‘ตี๋ตี๋–ป๋อ’ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด อาจเริ่มจากการเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจกัน

ในวันที่ซีรีส์วายยังคงทำให้ผู้ชมอินไปกับ ‘เคมี’ ของตัวละคร ก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตผ่านความเข้าใจและการสนับสนุนกันและกัน นั่นคือเรื่องราวของสองนักแสดง ตี๋ตี๋–วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ–ศุภการ จิรโชติกุล หนึ่งในคู่พาร์ตเนอร์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ จากจุดเริ่มต้นในบ้าน Domundi TV สู่การเดินทางร่วมกันผ่านรายการเรียลลิตี้ วง DEXX และซีรีส์ Duang With You ที่ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติของทั้งคู่ ทั้งบทบาทตัวละครในซีรีส์ และบนเส้นทางการเป็นนักแสดงของคนสองคนที่เติบโตเคียงข้างกันจริงๆ

เมื่อ ELLE MEN Thailand ชวนตี๋ตี๋และป๋อ มานั่งย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง “วันแรกป๋อมองว่าตี๋เป็นคนสดใส เข้าหาง่าย แล้วก็มีความเป็นเด็ก” ป๋อเล่าย้อนถึงความประทับใจแรกพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหยุดคิดเล็กน้อยเมื่อนึกถึงตัวตนของอีกฝ่ายในวันนี้ “แต่ตอนนี้เขาโตขึ้นเยอะมาก มีความรับผิดชอบมากขึ้น ดูคิดเยอะขึ้น แต่ก็ยังมีความสดใสอยู่เหมือนเดิม” ประโยคสั้นๆ ที่สะท้อนให้เห็นการเติบโตของคนคนหนึ่ง ผ่านสายตาของอีกคนที่คอยมองเห็นมาตลอดทาง

ขณะที่ตี๋ตี๋หัวเราะเมื่อพูดถึงโมเมนต์แรกที่เจอกัน “ตอนแรกพี่ป๋อเงียบมากครับ แต่ตี๋จำได้เลยว่าเขาออร่าดารามาก ก็เลยรู้สึกว่าน่าแกล้งดี” ก่อนจะเสริมว่า จากคนที่เคยคิดว่าน่าจะคุยยาก กลับกลายเป็นคนที่ทุกวันนี้ ‘มองตาก็รู้ใจกันมากขึ้น’ แม้ทั้งคู่จะเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนร่วมรายการ แต่สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ค่อยๆ แข็งแรงขึ้น คือการได้เห็นอีกฝ่ายในวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ ป๋อยอมรับว่าไม่มีช่วงเวลาแบบ ‘ปิ๊ง!’ ที่ทำให้มั่นใจทันทีว่าคนนี้คือพาร์ตเนอร์ระยะยาว นับเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ สะสมผ่านทุกวันของการทำงานร่วมกัน

“เขาเป็นคนอ่อนไหว แล้วก็เป็นคนดีคนหนึ่ง อยู่ด้วยแล้วแฮปปี้ เป็นเซฟโซนได้” ป๋อพูดเรียบๆ แต่ชัดเจน ด้านตี๋ตี๋กลับจำความรู้สึกนั้นได้ตั้งแต่แรก “ตี๋รอพาร์ตเนอร์ของตัวเองมานานมาก แล้วพอเจอพี่ป๋อก็รู้สึกเลยว่า คนนี้แหละที่อยากทำงานด้วย เพราะเราชอบอะไรคล้ายกัน ทั้งร้อง เต้น แล้วก็อยากเติบโตไปด้วยกัน” ในวันที่กระแส ‘ด้วงกับเธอ’ พาทั้งคู่เข้าใกล้คำว่าไวรัลมากขึ้น 

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งคู่กลับเลือกนิยามความสัมพันธ์ของตัวเองด้วยคำว่า ‘พาร์ตเนอร์’ มากกว่า ‘คู่จิ้น’ ป๋ออธิบายถึงความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตอย่างเรียบง่ายไว้ว่า “เราเคยคุยกันตั้งแต่แรกเลยว่าไม่อยากเสิร์ฟ อยากให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าคนดูจะรู้สึกยังไงต่อก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราอยากให้ทุกอย่างมันเฮลตี้” ตี๋ตี๋เองก็เห็นตรงกัน “อยากให้ทุกคนมองว่าหลายโมเมนต์มันเกิดจากความรู้สึกจริงๆ ความสบายใจ ความเชื่อใจกันมากกว่า ไม่ใช่การสร้างภาพขึ้นมา” 

การเรียนรู้ที่จะอยู่ข้างกันในวันที่อีกฝ่ายอ่อนแรง คือสิ่งที่ทำให้เคมีของตี๋ตี๋และป๋อดู ‘รู้ใจกัน’ อย่างเป็นธรรมชาติ ตี๋ตี๋เล่าว่า ในวันที่พี่ป๋อเริ่มเหนื่อย เขาจะค่อยๆ กลายเป็นฝ่ายพาอีกคนเดินต่อแทน และในบางครั้งบทบาทนั้นก็สลับกลับกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก “บางทีไม่ต้องพูดอะไรก็รู้แล้วว่าอีกคนกำลังรู้สึกยังไง แค่คอยอยู่ข้างๆ ก็พอ” คำว่า ‘เซฟโซน’ จึงอาจเป็นนิยามที่อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ชัดที่สุด

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของทั้งคู่ในสายอาชีพ ป๋อเล่าว่าเขาเห็นพัฒนาการของตี๋ตี๋ชัดมาก โดยเฉพาะเรื่องการแสดง “ตอนแรกตี๋ยังไม่รู้ว่าจะใช้สีหน้ายังไง แต่ตอนนี้เป็นธรรมชาติขึ้นเยอะ” ส่วนตี๋ตี๋กลับบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปที่สุดของป๋อคือ ‘การพูด’ จากคนเงียบมาก กลายเป็นคนที่เริ่มกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น “พี่ป๋อเก่งอยู่แล้ว แค่เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น” 

แม้วันนี้ทั้งคู่จะมีแฟนคลับจำนวนมากคอยซัปพอร์ต แต่ทั้งสองคนก็ยังมีบางวันที่รู้สึกท้อ โดยเฉพาะป๋อที่ยอมรับตรงๆ ว่าเคยตั้งคำถามกับตัวเองหลายครั้งว่า “หรือมันจะไม่มีวันของเรา เราเห็นคนรอบตัวดังไปก่อนหมดเลย ก็มีนอยด์ มีท้อ แต่สุดท้ายก็ยังฮึบมาได้ เพราะมีคนที่เชื่อในตัวเราอยู่” ขณะที่ตี๋ตี๋มองย้อนกลับไปยังตัวเองในวันที่ตัดสินใจก้าวออกจากเซฟโซนของชีวิตวัยมหาวิทยาลัย “อยากขอบคุณตัวเองที่กล้าแลกหลายอย่างกับความฝันนี้ ถึงวันนี้อาจยังไม่เก่ง แต่ขอแค่ดีขึ้นวันละ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอ”

เมื่อถามถึงภาพของ ‘ตี๋ตี๋–ป๋อ’ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งคู่ตอบคล้ายกันโดยไม่ได้นัดหมาย ยังอยากยืนอยู่ข้างกันในฐานะพาร์ตเนอร์ “หวังว่าเราจะยังเป็นความสบายใจให้กันและกัน” ป๋อพูด ขณะที่ตี๋ตี๋ทิ้งท้ายด้วยประโยคเรียบง่าย แต่กินใจไว้ว่า “ดีใจมากที่คนข้างๆ ตี๋คือพี่ป๋อ” พูดปิดจบด้วยรอยยิ้มสดใสในแบบตี๋ตี๋

และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถึงส่งต่อความรู้สึกบางอย่างไปถึงผู้คนได้เสมอ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘ตี๋ตี๋–ป๋อ’ มันเต็มไปด้วยความจริงใจมากพอที่ทำให้คนดูรู้สึกตามได้เองโดยไม่ต้องพยายาม

Similar Articles

More