บ๊อกเซ็ตรวมหนังเด่นที่กำกับโดย เควนติน ทารันติโน

หากพูดถึงผู้กำกับที่สามารถสร้าง “ลายเซ็น” ของตัวเองจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชื่อของ Quentin Tarantino (เควนติน ทารันติโน) ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่ถูกนึกถึง ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดกับเส้นเวลาปกติ บทสนทนาที่เฉียบคม เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและชั้นเชิง การหยิบวัฒนธรรมป๊อปมาผสมผสานกับโลกภาพยนตร์ รวมถึงฉากความรุนแรงที่ถูกออกแบบอย่างมีศิลปะ

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปี ทารันติโนได้สร้างผลงานที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับและคนรักภาพยนตร์ทั่วโลก ตั้งแต่หนังอาชญากรรมสุดคลาสสิก เรื่องราวแก้แค้นแบบเลือดเดือด ไปจนถึงการตีความประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองเฉพาะตัว เพื่อทำความรู้จักโลกภาพยนตร์ในแบบฉบับของทารันติโน นี่คือ 8 ผลงานเด่นที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ จังหวะการเล่าเรื่อง และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับที่ยังคงสร้างปรากฏการณ์ในวงการภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้

1. Reservoir Dogs (1992) จุดเริ่มต้นของจักรวาลทารันติโน

ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Quentin Tarantino กับเรื่องราวของชาย 6 คนที่ถูกว่าจ้างให้ปล้นเพชร แต่ภารกิจกลับล้มเหลว เมื่อหนึ่งในสมาชิกถูกยิง และทุกคนเริ่มสงสัยว่ามี “สายตำรวจ” แฝงตัวอยู่ในกลุ่ม หนังพาคนดูเข้าสู่เกมความระแวงในโกดังเล็กๆ ผ่านตัวละครชื่อรหัสสีอย่าง Mr. White, Mr. Orange, Mr. Pink และ Mr. Blonde พร้อมการเล่าเรื่องสลับระหว่างเหตุการณ์หลังภารกิจกับอดีตของแต่ละคน

Mass Image Compressor Compressed this image. https://sourceforge.net/projects/icompress/
Editor’s Note: แม้จะเป็นหนังปล้นที่แทบไม่มีฉากปล้น และมีพล็อตเรียบง่าย แต่ Reservoir Dogs กลับโดดเด่นด้วยบทสนทนาที่เฉียบคม ความรุนแรงแบบดิบเถื่อน และการเล่าเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “Tarantino Style” ที่เต็มไปด้วยความกวน ความดาร์ก และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทารันติโนใช้เวลาเขียนบทเพียง 3 สัปดาห์ครึ่ง และถ่ายทำเพียง 35 วัน ก่อนสร้างชื่อให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่น่าจับตามองที่สุดแห่งยุค

2. Pulp Fiction (1994) หนังที่เปลี่ยนภาพจำของวงการภาพยนตร์ยุค 90s

หนังลำดับที่ 2 ในอาชีพผู้กำกับของทารันติโนที่กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์อาชญากรรมระดับตำนาน เรื่องราวของความบังเอิญและชะตากรรมของกลุ่มคนที่ดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่หายนะ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดกลับเชื่อมโยงกันอย่างคาดไม่ถึง หนังเล่าผ่าน 3 เส้นเรื่องหลัก ตั้งแต่มือปืนคู่หู Vincent และ Jules ที่ต้องดูแล Mia ภรรยาเจ้านายเป็นเวลา 1 คืน, Butch นักมวยที่หักหลังแผนล้มมวยเพื่อเงินก้อนใหญ่ และคู่รักโจรกระจอกที่บังเอิญเข้ามาปล้นร้านอาหารเดียวกัน จนทุกเหตุการณ์มาบรรจบกันในโลกอาชญากรรมสุดปั่นป่วน

Editor’s Note: Pulp Fiction โดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลา บทสนทนาอันเฉียบคม ตัวละครสุดจัด และสไตล์ความรุนแรงที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นภาพจำของ “Tarantino Style” ออกฉายในปี 1994 นำแสดงโดย John Travolta, Samuel L. Jackson, Bruce Willis และ Uma Thurman ที่แจ้งเกิดจากบท Mia Wallace หนังใช้งบสร้างเพียง 8 ล้านดอลลาร์ แต่ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 210 ล้านดอลลาร์ พร้อมคว้ารางวัลและเสียงชื่นชมมากมาย รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สำคัญของประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด

3. Jackie Brown (1997) เกมหักเหลี่ยมในโลกอาชญากรรมของทารันติโน

ภาพยนตร์อาชญากรรมดราม่าที่ดัดแปลงจากนิยาย Rum Punch ของ Elmore Leonard นำแสดงโดย Pam Grier, Samuel L. Jackson และ Robert Forster เล่าเรื่องราวของ Jackie Brown แอร์โฮสเตสวัยกลางคนที่ลักลอบขนเงินผิดกฎหมายให้ Ordell พ่อค้าอาวุธเถื่อน ก่อนถูกตำรวจจับและถูกกดดันให้เป็นสายลับเพื่อเอาผิดเขา เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย Jackie จึงเลือกพลิกเกมด้วยแผนซ้อนแผน หลอกทั้งตำรวจและอาชญากร เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก

Editor’s Note: แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและจังหวะเร้าใจ Jackie Brown แสดงให้เห็นอีกด้านของทารันติโน ผ่านการเล่าเรื่องที่สุขุมขึ้น เน้นบทสนทนา ตัวละคร และบรรยากาศแบบหนังอาชญากรรมยุค 70s แม้จังหวะการเล่าเรื่องจะเนิบช้าและอาจไม่ถูกใจผู้ชมทุกคน แต่ก็ถือเป็นผลงานที่สะท้อนการเติบโตด้านการเล่าเรื่องของผู้กำกับได้อย่างชัดเจน

4. Kill Bill Vol. 1 & 2 (2003–2004) มหากาพย์ล้างแค้นฉบับสมบูรณ์ของทารันติโน

เวอร์ชันสมบูรณ์ของ Kill Bill ที่รวมเนื้อหาจาก Kill Bill: Vol. 1 (2003) และ Kill Bill: Vol. 2 (2004) เข้าไว้ด้วยกันตามวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของทารันติโน ความยาวกว่า 4 ชั่วโมง ถ่ายทอดเรื่องราวการล้างแค้นของ “Beatrix Kiddo” หรือ “Black Mamba” อดีตนักฆ่าแห่งกลุ่ม Deadly Viper ที่ถูกหักหลังและต้องกลับมาทวงคืนความยุติธรรม หลังจาก Beatrix ตัดสินใจวางมือจากโลกนักฆ่าและเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอกลับถูก Bill อดีตคนรักและหัวหน้ากลุ่ม Deadly Viper บุกทำร้ายจนต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรานานกว่า 4 ปี เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอจึงเริ่มต้นภารกิจล้างแค้นเพื่อจัดการทุกคนที่พรากชีวิตเดิมของเธอไป เดิมทีทารันติโนตั้งใจให้ Kill Bill เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียว แต่ด้วยความยาวที่มากกว่า 4 ชั่วโมงจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค ก่อนจะนำกลับมาตัดต่อใหม่เป็น The Whole Bloody Affair ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2006

Editor’s Note: นี่คือหนึ่งในผลงานที่สะท้อนความหลงใหลในภาพยนตร์ของทารันติโนได้ชัดเจนที่สุด ด้วยการผสมผสานหนังซามูไร หนังศิลปะการต่อสู้ หนังแก้แค้น และวัฒนธรรมป๊อปเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นมหากาพย์แอ็กชันที่เต็มไปด้วยสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

5. Inglourious Basterds (2009) เมื่อทารันติโนเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ผ่านภาพยนตร์

ภาพยนตร์สงครามในแบบฉบับทารันติโนที่นำเหตุการณ์ในยุคนาซีมาถ่ายทอดผ่านมุมมองใหม่ เรื่องราวของ Shosanna Dreyfus หญิงสาวชาวยิวที่รอดชีวิตจากการสังหารครอบครัวโดยพันเอก Hans Landa แห่งกองทัพนาซี ก่อนหลบหนีมายังปารีสและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของโรงภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน ร้อยโท Aldo Raine ได้ก่อตั้งกลุ่มทหารอเมริกันเชื้อสายยิว “The Basterds” เพื่อออกปฏิบัติการล้างแค้นกองทัพนาซี พร้อมร่วมมือกับ Bridget von Hammersmark นักแสดงหญิงชาวเยอรมันที่เป็นสายลับ ในภารกิจโค่นผู้นำนาซี เมื่อแผนของทั้งสองฝ่ายมาบรรจบกัน โรงภาพยนตร์ของ Shosanna จึงกลายเป็นเวทีแห่งการแก้แค้นครั้งใหญ่

Editor’s Note: ทารันติโนผสมผสานประวัติศาสตร์ สงคราม ดราม่า และความเป็นภาพยนตร์เข้าด้วยกัน พร้อมบทสนทนาที่เข้มข้นและตัวละครสุดโดดเด่น โดยเฉพาะ Hans Landa ที่กลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่น่าจดจำที่สุดในโลกภาพยนตร์ Inglourious Basterds เป็นหนังสงครามที่ตีความประวัติศาสตร์ใหม่ในแบบฉบับของ Tarantino ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง สไตล์ และความคาดเดาไม่ได้

6. Django Unchained (2012) คาวบอยล้างแค้นฉบับทารันติโน

ภาพยนตร์แนว Western ในแบบฉบับทารันติโนที่เล่าเรื่องราวของ Django ทาสหนุ่มผู้ต้องการทวงคืนอิสรภาพและแก้แค้น หลังได้พบกับ Dr. King Schultz นักล่าค่าหัวผู้มีฝีมือ ทั้งสองจึงร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งความตาย เพื่อออกตามล่ากลุ่มคนที่เคยทำร้าย Django และภรรยาของเขา จากคู่หูนักล่าค่าหัว สายสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมิตรภาพ เมื่อ Django ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้และการใช้ปืน จนกลายเป็นนักล่าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและสไตล์เฉพาะตัว แต่ภารกิจครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Django ต้องบุกไปยัง Candyland ไร่ของ Calvin Candie เจ้าของทาสผู้โหดเหี้ยม เพื่อช่วยเหลือภรรยาของเขากลับคืนมา ท่ามกลางอันตรายและเกมจิตวิทยาที่เต็มไปด้วยความรุนแรง

Editor’s Note: ทารันติโนนำกลิ่นอายหนังคาวบอยคลาสสิกมาผสมกับประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ การแก้แค้น และความยุติธรรม พร้อมบทสนทนาอันเข้มข้นและฉากแอ็กชันที่ดุดัน จนทำให้ Django Unchained กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังส่งให้ Christoph Waltz คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และตอกย้ำความสามารถของ Tarantino ในการเล่าเรื่องราวรุนแรงผ่านสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

7. The Hateful Eight (2015) เกมจิตวิทยาในห้องปิดตาย

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ สิ้นสุดลงไม่นาน เมื่อ มาร์ควิสวอร์เรน รับบทโดย Samuel L. Jackson อดีตนายทหารและนักล่าค่าหัว ติดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจาก จอห์นรูท (Kurt Russell) นักล่าค่าหัวผู้กำลังพาอาชญากรสาว เดซี่เดอร์โก รับบทโดย Jennifer Jason Leigh ไปส่งตัวเพื่อรับค่าหัวที่เมือง Red Rock ระหว่างทาง ทั้งคู่รับ คริสแมนนิกซ์ รับบทโดย Walton Goggins อดีตทหารฝ่ายสมาพันธรัฐที่อ้างว่ากำลังจะเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอคนใหม่ ก่อนที่ทุกคนจะต้องหลบพายุในร้านของมินนี่ ซึ่งกลับมีชายแปลกหน้าอีกสี่คนรออยู่ก่อนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือกำลังปกปิดอะไรไว้ เมื่อความไม่ไว้ใจค่อยๆ ก่อตัว บทสนทนาทุกประโยคจึงกลายเป็นเกมแห่งการจับผิด และทุกคนต่างพร้อมหักหลังกันเพื่อเอาชีวิตรอด

Editor’s Note: The Hateful Eight คือภาพยนตร์ที่พิสูจน์ว่าบทสนทนาสามารถสร้างความตึงเครียดได้ไม่แพ้ฉากแอ็กชัน ด้วยโครงสร้างเรื่องที่ค่อยๆ เปิดเผยปมของตัวละครทีละน้อย ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถามอยู่ตลอดว่าใครกำลังพูดความจริงและใครกำลังหลอกลวง การแสดงอันทรงพลังของทีมนักแสดง งานกำกับอันเฉียบคมขอทารันติโนและดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ที่ช่วยขับอารมณ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังระทึกขวัญที่เต็มไปด้วยเกมจิตวิทยา ความหวาดระแวง และการหักมุมที่ยังคงตราตรึงจนถึงฉากสุดท้าย

8. Once Upon a Time… in Hollywood (2019) จดหมายรักถึงฮอลลีวูดยุคทอง

Once Upon a Time… in Hollywood หรือชื่อไทย “กาลครั้งหนึ่งใน…ฮอลลีวู้ด” คือภาพยนตร์ดราม่ากลิ่นอายคาวบอยเวสเทิร์นจากฝีมือของทารันติโน ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ลอสแอนเจลิสในปี 1969 ช่วงเวลาที่ฮอลลีวูดกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคทองสู่ยุคใหม่ ผ่านเรื่องราวของเหล่าคนในวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และบุคคลสำคัญที่สะท้อนภาพวัฒนธรรมป๊อปของยุคนั้นได้อย่างมีเสน่ห์ ภาพยนตร์นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio, Brad Pitt และ Margot Robbie ถ่ายทอดเรื่องราวของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดในยุค 60s ผ่านมิตรภาพ ความฝัน และความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมบันเทิงที่กำลังเดินหน้าไปสู่ยุคใหม่ ในปี 1969 Rick Dalton รับบทโดย Leonardo DiCaprio นักแสดงซีรีส์คาวบอยชื่อดัง กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อาชีพเริ่มตกต่ำลง เขาพยายามกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับมา โดยมี Cliff Booth รับบทโดย Brad Pitt เพื่อนสนิทและสตันต์แมนคู่ใจคอยอยู่เคียงข้าง ทั้งในฐานะผู้ช่วย บอดี้การ์ด และคู่หูในการทำงาน ขณะเดียวกัน Rick ได้พบกับเพื่อนบ้านคนใหม่อย่าง Sharon Tate รับบทโดย Margot Robbie นักแสดงสาวดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนของความสดใสในยุคทองของฮอลลีวูด ก่อนที่เหตุการณ์สะเทือนขวัญจากคดีฆาตกรรมครอบครัว Manson จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมด

Editor’s Note: Once Upon a Time… in Hollywood คือจดหมายรักของทารันติโนที่ส่งถึงยุคทองของฮอลลีวูด ผ่านเรื่องราวของมิตรภาพ ความฝัน และการเปลี่ยนผ่านของวงการภาพยนตร์ในช่วงปลายยุค 60s การแสดงอันโดดเด่นของ Leonardo DiCaprio และ Brad Pitt ผสานกับบรรยากาศ แฟชั่น และวัฒนธรรมของยุคสมัย ทำให้หนังเต็มไปด้วยเสน่ห์ ขณะที่ช่วงท้ายของเรื่องสร้างความประทับใจด้วยการตีความเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในมุมมองใหม่ที่ทั้งเหนือความคาดหมายและทรงพลัง

ทำไมหนังของเควนติน ทารันติโนถึงยังถูกพูดถึง? เพราะเขาไม่ได้สร้างเพียง “เรื่องราว” แต่สร้างโลกที่มีภาษาของตัวเอง ตั้งแต่บทสนทนาที่กลายเป็นวลีคลาสสิก ตัวละครที่มีชีวิตชีวา ไปจนถึงการหยิบวัฒนธรรมป๊อปมาผสมกับภาพยนตร์อย่างไร้กฎเกณฑ์ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูหนังของทารันติโน อาจเริ่มจาก Pulp Fiction ต่อด้วย Kill Bill พักยกแล้วค่อยต่อ Inglourious Basterds และ Once Upon a Time… in Hollywood เพื่อสัมผัสวิวัฒนาการของหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค บ๊อกเซ็ตนับเป็นการเดินทางเข้าสู่จักรวาลของ Quentin Tarantino ที่เต็มไปด้วยสไตล์ความบ้าคลั่งและความเป็นภาพยนตร์อย่างแท้จริง

Similar Articles

More