‘ถูกสเปก (Let’s Go)’ ในแบบของ HONGSHI จาก LYKN

ในยุคที่ความสัมพันธ์ถูกเรียกชื่อด้วยคำอย่าง situationship และขับเคลื่อนด้วยจังหวะของการ “ลองเชิง” มากกว่าการสารภาพตรงไปตรงมา การตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นอาจฟังดูคลาสสิกไปนิด—but it still hits. สำหรับ ฮง พิเชฐพงศ์ จิรเดชสกุลวงศ์ หรือ HONGSHI จาก LYKN โมเมนต์นั้นถูกขยายให้ชัดขึ้นใน “ถูกสเปก (Let’s Go)” โซโล่ซิงเกิลจากอัลบั้มที่สองของวง ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนภาษากลางของแรงดึงดูดแรกพบ

เพลงนี้เผยให้เห็นอีกเลเยอร์ของ HONGSHI ในฐานะศิลปินระหว่าง hip-hop attitude ที่เฉียบคม และ pop sensibility ที่เข้าถึงง่าย ซึ่งเริ่มนิยามตัวตนทางดนตรีของเขาได้ชัดขึ้นกว่าที่เคย ด้วยประโยคเปิดที่แทบจะทำให้จังหวะหัวใจสะดุด—“I don’t know who you are, but you’re already messing with my heart”—เพลงไม่ได้พยายามอธิบายความรักอย่างลึกซึ้ง แต่เลือกจะโฟกัสไปที่ “ความรู้สึกแรก” ที่ยังไม่ทันได้ให้เหตุผลกับตัวเอง แต่ชัดพอจะทำให้ใครบางคนอยากเดินเข้าไปหา

แอลเมนชวน HONGSHI มาถอดรหัสทั้งเบื้องหลังความคิด วิธีการทำงานร่วมกับ KANGSOMKS และนิยามของคำว่า “ถูกสเปก” ในวันที่เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่แร็ปเปอร์ของวง—but an artist stepping into his own voice.

จากประโยคเปิด “I don’t know who you are, but you’re already messing with my heart” อะไรคือประสบการณ์จริงหรืออารมณ์ตั้งต้นที่ทำให้อยากเล่าเรื่องนี้ออกมาเป็นเพลง

จริงๆ ตอนแรกผมบรีฟไว้เป็นอีกเรื่องเลยครับ แต่พอมานั่งตกตะกอนกับตัวเองแล้วรู้สึกว่าพอเป็นเพลงแรก เราอยากเล่าอะไรที่มันเปิดกว้างมากกว่า ไม่อยากล็อกอยู่ในสถานการณ์เฉพาะจนเครียดเกินไป เลยเริ่มจากคำคำเดียวคือคำว่า “type” แล้วลองค้นดูว่ามีเพลงที่พูดถึงมุมนี้ยังไม่เยอะ ก็เลยค่อยๆ build จากจินตนาการ—โมเมนต์ที่เราเจอใครสักคนครั้งแรก ยังไม่รู้จักชื่อ แต่รู้สึกว่า “ใช่” ตั้งแต่แรกเห็น

“ถูกสเปก” ในมุมของ HONGSHI คือแค่แรงดึงดูดฉับพลัน หรือมีเลเยอร์ของความเข้าใจบางอย่างที่ลึกกว่านั้นซ่อนอยู่

ผมว่ามันเริ่มจากแรงดึงดูดก่อนเลยครับ ไม่งั้นเราคงไม่อยากเข้าไปทำความรู้จัก แต่หลังจากนั้นมันคือการค่อยๆ เรียนรู้กัน ซึ่งแต่ละคนก็มีหลายเลเยอร์ พอยิ่งเปิดใจมากขึ้น เราก็ยิ่งเข้าใจลึกขึ้น มันเป็นธรรมชาติของทุกความสัมพันธ์เลย ไม่ว่าจะเป็นคนรักหรือเพื่อน ส่วนตัวผมใช้คำว่า “ถูกสเปก” ได้กับทุกอย่างเลยนะ ทั้งคน ทั้งของที่เราใช้ แค่รู้สึกว่ามันเข้ากับเรา

การมีส่วนร่วมทั้งเขียนเนื้อและเมโลดี้ เพลงนี้สะท้อน “เสียงข้างใน” ของฮงในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง

มันสะท้อนว่าผมยังเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่คนคุ้นเคยอยู่ครับ ขี้เล่น กวนๆ น่ารักๆ เพราะด้วยคาแรกเตอร์ที่ผ่านมา ถ้าผมพูดอะไรจริงจังมาก คนอาจจะยังไม่อินขนาดนั้น เลยเลือกเล่าผ่านมุมที่เป็นเราก่อน แต่กระบวนการเขียนก็ท้าทายมาก เพราะต้องลองเขียนเอง มีหลาย draft มาก เขียนตั้งแต่ก่อนทัวร์อเมริกา แล้วก็ส่งไปมาปรับกับโปรดิวเซอร์ตลอด ประโยคแรกคือยากที่สุด แต่พอได้แล้ว ที่เหลือมันจะไหลตามมา

ระหว่างความ “คลั่งรัก” กับ “ความจริงใจ” ฮงมองว่าสองสิ่งนี้ต่างกันยังไง และเพลงนี้พยายามบาลานซ์มันแบบไหน

ความคลั่งรักสำหรับผมคืออารมณ์ช่วงแรกของการจีบกัน มันจะพุ่งมาก แต่ความจริงใจคือสิ่งที่อยู่ระยะยาว มันคือความเชื่อใจและความมั่นคงของความสัมพันธ์ เพลงนี้จะไปทาง “คลั่งรัก” มากกว่า เพราะมันคือจุดเริ่มต้น แต่ลึกๆ มันก็ยังมีความจริงใจอยู่เหมือนกัน แบบเราขี้เล่นนะ แต่ก็อยากให้ลองเปิดใจเรียนรู้กันจริงๆ

{“ARInfo”:{“IsUseAR”:false},”Version”:”1.0.0″,”MakeupInfo”:{“IsUseMakeup”:false},”FaceliftInfo”:{“IsChangeEyeLift”:false,”IsChangeFacelift”:false,”IsChangePostureLift”:false,”IsChangeNose”:false,”IsChangeFaceChin”:false,”IsChangeMouth”:false,”IsChangeThinFace”:false},”BeautyInfo”:{“SwitchMedicatedAcne”:false,”IsAIBeauty”:false,”IsBrightEyes”:false,”IsSharpen”:false,”IsOldBeauty”:false,”IsReduceBlackEyes”:false},”HandlerInfo”:{“AppName”:2},”FilterInfo”:{“IsUseFilter”:false}}

ในเชิงโปรดักชัน การทำงานร่วมกับ KANGSOMKS และทีมโปรดิวเซอร์ ช่วยขยายตัวตนทางดนตรีของฮงไปในทิศทางไหนที่ต่างจากเดิม

มันอาจจะไม่ได้ต่างแบบพลิกไปเลย แต่ทำให้ผมมั่นใจในทางที่ตัวเองอยู่มากขึ้นครับ ตั้งแต่แรกผมถูกวางเป็นแร็ปเปอร์ ก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าทำได้ดีไหม แต่พอทำงานกับพี่แกงส้มมาเรื่อยๆ ตลอด 2–3 ปี มันทำให้ผมเชื่อในตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลือกเสพดนตรีหรือพัฒนาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นอีกก้าวที่ทำให้ผมมั่นใจในความเป็นฮิปฮอป-ป๊อปของตัวเอง

ท่อนฮุก “ถูกสเปก Let’s Go” มีพลังของความเป็นป๊อปสูงมาก สำหรับฮง มันคือแค่ความติดหู หรือเป็น statement บางอย่างที่อยากสื่อออกไป

ผมมองว่ามันคือความติดหูมากกว่าครับ ยังไม่ได้ถึงขั้นเป็น statement อะไรใหญ่ๆ ตอนแรกก็แอบเขินกับคำว่า “สเปก” เหมือนกัน แต่พอฟังไปเรื่อยๆ มันดันติดหู เลยกลายเป็น foundation ของเพลงนี้ แล้วค่อย build ส่วนอื่นขึ้นมาจากตรงนั้น

ถ้ามองเพลงนี้เป็น “ซีนหนึ่งของชีวิต” มันคือช่วงเวลาแบบไหน และตัวฮงในซีนนี้กำลังลังเลหรือมั่นใจแค่ไหนกับความรู้สึกนั้น

มันคือซีนที่เราเจอคนที่ชอบครับ เป็นโมเมนต์ที่ยังไม่ชัดว่าจะเดินหน้าหรือถอยดี ไม่ถึงกับลังเลจ๋าๆ แต่เป็นฟีล “เชิง” มากกว่า เหมือนลองเชิงกันไปมา เพราะเดี๋ยวนี้คนเราจะไม่ได้เดินเข้าไปตรงๆ แล้ว มันมีความเล่นเกมนิดๆ ว่าเขาคิดเหมือนเราหรือเปล่า

ในฐานะโซโล่ซิงเกิลจากอัลบั้มที่สองของ LYKN เพลงนี้ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายอะไรในเส้นทางศิลปินของฮง

ผมมองว่ามันเป็นเหมือนการ “แนะนำตัว” ในฐานะศิลปินเดี่ยวมากขึ้นครับ ว่านี่คือโทนที่ผมอยากทำ นี่คือคาแรกเตอร์ที่ผมมั่นใจ และเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คนเห็นตัวตนของผมชัดขึ้นนอกเหนือจากภาพของวง

ความ “ขี้เล่น” ที่อยู่ในเพลงนี้เป็นสิ่งที่ฮงตั้งใจใช้เพื่อปกป้องความรู้สึกจริง หรือมันคือธรรมชาติของฮงอยู่แล้ว

มันเป็นธรรมชาติของผมอยู่แล้วครับ แต่ก็อาจจะมีส่วนที่ใช้มันเป็นเกราะเหมือนกัน เพราะการเล่าอะไรผ่านความขี้เล่นมันทำให้เข้าถึงคนง่าย แล้วเราก็ยังสามารถซ่อนความรู้สึกจริงบางอย่างไว้ข้างในได้โดยที่มันไม่หนักเกินไป

ถ้าคนฟังจะจดจำ “ถูกสเปก (Let’s Go)” เป็นความรู้สึกหนึ่งในชีวิต ฮงอยากให้มันไปอยู่ในโมเมนต์แบบไหน การเริ่มต้น ความเสี่ยง หรือการยอมปล่อยใจ

ผมอยากให้มันอยู่ในโมเมนต์ของ “การเริ่มต้น” ครับ เป็นช่วงที่เรารู้สึกกับใครสักคนแล้วกำลังจะก้าวออกไปหาเขา ถึงจะยังไม่แน่ใจทั้งหมด แต่มันคือช่วงที่สนุกที่สุดช่วงหนึ่งของความรู้สึกแล้ว

ในวันที่ศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากพยายาม “พูดบางอย่าง” ผ่านเพลงของตัวเอง HONGSHI เลือกจะ “รู้สึกบางอย่าง” ให้ชัดก่อน แล้วปล่อยให้มันไหลออกมาในภาษาที่เข้าถึงง่ายที่สุด

และบางที “การไม่รู้” ว่าความสัมพันธ์นั้นจะไปจบที่ไหน อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากกด Let’s Go มากที่สุดก็ได้

Similar Articles

More