สัปดาห์ Paris Menswear กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงค่ำ แต่ผู้เขียนเสร็จสิ้นภารกิจก่อนเวลา จึงพุ่งตรงมาที่สถานีรถไฟในทันที เพื่อเดินทางไป Deauville (โดวิล) เมืองชายทะเลอันงดงามทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ย้อนไปตอนก่อนเดินทางมาแฟชั่นวีค ผมคิดอยู่หลายหนแล้วว่า หากมีเวลาเหลือสักหนึ่งหรือสองวันหลังเสร็จงาน อยากออกไปนอกเมืองที่เงียบๆ คนน้อยๆ และเดินทางแบบไม่ต้องวางแผนตารางยาวเหยียด ไม่ต้องเร่งรีบ เมืองนั้นต้องอยู่ใกล้ปารีสพอสมควร เพราะเรามีเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนจะต้องกลับมาขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ และแล้วเมืองหนึ่งก็ป๊อปขึ้นมาในหัว นั่นคือ Deauville เพราะใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟจากปารีสเพียงสองชั่วโมงเศษ ประกอบกับช่วงนั้นยังไม่ถึงพีคของ Vacances หรือฤดูวันหยุดยาวประจำปีของชาวฝรั่งเศส ผู้คนจึงน่าจะยังไม่หนาแน่นมากนัก หลังจากนั้นการเตรียมตัวเดินทางก็เริ่มขึ้น


Deauville ได้เห็นภาพเมืองนี้ครั้งแรกจากภาพถ่ายแฟชั่นของ Dominique Issermann ในนิตยสาร Connoisseur ปี 1987 เป็นภาพขาวดำ นางแบบถือร่ม แต่งตัวเก๋แบบที่เรียกว่า ‘Parisian Chic’ วิ่งอยู่บนชายหาดอันเวิ้งว้าง อีกภาพคือผู้ชายถือร่มกระโดดโลดเต้นบนชายหาด และภาพแคมเปญชุดลายทางของ Sonia Rykiel นั่นคือภาพจำที่มีต่อเมืองนี้ ก่อนขึ้นรถไฟผมจึงไม่ได้ศึกษาอะไรมากนัก ขอให้ทุกอย่างเป็นเซอร์ไพรส์ เพื่อหนีจากความวุ่นวายในการทำงานช่วงแฟชั่นวีค สู่ทัศนียภาพสองข้างทางรถไฟอันเขียวขจี และทันทีที่ขบวนรถไฟเริ่มเข้าสู่ตัวเมือง ผ่านตึกรามบ้านช่องในสไตล์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามลำดับ
ระหว่างทางจากสถานีรถไฟไปโรงแรมที่พัก ได้เห็นบ้านเมืองในสถาปัตยกรรมแบบ Anglo-Norman หรือ Neo-Norman ซึ่งเป็นสไตล์ที่เกิดขึ้นจากการผสมกลิ่นอายสถาปัตยกรรมอังกฤษเข้ากับองค์ประกอบดั้งเดิมของนอร์มังดี ทั้งโครงไม้ครึ่งปูนครึ่งไม้ หลังคาทรงสูง หน้าจั่วที่ซ้อนลดหลั่นกัน ไปจนถึง bow window และระเบียงเล็กๆ ที่เปิดรับสวนและแสงทะเล เอาเข้าจริง ผมไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อนในชีวิต เพราะมาฝรั่งเศสหลายครั้ง แต่นอกจากปารีสแล้ว ส่วนใหญ่ก็ไปแต่ภาคใต้ หรือทางเทือกเขาแอลป์ ภาคเหนือยังไม่เคยขึ้นมา ทุกอย่างจึงดูตื่นตาตื่นใจไปเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีไม้ประดับเป็นลวดลายบนผนัง หลังคาสูงชันพร้อมหน้าจั่วแปลกตา สวนเล็กๆ หน้าบ้าน หรืออาคารสีพาสเทลที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากฉากภาพยนตร์ จนคิดขึ้นมาในใจว่า ทำไมเราไม่มาตั้งนานแล้ว
หลังมื้อเช้าแสนรื่นรมย์ริมระเบียง จึงได้เวลาออกสำรวจชายหาดอันเลื่องชื่อของ Deauville ก่อนที่ผู้คนมากมายจะออกมาในช่วงสาย ชายหาดประวัติศาสตร์แห่งนี้ นอกจากจะเป็นสถานตากอากาศยอดนิยมของชาวฝรั่งเศสแล้ว ยังเป็นโลเคชั่นถ่ายแฟชั่นของช่างภาพชื่อดังจากหลากหลายยุค และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Un Homme et Une Femme (A Man and a Woman) ของ Claude Lelouch ซึ่งทำให้ภาพของ Deauville กลายเป็นภาพจำระดับโลกในเวลาต่อมา วันนี้ได้มาเห็นสถานที่จริงจึงเข้าใจทันทีว่า มันสวยแบบนี้นี่เอง ทางเดินไม้ริมชายหาดอันโด่งดัง Les Planches ซึ่งทอดยาวกว่า 600 เมตรไปตามแนวทะเล
สองข้างเรียงรายด้วย Cabines de Plage หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและห้องอาบน้ำริมชายหาด แต่สิ่งที่เก๋มากคือบริเวณรั้วหน้าห้องเหล่านี้มีชื่อของนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่เคยมาร่วมงาน Deauville American Film Festival ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990s เป็นต้นมา เปรียบเสมือน Hollywood Walk of Fame ฉบับริมทะเลฝรั่งเศส ส่วนชายหาดของ Deauville นั้นกว้างและทอดยาวไกลสุดสายตา น้ำทะเลใส ท้องฟ้าสีน้ำเงิน เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มส่องลงมาตลอดแนวชายหาด ก็ยิ่งทำให้เมืองทั้งเมืองดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ และอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือกระโจมชายหาดหรือ parasols และ cabanas ขนาดเล็กสีสันสดใสที่เรียงรายอยู่บนผืนทราย นั่งมองทะเลไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมคนปารีสจึงหลงรักเมืองนี้
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Deauville แตกต่างจากเมืองตากอากาศริมทะเลทั่วไป คือสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของ Neo-Norman ทั้งโครงไม้สีเข้ม ผนังอิฐที่เรียงเป็นลวดลาย หลังคาสูง หน้าจั่วขนาดใหญ่ และบ้านพักตากอากาศที่ดูเหมือนมีบุคลิกเป็นของตัวเอง ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เมืองนี้เป็น seaside resort สำหรับชนชั้นสูงและชาวปารีสตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ร้านค้าแบรนด์ดังแต่ละร้านก็ได้รับการออกแบบให้เข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของเมืองอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น Hermès, Louis Vuitton และแบรนด์แฟชั่นอีกมากมาย จนการเดินช้อปปิ้งใน Deauville ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองแฟชั่น แต่เหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากแฟชั่นที่มีชีวิต แต่จุดที่เราอยากแวะชมมากที่สุดคือบริเวณที่ตั้งร้านเสื้อผ้าร้านแรกของ Gabrielle ‘Coco’ Chanel ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก
Chanel เปิดร้านแรกที่ Deauville ในปี 1912 และในปีต่อมาเริ่มนำเสื้อผ้าสปอร์ตแวร์ที่ทำจาก jersey ซึ่งในเวลานั้นเป็นวัสดุที่ใช้กับเสื้อผ้าชั้นในของผู้ชาย มาขายในร้านด้วย แนวคิดของเธอดูเรียบง่ายแต่กลับปฏิวัติแฟชั่นในเวลานั้น เพราะเสื้อผ้าที่เธอออกแบบนั้นสวมใส่ง่าย เคลื่อนไหวสะดวก และไม่รัดรึงร่างกายผู้หญิงแบบแฟชั่นยุคก่อนหน้า Deauville จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยหล่อหลอม DNA ของ Chanel ในเวลาต่อมา ทั้งเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ต ความคล่องตัวของเครื่องแต่งกาย และกลิ่นอายของชีวิตริมทะเล ล้วนเชื่อมโยงกับบรรยากาศของเมืองแห่งนี้อย่างน่าสนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการล่องเรือใบออกทะเลที่ Deauville Yacht Club เรือที่เราจะล่องกันวันนี้คือ J/80 เรือใบขนาดกะทัดรัดที่ทางสโมสรเลือกใช้เป็นหนึ่งในเรือสำหรับโรงเรียนสอนแล่นเรือ ด้วยคุณสมบัติที่ควบคุมง่าย มีความมั่นคง และตอบสนองต่อแรงลมได้ดี จริงๆ แล้วตรงนี้เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนสอนแล่นเรือเลยด้วยซ้ำ เพราะมีเพียงเรากับผู้สอนอีกคนเท่านั้น ระหว่างที่จะออกจากอ่าว เขาขอตัวขึ้นไปกางใบ แล้วให้เราถือหางเสือ! ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นแกมเครียด เพราะเกรงว่าจะบังคับเรือไม่ตรงเส้น แล้วไปชนกับเรือลำอื่นเข้า!
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หลักการง่ายๆ คือการรักษาสมดุลและควบคุมทิศทางซ้ายขวา แต่นั่นคือเพียงแค่การออกจากอ่าว แต่เมื่อออกสู่นอกทะเลแล้ว ลมยิ่งแรงขึ้น คราวนี้แหละจะทำอย่างไร? หลังจากเรียนรู้อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็เริ่มถือหางเสือได้อย่างสบายใจขึ้น J/80 เป็นเรือที่สร้างมาเพื่อการแล่นและการควบคุมอย่างแท้จริง และทาง Deauville Yacht Club ก็เลือกใช้รุ่นนี้ในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเฉพาะ ล่องเรืออยู่นานเกือบสองชั่วโมง ก็ได้เวลากลับเข้าเมืองเพื่อชิมอาหารกลางวันในแบบนอร์มังดี จากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาของการเดินชมเมืองอย่างอีกครั้ง
และถ้าพูดถึง Deauville โดยไม่พูดถึงม้าก็คงเหมือนเล่าเมืองปารีสโดยไม่พูดถึงแฟชั่น เพราะการขี่ม้าและกีฬาม้าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของนอร์มังดี รอบๆ Deauville คือพื้นที่เพาะพันธุ์ม้าพันธุ์ดีและฟาร์มม้าจำนวนมาก ขณะที่เมืองเองมีทั้งสนามแข่ง Deauville-La Touques และ Deauville-Clairefontaine รวมถึงศูนย์ฝึกม้าและกิจกรรมเกี่ยวกับม้าอีกมากมาย Hippodrome de Deauville-La Touques เปิดมาตั้งแต่ปี 1864 จากความคิดของ Duc de Morny ผู้ก่อตั้ง Deauville และผู้หลงใหลในกีฬาม้า สนามแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการแข่งขัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่ทำให้ Deauville กลายเป็นรีสอร์ตของชนชั้นสูงในเวลาต่อมา ความผูกพันระหว่างเมืองกับโลกของม้ายังสะท้อนให้เห็นอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่ชื่อถนน บ้านพัก ไปจนถึงภาพถ่ายและงานศิลปะในพื้นที่ต่างๆ และนี่เองที่ทำให้ Deauville มีเสน่ห์แบบที่เมืองชายทะเลอื่นๆ ไม่มี เพราะในวันเดียวเราอาจเริ่มต้นด้วยการเดินเล่นริมทะเล กลางวันชิมอาหารนอร์มังดี และบ่ายเดินผ่านสนามแข่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของม้าแข่งพันธุ์ดี


นอกจากทะเลและม้า เมืองแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ศิลปะ ภาพยนตร์ และแฟชั่นมาบรรจบกันอย่างน่าสนใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ศิลปิน ช่างภาพ นักเขียน นักออกแบบ และผู้สร้างภาพยนตร์จำนวนมากจะเดินทางมาที่นี่เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ Villa Strassburger วิลล่าสไตล์ Anglo-Norman ที่สร้างขึ้นในปี 1907 ให้ Baron Henri de Rothschild บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นฟาร์มของครอบครัว Gustave Flaubert ก่อนจะตกเป็นของ Ralph Beaver Strassburger ผู้หลงใหลในกีฬาม้าในปี 1924 และต่อมากลายเป็นสมบัติของเมือง Deauville ภายในวิลล่ายังคงรักษาบรรยากาศของบ้านพักตากอากาศในยุคนั้นเอาไว้ และที่น่าสนใจสำหรับคนรักแฟชั่นและภาพยนตร์ก็คือ Villa Strassburger เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Coco avant Chanel (2009) ของ Anne Fontaine ซึ่งนำแสดงโดย Audrey Tautou ในบท Gabrielle Chanel เดินอยู่ในบ้านหลังนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปในโลกอีกยุคหนึ่ง โลกที่แฟชั่น ภาพยนตร์ ศิลปะ และวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในยุโรปยังไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน
อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดคือ Les Franciscaines ศูนย์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่นำอดีตอารามของคณะฟรานซิสกันมาปรับโฉมใหม่ โดยรวมพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด สเปซจัดนิทรรศการ และพื้นที่การแสดงเอาไว้ในอาคารเดียวกัน เปิดให้บริการในปี 2021 และออกแบบการปรับปรุงโดยสถาปนิก Alain Moatti สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือวิธีคิดของที่นี่ เพราะศิลปะไม่ได้ถูกเก็บไว้หลังตู้กระจกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกนำมาอยู่ร่วมกับหนังสือ ดนตรี ภาพยนตร์ การแสดง และผู้คนทุกวัย กลายเป็นพื้นที่ที่คนสามารถเข้ามาใช้เวลาได้ทั้งวัน จะมาดูงานศิลปะ อ่านหนังสือ ฟังดนตรี นั่งทำงาน หรือเพียงแค่มาใช้ชีวิตก็ได้ หลังจากเดินออกจาก Les Franciscaines แล้วอดคิดไม่ได้ว่า กรุงเทพฯ น่าจะมีพื้นที่แบบนี้มากขึ้นอีกสักหลายแห่ง พิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกว่าต้อง ‘ตั้งใจมาดูศิลปะ’ แต่เป็นสถานที่ที่ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และสามารถพาคนหลายเจเนอเรชันมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้
Stay
Le Normandy
หนึ่งในโรงแรมระดับตำนานของ Deauville Le Normandy เปิดให้บริการในปี 1912 ในช่วงเวลาที่เมืองกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของการเป็นรีสอร์ตริมทะเลสำหรับชนชั้นสูงและชาวปารีส โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม Anglo-Norman ที่ผสมโครงไม้แบบนอร์มังดีเข้ากับความโอ่อ่าของ Grand Hotel และตั้งอยู่ในทำเลดีเยี่ยม ห่างจากชายหาดและ Les Planches เพียงไม่กี่ก้าว
ภายในยังคงเสน่ห์แบบคลาสสิกผ่านห้องพักและสวีทที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Toile de Jouy พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านอาหาร บาร์ และ Guerlain Spa ที่มีสระว่ายน้ำในร่ม ซาวน่า และห้องทรีตเมนต์ ที่สำคัญ โรงแรมยังมีความผูกพันกับโลกภาพยนตร์และบุคคลสำคัญมากมาย จนการเข้าพักที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสัมผัสยุคทองของ Deauville ด้วยตัวเอง
Le Royal Deauville
เปิดตัวในปี 1913 เพียงหนึ่งปีหลัง Le Normandy Le Royal Deauville เป็นอีกหนึ่ง Grand Hotel ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ด้วยอาคารขนาดใหญ่สง่างามในสไตล์ Anglo-Norman ตั้งอยู่ริมทะเลและใกล้กับ Les Planches จึงสามารถเดินไปชายหาด ร้านอาหาร และร้านแฟชั่นต่างๆ ได้อย่างสะดวก
ภายในได้รับการตกแต่งใหม่โดย Jacques Garcia นักออกแบบชื่อดัง ผู้ผสมรายละเอียดดั้งเดิมเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ เนื้อผ้า และแสงไฟในแบบหรูหราและมีความ theatrical ห้องพักหลายห้องมองเห็นทะเล ขณะที่โรงแรมยังมีสระว่ายน้ำ สปา ห้องอาหาร และ L’Étrier บาร์คลาสสิกที่เหมาะสำหรับจิบค็อกเทลหรือ Calvados ในช่วงค่ำ หากต้องการสัมผัสบรรยากาศของ Deauville ในแบบ Grand French Seaside Resort อย่างเต็มรูปแบบ ที่นี่คือหนึ่งในที่พักที่ไม่ควรพลาดครับ
Eat and Drink
• Ciro’sร้านอาหารทะเลระดับตำนานบน Les Planches (ทางเดินริมหาด) เปิดมาตั้งแต่ปี 1920 ก่อนย้ายมายังทำเลปัจจุบันในปี 1959 เป็นจุดนัดพบของเหล่าคนดังและคนแต่งตัวเก๋ เสิร์ฟอาหารทะเลและบรรยากาศแบบ Riviera แห่งนอร์มังดี
• Bar du Soleil หนึ่งในจุดคลาสสิกบน Les Planches สำหรับนั่งรับลมทะเลพร้อมวิวสุดลูกหูลูกตา ปัจจุบันมาในคอนเซ็ปต์ trattoria อิตาเลียนใต้ pergola ขนาดใหญ่ โดยยังเก็บรายละเอียด Art Deco ดั้งเดิมเอาไว้
• Le Hibouville คาเฟ่และบราสเซอรีบรรยากาศสบายๆ บน Place Morny เหมาะสำหรับแวะตั้งแต่มื้อเช้าจนถึงดินเนอร์ มีทั้ง brunch, tartare, burger และขนมอบโฮมเมด พร้อม terrace สำหรับนั่งชมชีวิตในเมือง
• L’Étrier บาร์สุดคลาสสิกภายใน Le Royal Deauville ที่ให้บรรยากาศ intimate และหรูหราในแบบโรงแรมประวัติศาสตร์ โดดเด่นด้วยไม้ มาร์เบิล และผ้าม่าน พร้อมเมนู Calvados และค็อกเทล เสิร์ฟเคล้าเสียงเปียโนสด
• Glaces Martine Lambert ร้านไอศกรีม artisan ที่ทำไอศกรีมและ sorbet มาตั้งแต่ปี 1975 มีมากกว่า 50 รสชาติ ใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตต่างๆ อย่างพิถีพิถัน เน้นรสชาติของผลไม้และวัตถุดิบตามฤดูกาล
สองวันใน Deauville อาจสั้นไปนิด เพราะยังมีอีกหลายสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นเมืองพี่น้องที่อยู่ติดกันอย่าง Trouville-sur-Mer (ทรูวีล-ซูร์-แมร์) ซึ่งให้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง หรือจะเป็นชายฝั่ง Côte Fleurie (โกต ฟลอรี) ที่ยังมีเมืองเล็กๆ อีกหลายแห่งให้ค้นหา รวมถึงกิจกรรมอย่างการขี่ม้า ชมสนามแข่ง เยี่ยมฟาร์มม้า ล่องเรือ หรือใช้เวลาไปกับอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของนอร์มังดี เอาเป็นว่าครั้งนี้ถือเป็นเพียงการทำความรู้จักกับเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจาก ทะเล ม้า ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงแฟชั่นและภาพยนตร์ สี่องค์ประกอบที่ดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่กลับหลอมรวมกันจนกลายเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของ Deauville และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เมืองนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า เวลาสองวันผ่านไปเร็วเหลือเกิน มาปารีสคราวหน้า คงต้องเตรียมเวลาไว้มากกว่านี้ แล้วกลับมาเยือน Deauville อีกครั้งอย่างแน่นอน


































