ภายใต้หลังคากระจกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Grand Palais ใจกลางกรุงปารีส การแข่งขันกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางระดับ CSI 5* อย่าง Saut Hermès ก็ได้เวียนกลับมาจัดอีกเป็นครั้งที่ 16 ถือเป็นการตอกย้ำสถานะของอีเวนต์นี้ในฐานะ ‘พื้นที่บรรจบ’ ระหว่างกีฬาชั้นสูง งานศิลป์ และโลกของเมซง Hermès ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Notes: คำว่า CSI ย่อมาจาก Concours de Saut International (การแข่งขันกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางนานาชาติ) การจัดอันดับความยากและความสำคัญของการแข่งขันภายใต้สหพันธ์ขี่ม้านานาชาติ (Fédération Équestre Internationale) จะจัดระดับด้วย ‘ดาว’ ตั้งแต่ 1* ถึง 5*
CSI 5* คือระดับสูงสุดของการแข่งขันประเภทนี้ ซึ่งหมายความว่า:
- เป็นรายการระดับ ‘elite’ ของโลก นักกีฬาที่เข้าร่วมมักเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
- เงินรางวัลสูงมาก และมีคะแนนสะสมระดับโลก
- ความยากของสนามสูง ทั้งความสูงของสิ่งกีดขวาง (โดยทั่วไปถึง ~1.60 เมตร) และการออกแบบคอร์ส
- ม้าต้องมีประสบการณ์และสมรรถนะสูงมาก เพราะสนามท้าทายทั้งเทคนิค ความเร็ว และความแม่นยำ
- มักจัดในสถานที่สำคัญหรือ iconic เช่น Grand Palais ในปารีส
ตลอดสามวันระหว่าง 20–22 มีนาคม บรรยากาศภายในถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภูมิทัศน์แห่งจินตนาการ พื้นทรายทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แสงธรรมชาติสาดผ่านโครงสร้างเหล็กและกระจก ขณะที่เสียงฝีเท้าม้ากับจังหวะดนตรีเพอร์คัชชันหลอมรวมกันเป็นประสบการณ์ที่ทั้งร่วมสมัยและเปี่ยมบทกวี รับกับธีมหลักของปีนี้ ‘The Call to Venture Beyond’ ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของการแข่งขันและการก้าวข้ามขีดจำกัด ทั้งในเชิงกีฬาและการสร้างสรรค์ ไม่เป็นเพียงแค่แนวคิดเชิงศิลป์ Pierre-Alexis Dumas ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Hermès วางโทนของงานให้เหมือนการเดินทางสู่ ‘ขอบฟ้าใหม่’ ที่เปิดกว้างทั้งสำหรับนักกีฬาและผู้ชม

การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันแรก โดยมีนักขี่ม้ากว่า 60 คนจาก 18 ประเทศ รวมถึงดาวรุ่งอายุต่ำกว่า 25 ปีอีก 20 คนเข้าร่วม François-Xavier Boudant สร้างโมเมนต์สำคัญให้กับเจ้าภาพฝรั่งเศสด้วยชัยชนะใน Prix Hermès Sellier ขณะที่ Willem Greve คว้าชัยเปิดสนามใน Prix du Grand Palais และ Mathieu Guéry นักขี่ดาวรุ่งจากเบลเยียม สร้างชื่อในรายการ Talents Hermès สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘Talents Hermès’ เปรียบเสมือนพื้นที่บ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับมือกับแรงกดดันระดับเดียวกับนักกีฬาชั้นนำ สะท้อนความตั้งใจของ Hermès ในการส่งต่อ savoir-faire และจิตวิญญาณของกีฬาไปสู่อนาคต


วันที่สองเพิ่มดีกรีความเข้มข้น Pieter Devos จากเบลเยียมโดดเด่นในรายการ Saut Hermès ซึ่งเป็นการแข่งขันสองรอบที่ท้าทายทั้งเทคนิคและกลยุทธ์ ขณะที่ Mathieu Billot คว้าชัยใน Prix GL Events ด้วยความเร็วและความแม่นยำระดับสูง บรรยากาศในวันเสาร์ยังถูกเติมเต็มด้วย performance ‘Tous percussionnistes’ ที่ผสานม้า นักแสดง และนักดนตรีเข้าด้วยกัน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ Hermès มองอีเวนต์เป็นเวทีศิลปะที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันกีฬา
จุดสูงสุดของงานเกิดขึ้นในวันสุดท้าย เมื่อ Scott Brash มือหนึ่งของโลกจากสกอตแลนด์ แสดง ‘masterclass’ อย่างแท้จริงใน Grand Prix Hermès ด้วยการขี่ Hello Chadora Lady คว้าชัยโดยไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งไล่ทัน ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ และยังตอกย้ำระดับของรายการที่ดึงดูดนักกีฬาชั้นนำของโลก ขณะเดียวกัน Kristaps Neretnieks ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้ลัตเวียด้วยชัยชนะครั้งแรกในรายการนี้ และทีมสหราชอาณาจักรก็คว้าชัยใน Talents Hermès ประเภททีม
สิ่งที่ทำให้ Saut Hermès แตกต่างจากการแข่งขันขี่ม้าทั่วไป คือ ‘ประสบการณ์โดยรวม’ ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ pop-up store ร้านหนังสือเกี่ยวกับม้า เวิร์กช็อปช่างทำอานม้า ไปจนถึง family paddock ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสโลกของม้าอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ชมกลายเป็น participant ในโลกของ Hermès อย่างเต็มตัวนอกเหนือจากการร่วมเป็น spectator

ในเชิงตัวเลข งานปีนี้ต้อนรับผู้ชมกว่า 17,000 คน ใช้ทรายมากถึง 1,550 ตัน และมีม้าแข่งขันกว่า 120 ตัว แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่สามารถอธิบาย ‘ความรู้สึก’ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ความรู้สึกที่เกิดจากการได้เห็นกีฬาในระดับสูงสุด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่งดงามราวกับฉากในความฝัน
ท้ายที่สุด Saut Hermès เปรียบเสมือนเป็นบทสนทนาระหว่าง ‘movement’ และ ‘craft’ ระหว่างแรงม้ากับมือช่าง ระหว่างอดีตที่สั่งสมและอนาคตที่กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกปี และในปี 2026 นี้ บทสนทนาดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไป สง่างาม เงียบขรึม แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง






