‘ขุนพล BUS’ และ ‘ไทย BUS’ กับเรื่องราวการเป็นศิลปินที่กำลังจะอัปดีกรีความสนุกมากยิ่งขึ้น

Words: Panicha Imsomboon

สำหรับ ‘ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร’ และ ‘ไทย-ชญานนท์ ภาคฐิน’ ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ทั้งสองคนเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ขุนพล BUS’ และ ‘ไทย BUS’ ซึ่งในปีแรกของการเป็นศิลปิน ความสนุกของพวกเขาอาจหมายถึงความตื่นเต้นจากการได้ทำอะไรใหม่ๆ แต่เมื่อถึงปีที่สอง หน้าตาความสนุกของทั้งสองคนจะเปลี่ยนไปหรือไม่

แอลเมนชวน ‘พี่ปี 2’ ทั้งสองคนมาคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนที่พวกเขาจะจบปี 2 และเลื่อนชั้นเป็น ‘พี่ปี 3’ อย่างเต็มตัว

ตั้งแต่เดบิวต์เป็น BUS จนถึงตอนนี้ นิยามความสนุกในการเป็น BUS เหมือนหรือต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง

ขุนพล: ผมว่าเปลี่ยนไปนะ ไม่ใช่แค่ความสนุก เพราะทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตามเวลา สำหรับ BUS ก็คงโตขึ้น ตอนแรกที่เป็นเทรนนีก็สนุกแบบหนึ่ง เป็นความสนุกตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรครั้งแรก ได้เรียนร้อง เรียนเต้น พอเป็น BUS ช่วงปีแรกก็คือเดบิวต์ มี MV เพลงแรก พอเข้ามาปีที่สอง มันเป็นความสนุกจากการที่เราได้ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น มี input กับผลงานเพิ่มขึ้น โตขึ้นด้วย ผมมองว่าความสนุกของการโตขึ้นคือการได้ทำอะไรมากขึ้น

ไทย: ของผมไม่ได้มีนิยามอะไร แค่เรามีความสุขในทุกวันก็เหมือนเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ได้วางไว้ พอเราอยู่ด้วยกัน 12 คน เวลาทำกิจกรรมอะไรมันจะมีเคมี มีโมเม้นต์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกสนุก อยากที่จะใช้เวลาด้วยกันในทุกๆ วัน สนุกของผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีแต่รอยยิ้มหรือเล่นตลอดเวลา แต่เราสนุกในการใช้ชีวิต ในการผ่านเรื่องราวไปด้วยกัน เราอาจจะทะเลาะกันก็ได้ แต่ก็ยังสนุกในการที่จะต้องผ่านไปให้ได้

ถ้าให้มองตัวเอง คิดว่ามีอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ขุนพล: ตอนที่เรายังเป็นเทรนนี เราก็มีความคิด มีความฝันแบบหนึ่ง พอเดบิวต์แล้วและก้าวเข้าปีที่สอง ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะมาก บางอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด แต่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไม่ดีนะ มันทำให้เราเรียนรู้มากกว่าว่ามีอะไรอีกเยอะมากที่เรายังไม่รู้ อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้ก็คือการเปิดใจ พอเปิดใจ เราก็ได้เห็นอะไรใหม่ๆ อย่างแต่ก่อนผมเป็นคนที่ฟังเพลงสากลมากกว่าเพลงไทย จนกระทั่งเดบิวต์มาเป็นศิลปิน T-pop ความเป็นไทยกลายเป็นสิ่งที่ต้องเปิดรับ ทำให้พบว่ามีศิลปินอีกมากที่ผมยังไม่เคยฟัง หรือมีแนวเพลงที่ผมไม่เคยลองร้อง พอได้ลองก็รู้สึกว่าเป็นอะไรใหม่ๆ ที่ตัวเองชอบ 

ไทย: ผมเพิ่งดู documentary ของ Cortis ที่เป็นเรื่องเดบิวต์ แล้วก็เลยย้อนไปดูของตัวเองตอนเราเดบิวต์ ไม่พูดถึงสกิลละกันเพราะผมว่าเรื่องนี้แล้วแต่คนมองว่าเราเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองตัวเอง ทัศนคติในการพูดหรือความเฟรชบางอย่างมันเปลี่ยนไป แน่นอนว่าพอเราเดบิวต์มา 2 ปี เราอาจจะไม่ได้เฟรชเท่าตอนที่เป็น BUS ใหม่ๆ หรือว่าตอนที่เราเดบิวต์เป็น BUS ก็ไม่ได้เฟรชเท่าตอนที่เพิ่งเข้ารายการมาเป็น 789SURVIVAL ผมชอบกลับไปดู 789SURVIVAL เพราะชอบตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน แต่ไม่ได้บอกว่าไม่เฟรชแล้วจะไม่ดีนะ เพราะตอนนี้ผมก็ยังเฟรชอยู่ในระดับหนึ่ง แค่มันไม่ได้เท่าวันแรก ผมชอบตัวเองเวลาเฟรชๆ และคิดว่าแฟนๆ ก็น่าจะชอบ เลยชอบย้อนกลับไปดูตัวเองเมื่อก่อน

หนึ่งในงานของ BUS ช่วงนี้ที่ได้ใส่ความเป็นตัวเองมากที่สุดก็คือ BUS Cover Project อยากให้ทั้งสองคนเล่าถึงการทำงานโปรเจ็กต์นี้ว่าสะท้อนความเป็นตัวเองออกมาอย่างไรบ้าง

ไทย: ของผมยังไม่บอกดีกว่าว่าปล่อยตอนไหน แต่ถ้าเล่าถึงการทำงาน ตอนที่เขาให้เลือกเพลง ผมอยากทำเพลงที่ฟังได้เรื่อยๆ ให้คนเปิดฟังได้ตลอดเวลา ประเด็นหลักคืออยากให้เปิดฟังตอนอาบน้ำได้เลย หรือฟังตอนไหนก็ได้ ชิลๆ ตัว cover video ก็เลยอยากให้เข้าถึงง่าย ให้ฟีลแบบไม่ต้องเป๊ะมาก อาจจะเน้น long take มากขึ้น ไม่ได้คัตเยอะ ถ้าผมพูดมากกว่านี้ เดี๋ยวจะรู้แล้วว่าเป็นเพลงไหน ซึ่งจริงๆ ผมคิดไว้หลายเพลงมาก มีทั้งเพลงที่เราชอบ เพลงที่เพื่อนชอบ เวลาเขาถามเรื่องเลือกเพลง ผมจะเป็นคนหลังๆ ที่เลือกตลอด เพราะคิดเยอะว่าจะเอาเพลงอะไรดีที่เหมาะกับเราที่สุด

ขุนพล: ของผมเลือกเพลง I Think They Call This Love ที่เป็นเพลงสากลมา เพราะอยากทดลองกับเพลงที่เราชอบและถนัดก่อน เลยเลือกเพลงของศิลปินยุคนี้ที่ทำหมือนเพลงเก่า ผมชอบและรู้สึกว่ามีความเป็นตัวเองเพราะผมเป็นคนที่ชอบของวินเทจมากๆ โตมากับอะไรที่เป็นแอนะล็อก เทปเเคสเซตผมก็ทันนะ พ่อมีที่บ้าน ส่วนเรื่องการทำงานในโปรเจ็กต์นี้ ผมสนุกกับสิ่งนี้มาก เพราะได้ทำอะไรที่เป็นตัวเองมากๆ ได้ใส่ input ลงไปในงาน พอเสนอพี่เขาไป เขาเอาไปคิดต่อแล้วกลับมาเล่าให้เราฟัง ก็รู้สึกว่าใช่เลย ตัว cover video ก็ถ่ายในย่านเมืองเก่า ซึ่งผมเรียนสวนกุหลาบมาก่อน แถวนั้นมีความย่านเก่าเหมือนกัน พอได้ถ่ายโซนนั้นเลยรู้สึกเหมือนบ้าน เพราะอยู่ในที่ที่เราคุ้นชิน เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนมัธยมที่เราไปเดินเมก้า พลาซ่า สะพานเหล็ก ซื้อฟิล์มมาใส่กล้อง สิ่งที่เราบอกพี่เขาไป มันออกมาตรงตามที่อยากได้ทุกอย่างเลย จริงๆ มีอีกเยอะที่ผมอยากเล่า แต่เดี๋ยวที่ไม่พอเขียน

แล้วรู้สึกอย่างไรที่เขาพูดกันว่า แผ่นเสียงขุนพลเอาไปใส่กับอะไรก็โรแมนติก

ขุนพล: ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากๆ ที่เอาไปเล่นกัน เพราะตอนแรกผมก็กังวลว่าเพลงผมจะเอาไปเล่นชาเลนจ์แบบไหน สารภาพเลยว่าตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำ พอมีแฟนคลับคิดคอนเทนต์ขึ้นมาก็กลายเป็นไวรัล คนก็เอาไปตัดใส่กับพี่คิม PROXIE เต้นแรงๆ เอาไปใส่กับคลิปพี่ๆ เพื่อนๆ ศิลปินและนักแสดงคนอื่นด้วย มันเวิร์กเฉยเลย ต้องขอบคุณคนคิดด้วย แล้วก็หวังว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน เพลงผมจะทำให้ทุกคนรู้สึกดีและส่งพลังบวกให้ได้ แล้วมาเล่นกันเยอะๆ นะครับ

เรื่องสนุกที่สุดที่เป็นไฮไลต์ในปี 2025 ของแต่ละคนคือเรื่องไหน

ไทย: น่าจะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ LIGHT THE WORLD เพราะเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ BUS ยังจำโมเม้นต์ตอนที่อยู่บนเวทีกับตอนที่เสร็จแล้วได้ว่ามีความสุขขนาดไหน ผมเป็นคนชอบเวลาเล่นคอนเสิร์ตเสร็จแล้วมาก เพราะรู้สึกว่าตอนเราเล่นเสร็จ ความรู้สึกเราเป็นแบบไหน ทุกๆ คนที่มาดูเราในวันนั้นก็น่าจะมีความรู้สึกแบบนั้น แล้วตอนที่จบคอนเสิร์ตทั้งสามวัน คนดูกลับหมดแล้ว เขาเรียกรวมทีมงานทุกคนมาถ่ายรูปกลางเวทีด้วยกัน ผมยังพูดกับ BUS สักคนว่า ชอบความรู้สึกนี้ และเป็นสิ่งที่ยังชัดในใจผมตลอดมา

ขุนพล: ของผมน่าจะเป็นช่วง Summer Sonic ที่ได้ไปโชว์แล้วก็ไปดูคอนเสิร์ตด้วย จริงๆ ปีนี้สำหรับผมเป็นปีที่ค่อนข้างสับสนประมาณหนึ่ง เพราะปีแรกในการเป็นศิลปิน พอทุกอย่างเป็นครั้งแรก มันตื่นเต้น สนุก และได้ลุ้น แต่พอเข้าปีที่สอง ถ้าเราทำปีแรกได้เต็มสิบแล้ว ปีต่อมาจะยังสิบอยู่ไหม หรือกลายเป็นเจ็ด เป็นแปด ผมอาจจะเป็นคนที่ชอบกดดันตัวเองด้วย เลยทำให้มีความคิดหลายอย่างที่ทำให้สับสนมากๆ จนได้ไป Summer Sonic ได้ดูคอนเสิร์ตของศิลปินหลายคน 

แต่คนที่ทำให้ผมหายสับสนได้ก็คือ Alicia Keys จริงๆ เคยพูดถึงแล้วแต่อยากเล่าอีก เพราะเขาสื่ออารมณ์เก่งมาก ฟังแล้วรู้สึกถึงความจริงใจอะไรบางอย่าง เขาถ่ายทอดชีวิต ความรัก ความเศร้าผ่านเพลงได้ มันทำให้ผมที่เป็นศิลปินที่นั่งดูรุ่นพี่อยู่รู้สึกว่า ตัวเองก็ยังมีอะไรอีกเยอะที่ต้องลอง ต้องเผชิญ ตอนท้ายโชว์ เขาบอกทุกคนว่า ขอบคุณนะที่มาดูคอนเสิร์ต อยากให้ทุกคนช่วยเปิดแฟลชหน่อย จะได้เป็นสัญลักษณ์ว่าเราทุกคนเคยทำให้โลก เคยทำให้สถานที่นี้น่าอยู่แค่ไหน อย่าลืมว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน อย่าลืมว่าเราเคยเป็นคนที่สดใสแค่ไหน ผมฟังแล้วร้องไห้เลย เพราะตอนนั้นเรามีความหมองในใจ ใจมันหนัก แต่พอได้ฟังเพลง ฟังเพลงประโยคนี้ มันปลดล็อกแล้วก็ร้องไห้ออกมาเลย

ปีหน้ามีเรื่องอะไรที่ยังไม่เคยทำ แต่อยากลองทำบ้างไหม

ขุนพล: ผมอยากลองแต่งเพลงเอง ในความคิดผม มันคือสิ่งที่ต้องทำในการเป็นศิลปิน ผมอยากลองทำอะไรที่เป็นตัวเองมากขึ้น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากปีนี้ก็อาจจะลองเอาไปปรับใช้ในปีหน้าดู ผมอยากให้มันเป็นตัวผมที่สุด ถ้าจะมีอะไรที่ตามเทรนด์บ้างก็แค่เป็นกลิ่นๆ ให้คนชิน ให้รู้สึกว่าเป็นเพลงที่ฟังได้นะ แต่ผมไม่อยากให้สำเร็จรูปมาเลย 

อีกเรื่องก็อยากจะแอ็กทีฟกับชีวิตตัวเอง กับโซเชียลมากขึ้น เพราะปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว มีเวลามากขึ้น ตอนปีแรกที่เป็นศิลปินเหมือนเป็นปีที่มีพี่ๆ คอยสอน ปีสองเป็นการค้นหาตัวเอง ปีหน้าเป็นปีที่สาม ผมตั้งเป้าไว้คร่าวๆ ว่าจะเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองวางไว้ในปีที่สอง 

ไทย: ผมอยากมีส่วนร่วมกับเพลงมากขึ้น ที่ผ่านมาเขาจะถามว่าเรามีเรื่องอะไรที่อยากเล่า แล้วพี่ๆ เขาจะเอา source จากเราไปทำงานต่อ แต่ปีหน้าอยากเป็นคนทำอาหารเองเลย ช่วยแต่งเพลง เพราะคิดว่าจะทำให้เราอินกับงานมากขึ้น แล้วก็เป็นตัวตนเราจริงๆ เพราะรู้สึกว่า พอเราเริ่มแก่ปีขึ้น เราต้องมีตัวตนที่ชัดถึงจะสามารถอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อได้ เราต้องหาตัวเองให้เจอเร็วที่สุด และสิ่งที่เจอต้องเป็นตัวตนของเราจริงๆ แบบไม่อายที่เราจะเป็นแบบนั้น

แล้วสำหรับ BEUS ปีหน้ามีเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรบ้างหรือเปล่า

ไทย: ปีหน้ามีอะไรให้ติดตามเยอะมาก เพราะทุกวันที่เราเจอกัน เรามีอะไรให้ทำตลอด ไม่ได้เจอแล้วนั่งคุยกันเฉยๆ เรากำลังค่อยๆ ทำอยู่แต่ยังบอกไม่ได้ เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ แต่ BEUS ไม่ต้องห่วงละกันว่าจะไม่มีอะไรให้ติดตาม

Credit Team
Photographer: Wasu Sukatocharoenkul
Fashion Editor: Ratchakrit Chalermsan
Makeup: Ekasit Srisamuth
Hair: Kongkiat Krissakree

Similar Articles

More