Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! : เมื่อประวัติศาสตร์นับพันปีถูกปลุกให้มีชีวิตบนเรือนเวลา

Words: Papimon Komolphanporn
Photo: Courtesy of the Brand

เมื่อโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกนาที แต่เป็นเสมือนผืนแคนวาสที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติเอาไว้ร่วมกันในผลงานชั้นเอกล่าสุดจากเมซง Hermès อย่าง ‘Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar!’ นาฬิกาพกที่ปลุกความสง่างามของราชาแห่งผืนป่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนเรือนเวลา ทางแอลเมนจึงขอพาผู้อ่านมาเจาะลึกหนึ่งในดีเทลงานไม้สุดประณีตที่ปรากฏบนนาฬิกาพกเรือนนี้ผ่านที่มาและประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน

Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar!

นาฬิกาพกรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทุ่งหญ้าสะวันนา โดยถ่ายทอดเป็นภาพสิงโตคำราม ซึ่งเป็นผลงานโดยศิลปินชาวอังกฤษ Alice Shirley ชื่อ Roaaaaar! ประดับไว้บนนาฬิการุ่น Slim d’Hermès ออกแบบโดย Philippe Delhotal ในปี 2015 ซึ่งมีความเรียบง่ายซึ่งเป็นหัวใจหลัก

การนำลายสิงโตที่อดีตถูกออกแบบมาสำหรับผ้าพันคอให้มาอยู่บนฝาเปิด-ปิดของนาฬิกานั้น มาจากการย่อส่วนและสร้างสรรค์ด้วย ‘เทคนิคงานต่อลายไม้’ อย่างพิถีพิถันด้วยไม้นานาชนิด อย่าง ไม้อะมารันธ์, เบิร์ล, บูบิงก้า, ทิวลิป และเมเปิล โดยรวมมีไม้ล้ำค่าถึง 10 สายพันธุ์ที่ได้คัดสรรมาสำหรับสร้างเฉดสีต่าง ๆ ตามงานแบบฉบับงาน โดยมีกระบวนการเริ่มจากการตัดชิ้นไม้เล็ก ๆ ในหลากหลายขนาด เพื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกันคล้ายกับการต่อจิ๊กซอว์ จากนั้นจึงขัดด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียด และเคลือบเงา เพื่อเผยภาพราชาแห่งผืนป่าอันทรงพลัง

ทำความรู้จัก ‘เทคนิคงานต่อลายไม้’ ให้มากขึ้น

เทคนิคงานต่อลายไม้ หรือ Marquetry คือ การตกแต่งงานไม้ประเภทหนึ่งเพื่อสร้างลวดลายแบบระนาบแบนบนเฟอร์นิเจอร์ โดยคำว่า Marquetry มาจากคำภาษาฝรั่งเศส ‘Marqueter’ แปลว่า การฝัง หรือ การประดับ ประวัติศาสตร์งานไม้ประเภทนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคอารยธรรมโบราณ โดยร่องรอยแรกเริ่มของงานต่อลายไม้ถูกค้นพบในแถบอนาโตเลีย หรือที่รู้จักกันในชื่อเอเชียไมเนอร์ ขณะเดียวกันในอียิปต์โบราณก็ปรากฏงานตกแต่งแขนงนี้ ตลอดจนมีการพบหลักฐานงานลักษณะเดียวกันในซากปรักหักพังเมืองโบราณอย่าง ปอมเปอี และ เฮอร์คิวเลเนียม แห่งจักรวรรดิโรมันอีกด้วย

ที่มา: Le MUB – Musée du Bois et de la Marqueterie de Revel

ถึงแม้ความนิยมของงานต่อลายไม้นี้จะลดลงนิยมไปในช่วงยุคกลาง แต่ก็ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาในศตวรรษที่ 16 สืบเนื่องมาจากการคิดค้นเลื่อยฉลุที่ช่วยให้ช่างฝีมือสามารถตัดชิ้นวัสดุได้อย่างแม่นยำ โดยเริ่มที่ประเทศอิตาลีก่อนจะแพร่ความนิยมไปทั่วทั้งยุโรป และก้าวสู่จุดเฟื่องฟูที่สุดในศตวรรษที่ 17 และ 18 ก่อนที่จะค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ดี งานไม้แขนงนี้ก็กลับมาอีกครั้งผ่านงานศิลปะการตกแต่ง หรือ Decorative Arts ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงยุค Art Nouveau ที่เน้นเส้นสายอ่อนช้อย และยุค Art Deco ที่มีรูปทรงเรขาคณิตและความหรูหราเป็นจุดเด่น

เทคนิคที่ใช้งานไม้วาดภาพ

หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ถ้าจิตรกรต้องใช้สีเพื่อแต่งแต้มเรื่องราวลงบนแคนวาส ช่างงานต่อลายไม้ หรือ Marqueteur ก็ใช้เนื้อไม้หลากหลายชนิดที่มีสีสันทั้งต่างและตัดกันนำมาจัดวางออกมาเป็นภาพ ซึ่งนอกจากจะใช้ไม้แล้วก็ยังมีวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้เพื่อเพิ่มความพิเศษ เช่น มุก งาช้าง กระดูก และหิน เป็นต้น เรามักจะพบเทคนิคเหล่านี้บนงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน ซึ่งจะเป็นลวดลายแบบใดก็ได้ ตั้งแต่ภาพ Still life ที่เน้นวาดสิ่งของ ไปจนถึงภาพของบุคคลและสิ่งมีชีวิต 

งานต่อลายไม้ถือเป็นงานที่ต้องใช้แรงและความอุตสาหะมาก ทั้งยังต้องอาศัยฝีมือช่างในระดับสูงในการสร้างชิ้นงาน ยิ่งมีการใส่เทคนิคนี้ลงในชิ้นงานมากเท่าไหร่ มูลค่าก็จะสูงขึ้นมากขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนาฬิกาพกรุ่น Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! จึงมีเพียง 6 เรือนในโลกให้ผู้ที่คู่ควรได้ครอบครอง เพราะกว่าจะมาเป็นหน้าปัดอันวิจิตรงดงาม ทั้งในเฉดสีเขียว ‘แวร์ ซีเปร’ และสีน้ำเงิน ‘เบลอ แซฟไฟร์’ พร้อมฝารูปสิงโตคำราม ต้องผ่านกระบวนการอันเปี่ยมด้วยความอุตสาหะของช่างฝีมือชั้นครูที่บรรจงตัดและร้อยเรียงชิ้นไม้ต่างเฉดสีออกมาราวกับการวาดภาพ นั่นทำให้เรือนเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา แต่คือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่หลอมรวมมิติอันมีชีวิตชีวาของราชาแห่งผืนป่าและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะประเมินค่าไว้ได้อย่างตราตรึง

Similar Articles

More