Seam 01 : THE CHAOS THEORY OF THAI FASHION (เล่า)ความอธรรมผ่านงานศิลป์

Words by Afdon Salae

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “หากอยากรู้ว่าโลกในภายภาคหน้าจะหมุนไปทิศทางใด ให้ดูว่าใครเป็นผู้กำหนดมัน” ผู้เขียนเองก็จดจำไม่ได้แน่ชัดว่าประโยคนี้เป็นของใคร รู้เพียงแต่มันมีความจริงซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อใดที่เราเปลี่ยนมือคนบังคับหางเสือ ทิศทางของเรือก็ย่อมเปลี่ยนตาม… 

แล้วโลกของแฟชั่นจะต่างอะไรกันล่ะ

ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผู้อ่านคงคุ้นชินกับการจับจ้องสื่อกระแสหลักเพื่อคาดเดาทิศทางของอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ อย่างการโบกมือลา Loewe ของ Jonathan Anderson หรือการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ John Galliano หันมาร่วมงานกับ Zara ทว่าหากลองใคร่ครวญดูให้ดี กว่าทะเลทรายจะก่อตัวเป็นเนินกว้างใหญ่ได้ ย่อมต้องเริ่มต้นจากทรายเม็ดเล็กๆ ที่รวมตัวกัน 

โลกของแฟชั่นก็เช่นกัน การหันมาพินิจรายละเอียดในจุดที่เล็กที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางสำคัญในการมองเห็นอนาคตที่กำลังจะก่อตัวขึ้น ซึ่งนั่นพาเรามาสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกผู้คนหลงลืมและมองข้าม อย่างกลุ่มนักศึกษาแฟชั่น

น่าเสียดายที่บ่อยครั้ง พลังสร้างสรรค์อันบรรเจิดของพวกเขามักถูกตีกรอบให้จบลงเพียงการประเมินผลเกรดและการเดินโชว์บนรันเวย์ในงานธีสิส ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราตั้งใจมองพวกเขาและพินิจชิ้นงานเหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน เราอาจจะได้เห็น ‘ความหวัง’ ของอุตสาหกรรมนี้ที่ซ่อนอยู่แท้ๆ

ด้วยเหตุนี้ ซีรีส์ Behind the Seams: เบื้องหลังรอยตะเข็บ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อมอบพื้นที่ให้วิธีคิดเบื้องหลังงานดีไซน์ได้ทำหน้าที่บอกเล่า สิ่งที่คนทำเสื้อผ้ารุ่นใหม่กำลังเผชิญ กำลังขบคิด และกำลังใฝ่ฝัน ผ่าน 2 ชิ้นงาน 1ประสบการณ์ร่วมจากนิสิตแฟชั่น เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังส่งเสียงถึงสิ่งใดผ่านปลายเข็มและม้วนผ้า งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อการโปรโมต หากแต่ผู้เขียนหวังใจเพียงว่า มันจะช่วยขยับกรอบแว่นของเหล่านักอ่าน ให้สามารถมองทะลุเปลือกนอกของเสื้อผ้า ลงลึกไปสู่แนวคิดที่ถักทออยู่เบื้องใน อันจะนำไปสู่การค้นพบแรงขับเคลื่อนระลอกใหม่ของวงการแฟชั่นอย่างแท้จริง

Seam 01 : THE CHAOS THEORY OF THAI FASHION (เล่า)ความอธรรมผ่านงานศิลป์

ในหน้าประวัติศาสตร์ แฟชั่นไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย แต่มันคือ กระจกสะท้อน ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสังคมยุคหนึ่งๆ ตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝรั่งเศสที่กลุ่มกบฏชนชั้นกรรมาชีพเลือกใส่กางเกงขายาวจนเกิดเป็นมูฟเมนต์ Sans-culottes เพื่อต่อต้านชนชั้นสูง ไปจนถึงยุค 70s ที่ วิเวียน เวสต์วูดจับมือกับ มัลคอล์ม แมคลาเรนใช้เสื้อผ้าสไตล์พังก์  สับแหลกแนวคิดอนุรักษนิยมของอังกฤษ หรือแม้แต่ในยุคปัจจุบันที่เราเห็น เดมนา กวาซาเลีย จาก Balenciaga หยิบเอาถุงขยะมาเสียดสีทุนนิยมอย่างเจ็บแสบ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่าแฟชั่นคือกระบอกเสียงที่ทรงพลังเสมอ

“ธีมกลางของรุ่นผมคือคำว่า EXTENT มันมาจาก Chaos Theory หรือทฤษฎีความโกลาหลครับ”

ต้นตาล-ณัฐวัฒน์ ชานนท์ ศิษย์เก่าจากสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงธีมกลางซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชิ้นงานทั้งหมดในคอลเล็กชั่นธีสิส 

เมื่อได้รับความวุ่นวายมาเป็นโจทย์ ณัฐวัฒน์ไม่ได้มองหาความโกลาหลที่ไหนไกล เขาจับจ้องไปที่ภาพสะท้อนอันใกล้ตัวที่สุด นั่นคือการเมืองและสังคมไทย ในห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยการประท้วงและการตั้งคำถามต่อชนชั้นปกครอง

“ตอนนั้นมันเกิดกระแสความสนใจการเมืองเกิดขึ้น เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันใกล้ตัว แล้วอยากทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามองกลับมาแล้วรู้สึกว่า เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Environment ในสังคมช่วงนั้น… อยากเสียดสีเพื่อให้คนที่มาดูรู้สึกว่า เรายังสามารถสร้างงานจากประเด็นสังคมได้” 

ณัฐวัฒน์อธิบายเพิ่มเติมว่า เขามองการสร้างสรรค์คอลเล็กชันนี้เปรียบเสมือนการปั้นคาแรคเตอร์ตัวละครในภาพยนตร์ไซไฟ มากกว่าการออกแบบเสื้อผ้าตามขนบปกติที่มักจะหยิบยกเพียงเทคนิคเดียวมาใช้กับทุกชุด ด้วยความตั้งใจที่อยากให้เสื้อผ้าแต่ละลุคมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง จึงต้องอาศัยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อสร้าง ภาษา ในการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ทุกๆ ชุดในคอลเล็กชันนี้จึงมีเทคนิคและวัสดุที่ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อรับใช้บริบทของตัวมันเองอย่างสมบูรณ์แบบ

Photo : by ณัฐวัฒน์

โดยในโปรเจกต์ Thesis ครั้งสำคัญนี้ ณัฐวัฒน์ได้ผสมผสานศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ เพื่อจะดึงข้อความที่ตนอยากสื่อออกไป ผ่านศิลปะที่เรียกว่าเสื้อผ้า

  1. Science Fiction & Mutants: การหยิบยืมองค์ประกอบของนิยายวิทยาศาสตร์ มนุษย์กลายพันธุ์ และแนวคิดพหุภพ มาเป็นแกนหลักเพื่อสร้างโลกสมมติขึ้นมา
  2. Reagan Gothic & Space Age: การศึกษาซิลลูเอต จากยุค Space Age และสุนทรียศาสตร์แบบ Reagan Gothic เพื่อนำมาสร้างโครงสร้างเสื้อผ้าที่ดูแปลกตาและล้ำสมัย
  3. Surrealism & Psychedelic: การใช้ศิลปะเหนือจริง มาถ่ายทอดความบิดเบี้ยวของสังคม โดยมีแรงบันดาลใจจากสภาวะแบบ Psychedelic ที่เสมือนการเปิดประสาทสัมผัสเพื่อเข้าถึงความจริงอีกชุดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความวิปริตของสังคมปัจจุบัน

ผู้เขียนขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในแวบแรกที่สายตาปะทะเข้ากับผลงานเซ็ตนี้ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือความฉงน โครงสร้างที่ดูแปลกตา สัดส่วนที่บิดเบี้ยว และซิลลูเอตที่ดูราวกับตัวละครที่หลุดออกมาจากหน้าหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ หรือภาพยนตร์ไซไฟดิสโทเปีย มันสร้างความรู้สึกท้าทายสายตาเสียจนผู้เขียนอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า 

ทำไมเสื้อผ้ามันถึงดูยากขนาดนี้?

ในเมื่อแก่นแท้ดั้งเดิมของเครื่องนุ่งห่มคือการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน แล้วความสลับซับซ้อนที่ประดังประเดเข้ามาบนเรือนร่างของนายแบบเหล่านี้กำลังทำหน้าที่อะไรกันแน่?

ทว่าเมื่อเราลองปรับโฟกัสสายตาเสียใหม่ ถอดแว่นตาฟังก์ชันการใช้งานทิ้งไป และมองมันในฐานะงานศิลปะเชิงแนวคิด เราจะพบว่าความยากที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น ไม่ใช่กำแพงที่สร้างขึ้นมาเพื่อผลักไสผู้ชม แต่คือรหัสลับที่ดีไซเนอร์จงใจทิ้งไว้ให้เราถอดความ

Look 01: The Monopolist – พันธนาการแห่งทุนนิยม

เปิดตัวลุคแรกที่กระแทกกระทั้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ณัฐวัฒน์ตีความการผูกขาดทางการตลาด ออกมาในรูปแบบของ Tailored Suit ซึ่งในทางสัญวิทยาจากงานวิจัยของ Raymond Cohen ระบุว่าหน้าที่ทางการเมืองของเสื้อผ้ามีไว้ 4 ประการ คือ 

  • การนิยามบทบาท (role definition), 
  • การระบุสถานะ (indication of status), 
  • การระบุตัวตนทางอุดมการณ์ (identification with an ideology)
  • การสะท้อนอารมณ์ (reflection of mood) 

ชุดสูทที่เสมือนเครื่องแบบอันศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำ เป็นตัวแทนของอำนาจ และความเป็นทางการของโลกทุนนิยม จึงเป็นตัวแทนชั้นดีในการจะบอกเล่าเรื่องราว 

ณัฐวัฒน์นำโครงสร้างที่เนี้ยบกริบนี้มาทำการรื้อสร้างใหม่ จนเกิดเป็นซิลลูเอตที่ผิดเพี้ยน แขนเสื้อที่งอกเงยยื่นยาวและมีจำนวนมากเกินพอดี ไม่ได้เป็นเพียงกบฏทางแพทเทิร์นที่จงใจท้าทายขนบการตัดเย็บแบบดั้งเดิม แต่มันคือการสร้างบุคลาธิษฐาน ให้กับกลุ่มนายทุน ที่แปรสภาพเป็นอสุรกายกางหนวดปลาหมึก คอยยื่นมือเข้าไปกอบโกย ครอบครองทุกส่วนแบ่งทางการตลาด และกลืนกินธุรกิจรายย่อยอย่างไร้ความปรานี 

การสร้างรูปทรงที่บิดเบี้ยวเพื่อสื่อสารถึงสภาวะที่ผิดปกติของสังคมเช่นนี้ ชวนให้รำลึกถึงงานของ Rei Kawakubo จากแบรนด์ Comme des Garçons โดยเฉพาะในคอลเล็กชันระดับตำนานอย่าง Spring/Summer 1997 Body Meets Dress, Dress Meets Body ที่คาวาคูโบะจงใจยัดนวมและสร้างก้อนเนื้อส่วนเกินบนเสื้อผ้า เพื่อตั้งคำถามกับบรรทัดฐานความงามและรูปทรงของมนุษย์ หรือแม้แต่ในยุคปัจจุบันที่เราได้เห็น Demna Gvasalia จาก Balenciaga จงใจขยายช่วงไหล่ของเสื้อสูทนักธุรกิจ ให้กว้างและหนาจนดูคุกคาม เพื่อเสียดสีความบ้าคลั่งของโลกทุนนิยมและวัฒนธรรมองค์กร สิ่งที่ณัฐวัฒน์ทำจึงเป็นการรับไม้ต่อทางวิวัฒนาการทางแฟชั่น โดยปรับบริบทให้เข้ากับความอึดอัดของการเมืองและเศรษฐกิจไทยได้อย่างทรงพลัง

นอกจากมิติของโครงสร้างแล้ว ลุคนี้ยังมีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงเทคนิค เขาเลือกใช้โฟมดันทรงด้านในเพื่อสร้างวอลลุ่มให้เสื้อสูทดูใหญ่โตและคุกคาม สร้างความรู้สึกกดทับให้แก่ผู้พบเห็น การใช้รูปทรงที่ขยายใหญ่เกินจริง เคยเกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นกับเหตุการณ์ Zoot Suit ในทศวรรษ 1940 ที่ใช้ความเทอะทะของชุดเป็นเครื่องมือในการกบฏต่อกฎระเบียบและบรรทัดฐานของชนชั้นสูง แม้จุดจบของเรื่องราวคือการจราจล แต่สุดท้ายบทสนทนา และประเด็นของการเรียกร้องดังก้ไม่เคยหายไปในหน้าประวัติศาสตร์

ผสานกับการรีดเฟล็กซ์ เป็นแถบสี ชมพู ฟ้า และขาว ดูเผินๆ อาจเป็นเพียงการเล่นสไตล์ป๊อปอาร์ต ที่ดูสดใสและไร้เดียงสา ทว่านี่คือกับดักทางสายตา ชั้นยอด เพราะเมื่อผู้ชมนำภาพถ่ายของชุดนี้ไปผ่านกระบวนการ Invert สี ในสมาร์ทโฟน แถบสีพาสเทลเหล่านั้นจะปรากฏร่างที่แท้จริง เป็นชุดสีเอกลักษณ์ที่เราคุ้นเคย 

เทคนิคการซ่อนนัยยะ ผ่านการบิดเบือนทางสายตาเช่นนี้ ชวนให้นึกถึงการออกแบบของ Kunihiko Morinaga จากแบรนด์ ANREALAGE ผู้บุกเบิกเทคนิคการใช้สีที่ทำปฏิกิริยากับแสง ซึ่งเสื้อผ้าจะเปลี่ยนเป็นอีกลวดลายหนึ่งเมื่อถูกแสง UV หรือแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป สื่อถึงเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ตาเห็นกับความจริงที่ซ่อนอยู่ รวมถึงการเล่นกับลัทธิ Culture Jamming หรือการหยิบยืมตราสินค้ามาล้อเลียน ซึ่งเป็นขบถทางแฟชั่นที่แบรนด์อย่าง Vetements หรือ Moschino มักใช้เสียดสีบริโภคนิยม

Look 02: การรื้อสร้างพันธนาการผ่านสถาปัตยกรรมกระดูก

สำหรับลุคที่สองณัฐวัฒน์พาเราย้อนกลับไปตั้งคำถามกับระบบการศึกษาและระเบียบวินัยที่กดทับเสรีภาพ ทั้งการถูกไถผม ตรวจความยาวถุงเท้า หรือแม้แต่ข้อห้ามจุกจิกอย่างการห้ามทาลิปสติก ชุดนี้คือการจำลองภาพของครูฝ่ายปกครอง ผู้มีกรอบความคิดอันคับแคบและล้าหลัง ซึ่งถูกอุปมาอุปไมยให้เป็นไดโนเสาร์ หรือซากฟอสซิลที่ยังมีลมหายใจ วลีเด็ดที่ว่า “เยาวชนกำลังต่อสู้กับไดโนเสาร์ ซึ่งไม่ใช่แค่อายุแต่เป็นความคิดที่ล้าหลัง” ถูกนำมาแปรสภาพเป็นเครื่องแต่งกายที่วิพากษ์ความบิดเบี้ยวของระบบราชการและสังคมไทยได้อย่างเจ็บแสบและตรงไปตรงมา

ณัฐวัฒน์ หยิบเอาความขัดแย้งสุดขั้วมาชนกันอย่างจัง เป็นการนำเอาซิลลูเอทท่อนบนที่มีกลิ่นอายความคลาสสิกของชุดไทยเรือนต้น มาจับคู่กับโครงสร้างที่ดุดัน ล้ำยุค และเหนือจริงอย่างโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ หากเราเจาะลึกมองผ่านเลนส์ของโลกแฟชั่นชั้นสูง เทคนิคที่ณัฐวัฒน์ใช้นั้นถือว่ามีน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการละทิ้งเส้นด้ายและเข็มในบางจุด เพื่อหันมาใช้วิธีทางวิศวกรรมแฟชั่นแทน ความโดดเด่นที่เตะตาที่สุดคือช่วงคอร์เซ็ตรัดเอวที่ทิ้งตัวยาวลงมาเป็นโครงสร้างหาง ซึ่งณัฐวัฒน์เลือกใช้วัสดุอุตสาหกรรมอย่างแผ่นยาง EVA และพลาสติกดามกระเป๋า นำมาผ่านกระบวนการเลเซอร์คัตทีละชิ้น ก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยเทคนิคการสานและขัดกัน ขึ้นรูปทรงโดยอาศัยน้ำหนักและแรงเกี่ยวรั้งของตัววัสดุเอง เทคนิคนี้ต้องอาศัยการคำนวณโครงสร้างที่แม่นยำ ซึ่งชวนให้เรานึกถึงผลงานโอตกูตูร์ของ Iris van Herpen ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี 3D Printing และ Laser-cut มาสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ดูราวกับโครงกระดูกสิ่งมีชีวิตนอกโลก เช่นในคอลเล็กชัน Capriole หรือ Syntopia และในขณะเดียวกัน การสร้างคอร์เซ็ตโครงกระดูกเช่นนี้ ก็ชวนให้หวนนึกถึงชิ้นงานระดับตำนานอย่าง Spine Corset หรือคอร์เซ็ตกระดูกสันหลังอะลูมิเนียมที่ออกแบบโดย Shaun Leane สำหรับ Alexander McQueen Spring Summer 1998 ซึ่งมอบความรู้สึกถึงความแข็งแกร่ง และดูดุดันอันตรายไปพร้อมๆ กัน

ไม่เพียงแต่โครงสร้างของกระดูกเท่านั้นที่น่าทึ่ง การสร้างวอลลุมใหม่ บนตัวเสื้อก็เฉียบขาดไม่แพ้กัน สำหรับดีเทลหนามแหลมบนตัวเสื้อที่ทำจากผ้าไทย ณัฐวัฒน์ใช้เทคนิคการยัดใยสังเคราะห์ ลงไปในตัวผ้า เพื่อปั้นรูปทรงสามมิติขึ้นมาใหม่ เทคนิคนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านความแบนราบของผ้าทอแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นโครงสร้างที่มีชีวิต 

การนำผ้าไทยมาทำเป็นหนามไดโนเสาร์ เป็นการสะท้อนความขบถที่ซ่อนอยู่ในความอ่อนช้อยได้อย่างชาญฉลาด และเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับลุคนี้ ณัฐวัฒน์ได้หยิบเอาวัสดุอุตสาหกรรมอย่างท่อน้ำแอร์ มาพาดประดับบริเวณเอว ซึ่งในแง่ของสัญญะทางแฟชั่น นี่คือการดึงลุคเข้าสู่ยุคอวกาศ อย่างสมบูรณ์แบบ ท่อพลาสติกเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนสายออกซิเจนของนักบินอวกาศ ทำให้นึกถึงยุค 1960s ที่ดีไซเนอร์อย่าง André Courrèges หรือ Pierre Cardin เคยปูทางไว้ ทว่าเมื่อถูกจับคู่กับ หน้ากากกันแก๊สพิษ ที่เติมความดิบเถื่อนเข้ามา ลุคนี้กลับไม่ได้ดูโลกสวยสดใสแบบยุค 60s แต่มันกลับพาเราดิ่งเข้าสู่โลกอนาคตแบบดิสโทเปีย ในสไตล์ของ Rick Owens หรือ Gareth Pugh 

ความตลกร้ายอีกประการของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในไทย คือการเซนเซอร์ ทั้งจากภาครัฐและจากบรรทัดฐานทางสังคม ณัฐวัฒน์เล่าเบื้องหลังของ Look 02 ว่าแท้จริงแล้ว ตัวเสื้อด้านในที่ถูกทับด้วยโครงกระดูกยาง EVA นั้น คือบอดี้สูทที่ทำจากผ้าไทย

“จริงๆ จะเอาชุดบอดี้สูทชุดไทย ไปให้นางแบบใส่ถ่ายตรงๆ มีแค่บอดี้สูทเลย แต่ก็กลัวโดนกระแสตีกลับเหมือนกัน… คนบางกลุ่มก็จะมาคอมเมนต์แล้วว่า ไม่เหมาะสม ทำออกมาได้ยังไง”

ในบริบทนี้ การสไตลิ่ง และการเลเยอร์โครงกระดูกทับลงไป จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สร้างสุนทรียศาสตร์ทางศิลปะ หรือเติมเต็มคอนเซปต์เท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่เป็น โล่กำบัง ที่ช่วยปกปิดความขบถที่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับกลุ่มคนที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่ง

นี่คือกลยุทธ์แบบ Trojan Horse ทางแฟชั่น ที่ซ่อนเจตนาอันแหลมคมไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเป็นงานศิลปะเหนือจริง ทำให้สารที่ต้องการสื่อสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ถูกสกัดกั้นเสียก่อน

บททดสอบสายตา… คุณเห็นความโกลาหลใดซ่อนอยู่บ้าง?

Photo : by @rakjerry

ผืนผ้าไหมพรมสีน้ำตาลหม่นที่ถูกถักทอขึ้นมาอย่างเรียบง่าย ไร้ซึ่งลวดลายสะดุดตาใดๆ มันทำหน้าที่โอบรัดและปกปิดทุกตารางนิ้วบนใบหน้า ซ่อนเร้นรอยยิ้ม การขบกราม หรือร่องรอยแห่งอารมณ์ รูดปิดตัวตนของผู้สวมใส่ให้จมหายไป ทิ้งไว้เพียงช่องว่างเล็กๆ ที่เผยให้เห็นแค่ดวงตาที่กำลังจ้องมองออกมา

คุณผู้อ่านลองตีความดูสิ ว่าอะไรซ่อนอยู่ใต้หมวกโม่งสีน้ำตาลใบนี้?

Photo : by @rakjerry

ชุดคลุมยาวที่มีรูปทรงประหลาดผิดแผกไปจากเครื่องแต่งกายทั่วไป มันทิ้งตัวยาวจรดหน้าแข้ง ทว่าสิ่งที่สะดุดตาจนแทบจะกลืนกินสัดส่วนที่แท้จริงของผู้สวมใส่ คือกระเป๋าทรงกลมขนาดมหึมาสองใบที่เย็บติดไว้บริเวณด้านข้างซ้ายและขวาอย่างสมมาตร

เมื่อมองจากระยะไกล กระเป๋ากลมโตทั้งสองใบที่ป่องนูนและถ่วงน้ำหนักลงมา ประกอบกับช่วงไหล่และลำตัวที่ตั้งตรง ทำให้เงาสะท้อนของผู้สวมใส่ดูราวกับค้อนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินได้ ราวกับลูกตุ้มที่บรรจุสรรพสิ่งลึกลับเอาไว้ มันบิดเบือนสรีระของมนุษย์ให้กลายเป็นเครื่องมือบางอย่างที่ดูทั้งน่าเกรงขามและเทอะทะในเวลาเดียวกัน

Photo : by @rakjerry

อย่างสุดท้ายรองเท้าหุ้มข้อที่ถูกบุนวมจนหนาเตอะ มันขยายสัดส่วนของช่วงเท้าให้ดูใหญ่โตและเทอะทะเกินจริง เปลี่ยนทุกย่างก้าวที่ควรจะพลิ้วไหวให้กลายเป็นความหนักอึ้ง ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลคอยฉุดรั้งให้ผู้สวมใส่ต้องติดหนึบอยู่กับผืนดิน ฝีเท้าที่ย่ำลงไปจึงดูเชื่องช้า ทว่าจมลึกและทิ้งรอยเท้าไว้อย่างชัดเจน

ไอเทมพวกนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเราก็เป็นได้….

The Final Stitch

มาถึงจุดนี้ ผู้อ่านอาจเกิดคำถามว่า ในเมื่อแฟชั่นสามารถทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังได้ขนาดนี้ เหตุใดเราจึงไม่ค่อยเห็นแบรนด์ไทยกระแสหลักหยิบยกประเด็นสังคมมาเล่นอย่างโจ่งแจ้ง

สมมติว่าพรุ่งนี้คุณมีนัดคุยงานสำคัญ หรือต้องไปเดตแรก คุณจะกล้าหยิบ ‘สูทที่แขนงอกยั้วเยี้ยเหมือนปลาหมึกนายทุน’ หรือ ‘กระโปรงหางไดโนเสาร์’ มาใส่เดินถนนไหม? 

คำตอบส่วนใหญ่อาจจะเป็นไม่ ใช่ไหม?

นี่คือเส้นขนานที่นักออกแบบแฟชั่นทุกคนต้องเผชิญ ณัฐวัฒน์เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่องานศิลปะเพื่อการวิพากษ์ ต้องแปรสภาพไปสู่งานพาณิชย์ เข็มทิศของดีไซเนอร์ย่อมต้องเบนไปตามกลไกตลาด

“พอมาทำในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจริงๆ มันมีเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง ที่อาจจะไม่ได้ให้เราใส่ความครีเอทีฟหรือการเสียดสีลงไปได้เต็มที่… เราไม่ใช่แบรนด์แบบนั้น และเรายังมีกฎหมาย มีเรื่องที่เราพูดถึงไม่ได้อยู่” 

ระหว่างการสนทนา ผู้เขียนได้หยิบยกกรณีศึกษาของ Demna Gvasalia จากแบรนด์ Balenciaga ผู้ซึ่งมักจะสร้างไอเทมแฟชั่นที่ท้าทายตรรกะของสังคมอยู่เสมอ เพื่อตั้งคำถามถึงความหมายของความหรูหรา

ณัฐวัฒน์ให้มุมมองที่น่าสนใจในฐานะคนทำเสื้อผ้าว่า สิ่งที่ Balenciaga ทำคือการดึง Visual ภาพลักษณ์ที่เห็นด้วยตา ของสิ่งของเหล่านั้นมาใช้ดื้อๆ เพื่อล้อเลียนกับกระแสวัฒนธรรมป๊อป และตอบสนองทาร์เก็ตกรุ๊ปกลุ่ม Niche ที่ต้องการ ทว่างานของเขาในคอลเล็กชันนี้ คือการทำงานแบบ Conceptual Design ที่ต้องนำนามธรรม มาแปลงค่าเป็นรูปทรงและวัสดุ ซึ่งหากจะนำมาทำเป็นแบรนด์ขายจริง ย่อมต้องอาศัยชั้นเชิงในการลดทอนความรุนแรงที่อาจจะได้รับที่สูงมาก

Photo : by @rakjerry

บทสรุปหลังเส้นด้าย

เมื่อวันเวลาผ่านไป บริบททางการเมืองที่เคยคุกรุ่นในวันนั้นอาจแปรเปลี่ยนรูปแบบไป ทว่าสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของซิลลูเอตและเส้นด้าย 

คอลเล็กชัน THE CHAOS THEORY ของณัฐวัฒน์ จึงไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประเมินผลการศึกษา แต่คือภาพถ่ายทางความคิดของGen Z ซึ่งเป็นคนรุ่นที่ให้ความสำคัญกับการยืนยันตัวตน อย่างยิ่ง อ้างอิงจากข้อมูลของ McKinsey ในปี 2023 ที่ระบุว่าร้อยละ 73 ของคนรุ่นใหม่เปิดรับแฟชั่นที่ทลายกรอบเดิมๆ มากขึ้น เพื่อสะท้อนอุดมการณ์ส่วนบุคคล

“ถ้าถามตอนนี้ พวกม็อบมันก็ไม่มีแล้วเนาะ… แต่มันก็ภูมิใจที่มองกลับมาแล้วรู้สึกว่า ช่วงนั้นเราสู้กันนะ ตอนนั้นเราก็รู้ว่าเรามีสิทธิและเสรีภาพยังไง ที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อต้องการให้ประเทศมันเปลี่ยนแปลง… ภูมิใจมากกว่า” 

ณัฐวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ตกผลึก แม้แฟชั่นอาจไม่ใช่อาวุธที่เปลี่ยนขั้วอำนาจได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือเครื่องมือสื่อสารเชิงรุก และ เกราะป้องกัน ที่ช่วยรักษาบทสนทนาของสังคมให้อยู่รอด การที่เสื้อผ้าชุดหนึ่งสามารถทำให้คนหยุดมองและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ นั่นคือการทำหน้าที่ของมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ท้ายที่สุดนี้ เมื่อคุณเปิดประตูตู้เสื้อผ้าและทอดสายตามองอาภรณ์ที่แขวนเรียงราย จงระลึกไว้เสมอว่า ทุกการจับจ่ายคือการเมือง ทุกเฉดสีที่คุณเลือกหยิบ ทุกลวดลายที่คุณยอมควักกระเป๋าจ่าย มันคือการตกลงปลงใจซื้ออุดมการณ์ของดีไซเนอร์ที่สอดรับกับตัวตนของคุณ

ชุดทำงานที่ถูกรีดจนเนี้ยบกริบของคุณ… คือเครื่องแบบของการสยบยอมต่อระบบหรือไม่? 

เสื้อยืดสกรีนลายย้วยๆ ตัวนั้น… คือพื้นที่ขบถเล็กๆ เพียงแห่งเดียวที่คุณอนุญาตให้ตัวเองได้ปลดแอกหรือเปล่า?

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสื้อผ้าก็ยังเป็นผ้าและเส้นด้ายที่ถูกเย็บติดกัน… จนกว่าคุณจะสวมใส่มัน และมอบความหมายให้มันได้ตะโกน เรื่องราวแทนตัวคุณ ในฐานะพื้นที่ทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด ที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะพึงครอบครองได้

Similar Articles

More