s และวงอย่าง Spandau Ballet และ Motown ที่มีสไตล์การใส่สูทพร้อมปกเสื้อเชิ้ตที่ออกมาข้างนอก และแว่นตาที่ดูแฟชั่น “อยากเป็นแบบนั้น อยากทำแบบนั้น ดูเป็นเรา” นอกจากนี้ การร่วมงานกับ Urban Dude ยังเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะแบรนด์นี้เคยทำเสื้อผ้าให้กับ Polycat ซึ่งมีสไตล์ที่ตรงกับยุค ‘80s ที่เขาต้องการสื่อสารออกมาพอดี “หวานเจี๊ยบ” WIM กล่าวถึงความลงตัวในการคอลแลบครั้งนี้

WIM: ศิลปินที่เล่าเรื่องด้วย ‘หู’
WIM มองว่าตัวตนของเขาในฐานะศิลปินนั้นค่อนข้างสื่อสารด้วย “หู” มากกว่า “ตา” เพราะจุดเริ่มต้นในการทำเพลงของเขาคือการสร้างสรรค์เสียงที่เขาต้องการให้เป็น Nice White Noise เขาต้องการให้เพลงของเขาเป็น BGM ในชีวิตประจำวันของผู้คน เหมือนการเปิด Lo-Fi ขณะทำงานหรืออ่านหนังสือ “เราอยากให้เพลงของเราได้ไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคน” WIM กล่าว โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าหรือรู้ว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ขอแค่ได้ฟังแล้วอยู่กับบรรยากาศนั้นๆ ก็พอ
แต่ถึงกระนั้น WIM ก็ยอมรับว่าในปัจจุบัน การสื่อสารด้วย “ตา” ก็สำคัญเช่นกัน “ไม่ว่าจะด้วยตาหรือด้วยหู มันก็คืออาร์ตทั้งนั้น” เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และการใส่เสื้อผ้าสวยๆ ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในฐานะศิลปินได้เป็นอย่างดี
แฟชั่น WIM วันนี้ vs. ยุค HYBS: จากการจัดเต็มสู่ความสบาย
แฟชั่นของ WIM ในวันนี้แตกต่างจากยุค HYBS ที่เน้นการแต่งตัวแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะเมื่อไปเล่นคอนเสิร์ตในเมืองหนาว “เมื่อก่อนมันแน่นได้ เพราะมันหนาวพี่” แต่เมื่อมาเป็น WIM ในเมืองไทย เขาเลือกความสบายเป็นหลัก “ร้อนก็ร้อน ขอสบายๆ แล้วกัน” เขาหัวเราะพร้อมกล่าวว่าสิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือ แว่นตา และ หมวก ที่เป็นไอเทมประจำตัวตั้งแต่สมัยก่อน

HONEYMOOD Live in Bangkok ถือเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของ WIM ที่เขาตั้งใจทุ่มเททั้งโชว์และทุกรายละเอียด เพื่อให้แฟนๆ ได้สัมผัสถึงตัวตนที่แท้จริงและสิ่งที่เขาอยากนำเสนอ “เรากับทีมทุกคนก็สนุกกับการทำสิ่งนี้ เราก็หวังว่าทุกคนก็จะสนุกกับคอนเสิร์ตนี้เช่นกันนะครับ”


