ชื่อชั้นของ Audemars Piguet เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแวดวงนาฬิกา โดยเฉพาะท่ามกลางบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบในสไตล์ งานออกแบบ และเรื่องราวของกลไกสลับซับซ้อนคุณภาพ มาในวันนี้ Audemars Piguet หรือที่แฟนๆ รู้จักกันดีว่า AP เดินทางมาถึงโอกาสแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีแล้ว เรามาย้อนดูกันว่าเรื่องราวการเดินทางระดับตำนานของนักสร้างสรรค์เรือนเวลาแบรนด์นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง
ยุคก่อตั้งของ Audemars Piguet
จุดเริ่มต้นของ Audemars Piguet แบรนด์นาฬิกาสวิสชั้นสูงนี้เกิดขึ้นในปี 1875 โดยช่างนาฬิกา Jules Louis Audemars ที่เปิดห้องทำงานแห่งแรกของแบรนด์ขึ้นใน Le Brassus แม้ว่าในขณะนั้นจะเป็นช่วงวิกฤตของนาฬิกาสวิสที่ได้รับผลกระทบมาจากการหลั่งไหลเข้ามาของนาฬิกาจากฝั่งอเมริกัน แต่ด้วยความหลงใหลในเรื่องราวการผลิตเครื่องบอกเวลาด้วยศิลปะและปรารถนาที่จะสืบทอดประเพณีของการประดิษฐ์นาฬิกาในแถบ Vallée de Joux อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของนาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงเอาไว้ ทำให้เมื่อเขาได้เซ็นสัญญาความร่วมมือกับ Edward Auguste Piguet ที่เป็นเพื่อนบ้านและเพื่อนของเขาเอง ทั้งคู่ก็สามารถพาแบรนด์ฝ่าช่วงเวลาอันท้าทายนี้ไปได้ และต่างก็ตัดสินใจร่วมกันว่าจะเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตและรังสรรค์นาฬิกาขึ้นด้วยมือ

การเสาะหา รวบรวม และสร้างเครือข่ายของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในการทำนาฬิกาของแถบ Vallée de Joux จึงเป็นภารกิจในยุกแรกเริ่ม กระทั่งในปี 1882 ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ก็ได้เปิดตัวผลงานการผลิตชุดแรกซึ่งประกอบไปด้วยนาฬิกาสลับซับซ้อน 13 เรือน หนึ่งในนั้นคือนาฬิกาพก Grande Complication ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในอุตสาหกรรมเรือนเวลาสวิสได้อย่างมาก จากผลงานแรกๆ นี้ แบรนด์ยังต่อยอดด้วยความเชี่ยวชาญด้านกลไกจักรกลไปจนถึงการสร้างสรรค์ทั้งนาฬิกาและกลไกขนาดเล็ก ซึ่งหลายๆ ผลงานก็ยังคงเป็นทั้งชิ้นงานอ้างอิงและนำมาสู่การพัฒนานาฬิกาของแบรนด์ในยุคหลังๆ ด้วยเสมอ
ผลงานสร้างชื่อของ Audemars Piguet
Audemars Piguet เคยสร้างสถิติไว้มากมาย ทั้งในแง่ของความสามารถด้านกลไก เทคนิค งานออกแบบ สไตล์ ไปจนถึงความสลับซับซ้อนของเรือนเวลา นับตั้งแต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กลไกสลับซับซ้อนสูงถึง 3 ชุดในช่วงปี 1899 ซึ่งหนึ่งในนั้นยังไปบรรจุอยู่ในนาฬิกาพกชื่อดังที่รู้จักกันว่า Universelle ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาสลับซับซ้อนสูงสุดของโลก ณ เวลานั้น โดยประกอบไว้ด้วยถึง 26 ฟังก์ชั่น และ 19 ความซับซ้อน

จากเรื่องราวการสร้างสรรค์นี้ยังทำให้ในปี 2023 แบรนด์ได้หวนคืนสู่สาขาของความสลับซับซ้อนสูงนี้ด้วยการนำมาพัฒนาต่อยอดสู่นาฬิกาข้อมือสลับซับซ้อน แต่ผสมผสานกับความเรียบง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการใช้งาน ซึ่งก็เป็นที่มาของนาฬิกาข้อมือรุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet Universelle ที่อุทิศความโดดเด่นและซับซ้อนให้กับนาฬิกาพกในอดีต แต่ในรุ่นนี้ได้ถูกย่อสัดส่วนลงในนาฬิกาข้อมือด้วยขนาดที่เพียง 42.4 มม. หนา 15.5 มม. กับน้ำหนักเพียง 180 กรัม ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นสัดส่วนที่เล็กกว่าต้นแบบของนาฬิกาพกถึง 4.5 เท่า และเบากว่าถึง 3.5 เท่า ซึ่งนับเป็นชัยชนะข้อหนึ่ง ส่วนอีกข้อคือการใช้ปุ่มกดและตัวปรับตั้งที่น้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง และท้ายสุดยังเป็นความลงตัวในการผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมตัวเรือนซึ่งผ่านการออกแบบขึ้นมาใหม่ของ Code 11.59 by Audemars Piguet ได้อย่างดี สรุปคร่าวๆ แล้ว นาฬิกาข้อมือรุ่นนี้ประกอบไว้ด้วยกลไกจักรกลอัตโนมัติ Calibre 1000 ที่รวมไว้ถึง 40 ฟังก์ชั่น และความซับซ้อนเด่นๆ ทั้ง Grande Sonnerie, Supersonnerie, Perpetual Calendar แบบ Semi-gregorian, Flyback Chronograph พร้อมด้วย Split-Seconds และ Flying Tourbillon เรียกว่าเป็นหนึ่งผลงานในดวงใจของบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบความซับซ้อนเหนือความคาดหมายของนาฬิกาเหล่านี้โดยเฉพาะ


มือฉมังด้านงานออกแบบของ Audemars Piguet
ออกแบบจนกลายเป็นไอคอนิกและเอกลักษณ์ประจำตัว คงไม่เกินจริงนักสำหรับแบรนด์นี้ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตเรือนเวลาที่มีความโดดเด่นด้วยงานออกแบบและสไตล์เฉพาะตัว แบบที่ว่าเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่านี่คือนาฬิกาของแบรนด์ใด ในบรรดาคอลเล็กชั่นที่มีงานดีไซน์เป็นซิกเนเจอร์นั้น ก็ต้องยกให้กับทั้ง Royal Oak, Royal Oak Offshore และน้องใหม่ อย่าง Code 11.59 by Audemars Piguet 3 ตระกูลไอคอนิกด้านสไตล์ของแบรนด์นี้




บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างสรรค์ด้านสไตล์และงานออกแบบไอคอนิกให้กับ Audemars Piguet ย่อมต้องมีชื่อนี้รวมอยู่ด้วย นั่นก็คือ Gérald Genta ผู้ที่ในปี 1970 เขาได้ออกแบบนาฬิกาข้อมือ Royal Oak ซึ่งเปิดตัวในปี 1972 ด้วยรหัสงานดีไซน์ใหม่ ทั้งยังปฏิวัติวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยการเป็นนาฬิกาตัวเรือนสตีลแพงที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นการรวมสิ่งที่แตกต่างและตรงกันข้ามกัน อย่าง ความประณีตและความสปอร์ต ความคลาสสิกและดีไซน์ ความเป็นทางการและสไตล์แคชวลสำหรับวันพักผ่อน งานออกแบบของ Royal Oak มีจุดเด่นๆ ของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม และบรรจุด้วยสกรูซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกเหล็กสำหรับดำน้ำที่ตรึงแน่นหนาด้วยสกรู นอกจากนี้ ยังเป็นงานออกแบบซึ่งสะท้อนถึงสไตล์สปอร์ตหรูของ Royal Oak ได้ดีอีกด้วย


ตามมาด้วย Royal Oak Offshore กับงานออกแบบอย่างมีชั้นเชิงและกลายเป็นอีกหนึ่งดีไซน์ไอคอนิกของ AP โดยตระกูลพร้อมชื่อ ‘Offshore’ นี้ตั้งตามแรงบันดาลใจในการออกแบบและสร้างสรรค์องค์ประกอบสำคัญของนาฬิกา ขณะที่ก็มีต้นแบบมาจาก Royal Oak แต่เติมสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเรือยนต์ของช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งถ่ายทอดผ่านแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพลัง สมรรถนะสูง แต่ยังคงความสปอร์ตหรูที่บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ยอดนิยมตามยุคสมัย รูปร่างและหน้าตาของ Royal Oak Offshore จึงมีความสมบุกสมบันและดูแข็งแกร่งบึกบึนกว่าจากคุณสมบัติเด่นๆ ทั้งตัวเรือนที่มีขนาดใหญ่กว่า และการผสมผสานด้วยชิ้นส่วนซึ่งทำจากวัสดุทันสมัยอื่นๆ อย่าง ยาง รวมถึงฟังก์ชั่นสปอร์ตซับซ้อน เช่นการบรรจุด้วยโครโนกราฟ

อีกหนึ่งไอคอนด้านดีไซน์ยกให้กับรุ่นน้อง อย่าง Code 11.59 by Audemars Piguet ที่เพิ่งเปิดตัวแนะนำในปี 2019 กับความโดดเด่นของโครงสร้างตัวเรือน งานออกแบบรายละเอียดต่างๆ รวมถึงภาพลักษณ์ของสไตล์ร่วมสมัยที่แตกต่างไปจากคอลเล็กชั่นซึ่งมีอยู่เดิมของแบรนด์ คอลเล็กชั่นนี้ถือเป็นการบุกเบิกทิศทางใหม่ให้กับ AP ด้วยการเป็นนาฬิกาที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงมีกลิ่นอายความเป็นไอคอนิกเฉพาะตัวของแบรนด์ซ่อนไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนกลางทรงแปดเหลี่ยม หรือหูตัวเรือนแบบโอเวนเวิร์กชวนให้นึกถึงเสน่ห์ของนาฬิกาสเกเลตันอันร่วมสมัยและมีชื่อเสียงของแบรนด์ อีกหนึ่งองค์ประกอบเด่นก็คือกระจกแซปไฟร์โค้งสองชั้นที่ช่วยเสริมให้หน้าปัดดูกว้างและเรียบง่ายสะอาดตายิ่งขึ้น
ครบรอบ 150 ปีของ Audemars Piguet
ในปี 2025 นี้ AP เฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะแคมเปญเฉลิมฉลองร่วมกับผู้คน นิทรรศการ The House of Wonders ที่ออกเดินทางจัดแสดงไปทั่วโลก และโครงการAPxMusic ที่แบรนด์จับมือกับ Mark Ronson ดีเจ นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ ผู้เป็นเฟรนด์ของแบรนด์มายาวนาน และ RAYE สมาชิกคนใหม่ของครอบครัวเฟรนด์ของแบรนด์ เพื่อสร้างสรรค์ท่วงทำนองของเสียงดนตรีแห่งการเฉลิมฉลองสุดพิเศษในโอกาสฉลองครบรอบนี้ด้วยชื่อเพลงที่ว่า ‘Suzanne’


ส่วนจะขาดไม่ได้เลยก็คือการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษแห่งการเฉลิมฉลอง 150 ปี อย่างไฮไลต์ของนาฬิกา Perpetual Calendar ด้วยจักรกลปฏิทินถาวรอัจฉริยะที่สามารถปรับตั้งทุกฟังก์ชั่นได้ทั้งหมดผ่านเพียงเม็ดมะยมเม็ดเดียว หรือแบบ ‘all-in-one’ รวมถึงได้ปรับปรุงหน้าตาบนหน้าปัดให้สามารถอ่านค่าเวลาและข้อมูลปฏิทินได้อย่างชัดเจน โดยขับเคลื่อนด้วยหัวใจกลไกจักรกลอัตโนมัติเจเนอเรชั่นใหม่ อย่าง Calibre 7138 ที่ใช้เวลาถึง 5 ปีในการพัฒนา พร้อมทั้งได้รับสิทธิบัตรถึง 5 ฉบับ โดยนาฬิกาเหล่านี้มาพร้อมกับตัวเรือนของทั้ง Code 11.59 by Audemars Piguet ทำจากไวต์โกลด์ในขนาด 41 มม. และอีก 2 รุ่นอยู่ในตัวเรือนของ Royal Oak ขนาด 41 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล หรือแซนด์โกลด์ รวมถึงนาฬิการุ่น Royal Oak Perpetual Calendar Openworked “150th Anniversary” ซึ่งเป็นรุ่นผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน ถ่ายทอดทั้งความโดดเด่นของกลไกจักรกลอัตโนมัติแสดงปฏิทินถาวร Calibre 5135 อันซับซ้อน และจุดเด่นในการเลือกใช้วัสดุไฮเทคมาผลิตตัวเรือนและสายนาฬิกา ซึ่งเป็นการผสมผสานของไทเทเนียมและ Bulk Metallic Glass (BMG) ในโทนสีเทาและส่วนที่เงาวาว ตัดกับหน้าปัดโอเพนเวิร์กตกแต่งด้วยเฉดสีน้ำเงินแบบวินเทจร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพก Reference 25729 ซึ่งจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ Musée Atelier Audemars Piguet ของแบรนด์


Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar


Royal Oak Perpetual Calendar Openworked “150th Anniversary”
นับเป็นการเฉลิมฉลองเส้นทางประวัติศาสตร์อันยาวไกล 150 ปี ที่ยังคงเดินหน้าต่อของ AP ซึ่งบรรดาแฟนๆ ของแบรนด์ก็คงรู้สึกตื่นเต้น และยังคงเฝ้ารอชมความพิเศษของปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ไปด้วยกัน

