เจาะลึกรายละเอียด ‘Royal Pop’ จาก Swatch X Audemars Piguet

Words: Papimon Komolphanporn
Photo: Courtesy of the Brand

ถือเป็นคอแลบบอเรชั่นที่น่าจับตามองแห่งปี ระหว่าง Swatch และ Audemars Piguet แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกที่พึ่งเผยโฉมคอลเลกชันรุ่น ‘Royal Pop’ ที่ผสานความสปอร์ตและความทันสมัยแบบวัยรุ่นเข้าด้วยกันให้สาวกนาฬิกาของทั้ง Swatch และ AP ได้ชื่นชม

ทางแอลเมนจึงขอพาผู้อ่านมาลงลึกถึงรายละเอียดของนาฬิกาพกรุ่นนี้ก่อนที่จะได้จับจองกันในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2026 ที่ Royal Pop ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

ที่มาของลูกเล่นตัวอักษรที่ซ้อนเกี่ยวกัน

สิ่งแรก ๆ ที่ทุกคนสามารถสังเกตได้ คือ ตัวอักษร ‘Royal Pop’ ที่ซ้อนเกี่ยวกัน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโลโก้นาฬิกาสุดคลาสสิกตลอดกาลของ AP อย่าง ‘Royal Oak’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากชื่อของเรือรบหลวงแห่งราชนาวีอังกฤษที่หุ้มเกราะด้วยโลหะ และยังเป็นการสื่อถึงเรื่องราวของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ผู้รอดพ้นจากกองทหารของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ด้วยการหลบภัยที่ต้นโอ๊กอีกด้วย

ต่อมาในส่วนขอบตัวเรือนที่ Royal Pop ถอดแบบมาจาก Royal Oak มีแรงบันดาลใจมาจากหมวกดำน้ำที่ผู้ออกแบบ Gérald Genta เห็นในวัยเด็ก โดยออกแบบตั้งแต่ปี 1970 ก่อนจะวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกใน 2 ปีถัดมา ขอบตัวเรือนถูกดีไซน์เป็นรูปแปดเหลี่ยม เพื่อจัดวางสกรู 8 ตัวให้ครบ ซึ่งการเผยให้เห็นสกรูบนตัวเรือนเช่นนี้ถือเป็นการ ‘ขบถ’ ต่อ ‘ขนบเดิม’ ในยุคสมัยนั้น รวมถึงเป็นการแสดงถึงความทนทานและความเป็นเลิศทางเทคนิคอีกด้วย

ลวดลายบนหน้าปัดที่ละเอียดประณีต

อีกหนึ่งความน่าสนใจด้านดีไซน์ คือ ลวดลายบนหน้าปัดแบบ Tapisserie ที่มีลักษณะเป็นพีระมิดยอดตัดขนาดเล็กเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ และภายใต้พีระมิดเหล่านั้นจะมีดีเทลรูรูปทรงข้าวหลามตัดอีกนับหมื่น สื่อถึงความประณีตแบบ Haute Horlogerie ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยลวดลายเหล่านี้เป็นหนึ่งในประเภทลวดลายแบบ Guilloché ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งถูกใช้เพื่อตกแต่งให้นาฬิกาสวยงามและลดความลื่นมือขณะหยิบจับ

เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปดูความเป็นมาของหน้าปัดลวดลาย Tapisserie จะพบว่ามันเต็มไปด้วยความบังเอิญบวกกับเวลาที่เหมาะเจาะ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อ La Nationale บริษัทแห่งหนึ่งในเจนีวาตัดสินใจยกเครื่องจักรสลักลาย Guilloché ให้แก่บริษัทเพื่อนบ้านอย่าง Stern Frères ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน้าปัดให้แก่แบรนด์ AP เนื่องจากไม่มีพนักงานคนไหนสามารถใช้เครื่องจักรได้ เครื่องจักรเหล่านั้นจึงตกไปถึงมือของ Genta จนสุดท้ายลาย T21 หรือ Tapisserie 21 ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Petite Tapisserie ก็ได้ถูกเลือกมาอยู่บนหน้าปัด Royal Oak และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ AP ไปในที่สุด

การหวนกลับมาของนาฬิกาพก

เนื่องด้วยรุ่น Royal Pop เป็นนาฬิกาพก ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คุ้นตากับนาฬิกาประเภทนี้ แต่แท้จริงแล้ว AP เคยผลิตนาฬิกาพกมาก่อน โดยช่วงปลายยุค 1970s ได้แปลงโฉม Royal Oak ให้กลายเป็นนาฬิกาพกขนาด 44 มม. มาพร้อมกับสายโซ่ที่ทำจากข้อสายนาฬิกาเข้าชุดกัน ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นเพียงประมาณ 116 เรือนเท่านั้นในระหว่างปี 1980 ถึง 1982

นาฬิกาที่เป็นได้มากกว่าการประดับข้อมือ

อีกหนึ่งอย่างที่เราสังเกตได้คือเรือนนาฬิกาสามารถออกจากสายได้ ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ของนาฬิการุ่น Pop ของ Swatch ที่เคยเปิดตัวในยุค 80s ซึ่งมีเอกลักษณ์ คือ ตัวนาฬิกาสามารถถอดแยกกับสายได้ สำหรับนำไปติดกับเสื้อหรือพ่วงเป็นพวงกุญแจ ซึ่งโปรดักไลน์นี้เคยหยุดผลิตไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2022 ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ในปัจจุบันที่กระแส Bag Charms กำลังมาแรง

การหยิบยกศิลปะลัทธิ Pop Art มาร่วมในการดีไซน์

อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ความ ‘Pop’ ของดีไซน์ตัวเรือนที่อิงมาจากศิลปะลัทธิ Pop Art ซึ่งเกิดขึ้นในยุค 1950s – 1960s โดยศิลปินชาวอเมริกัน Roy Lichtenstein ซึ่ง Royal Pop ได้หยิบยกเอกลักษณ์ของศิลปิน อย่าง Ben-Day Dots ซึ่งเป็นการพิมพ์โดยใช้จุดสีขนาดเล็กมาวางเรียงเป็นระยะหรือซ้อนทับกัน เพื่อสร้างแสงเงาและผสมออกมาเป็นสีต่าง ๆ ในรูปภาพ รวมถึงความสดใสของสีนาฬิกาก็ล้วนมาจากสไตล์ของ Lichtenstein ที่ใช้แม่สีหรือสีที่จัดจ้านในการสร้างสรรค์ผลงาน

นอกจากนี้ ยังมีดีเทลแฉกสีต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกับกรอบคำเลียนเสียงจากหนังสือการ์ตูนยุคต้น 1960s ที่พบในงานของ Lichtenstein อีกด้วย

ที่จริงแล้ว Swatch เคยคอแลปกับผลงานของ Lichtenstein มาแล้วในคอลเลกชันปี 2023 ‘Swatch Art Journey’ อย่าง ‘Reverie By Roy Lichtenstein’ และ ‘Girl By Roy Lichtenstein’ ปีนี้จึงถือเป็นการนำศิลปะให้กลับมาเฉิดฉายในวงการนาฬิกาอีกครั้ง

Similar Articles

More