6 นักแสดง ‘บุพเพสันนิวาส’ เปิดเบื้องหลังการตีความใหม่ของรักข้ามภพ ที่ทั้งท้าทายและเต็มไปด้วยความหมาย

นับเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของปี เมื่อ บุพเพสันนิวาส กลับมาอีกครั้งในรูปแบบซีรีส์ Boy Love พร้อมการตีความใหม่โดย ‘ใหม่–ภวัต พนังคศิริ’ ผู้กำกับจากเวอร์ชันต้นฉบับ ที่ยังคงแก่นของเรื่องราวความรักข้ามภพเอาไว้ แต่ปรับบริบทให้ร่วมสมัย ผ่านเรื่องราวของศัลยแพทย์หนุ่มจากปี พ.ศ. 2569 ที่ประสบอุบัติเหตุและย้อนเวลากลับไปอยู่ในร่างของพ่อแก้วก่อนจะได้พบกับพ่อเดชขุนนางหนุ่มแห่งกรุงศรีอยุธยา

การสวมบทตัวละครอันเป็นที่รักของผู้ชมทั่วประเทศไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อ บุพเพสันนิวาส คือผลงานที่เคยสร้างปรากฏการณ์และถูกจดจำในฐานะหนึ่งในละครแห่งยุค แต่สำหรับนักแสดงทั้ง 6 คน นี่คือบททดสอบสำคัญที่ผลักดันให้พวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ทั้งในด้านการแสดง การทำงานร่วมกับทีมระดับมืออาชีพ และการตีความตัวละครให้มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง ELLE MEN Thailand ชวนทั้ง 6 นักแสดงมาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายการแสดง เบื้องหลังการเตรียมตัวสำหรับบทบาทครั้งสำคัญ รวมถึงสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากการเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ที่หลายคนรอคอยเรื่องนี้

ออกัส–วชิรวิชญ์: การได้เล่นพ่อเดชคือเกียรติครั้งหนึ่งในชีวิต

เส้นทางของออกัสเริ่มต้นหลังจากตัดสินใจยุติความฝันในการเป็นนักเทนนิสอาชีพ ก่อนจะได้โอกาสเข้าวงการจาก Love Sick The Series และค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ผ่านผลงานหลายเรื่อง รวมถึงซีรีส์วาย Addicted Heroin รักร้ายนายเสพติด การรับบท ‘พ่อเดช’ คือความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งการฟิตร่างกาย ฝึกใช้ภาษาโบราณ และทำความเข้าใจจังหวะของละครพีเรียด “ผมจะเน้นทำความเข้าใจตัวละครมากกว่าท่องบท เพราะอยากให้ทุกคำพูดออกมาจากความรู้สึกจริง” เขายังยอมรับว่าการได้สวมบทตัวละครที่ผู้ชมจดจำจากเวอร์ชันต้นฉบับคือเกียรติและโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตนักแสดง

เล้ง–ธนพล: ครั้งแรกกับการรับบทตัวละครที่คนไทยรัก

แม้จะถูกชักชวนเข้าสู่วงการตั้งแต่เด็ก แต่เล้งเพิ่งค้นพบว่าการแสดงคือสิ่งที่ใช่ หลังได้เรียนแอ็กติ้งอย่างจริงจังในช่วงมหาวิทยาลัย บท ‘เกรท/พ่อแก้ว’ ถือเป็นงานที่ท้าทายที่สุดของเขา เพราะต้องถ่ายทอดตัวละครเดียวกันในสองช่วงเวลา ทั้งศัลยแพทย์ผู้สุขุมและชายหนุ่มในอดีตที่ใจร้อน อีกทั้งยังเป็นบทนำที่ต้องขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด “มันทำให้ผมได้เรียนรู้การแสดงมากขึ้น และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้”

ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์: ตีความพ่อเรืองในแบบของตัวเอง

ณภัทรตอบรับร่วมโปรเจ็กต์อย่างรวดเร็วหลังได้รับการติดต่อจากทีมผู้สร้าง พร้อมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้สร้างตัวละครผ่านจินตนาการ มากกว่าการยึดติดกับบท เขาเลือกไม่ดูต้นฉบับแบบต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงภาพจำเดิมและตีความ ‘พ่อเรือง’ ในแบบของตัวเอง “ผมอยากสร้างตัวละครจากความเข้าใจของตัวเอง แล้วค่อยคุยกับพี่ใหม่ว่าภาพที่เราคิดตรงกับที่เขาต้องการไหม” แม้หลายสิ่งที่เตรียมตัวไว้ อย่างการฝึกขี่ม้า จะไม่ได้ปรากฏในเวอร์ชันสุดท้าย แต่สำหรับณภัทร ทุกกระบวนการล้วนเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยให้เขาเติบโตในฐานะนักแสดง

วิน–ธนพล: จากเสื้อบอลวันแคสติ้ง สู่บทพ่อวาด

เรื่องราวของวินอาจเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่สุด เพราะวันที่เดินทางไปแคสติ้ง เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังออดิชันสำหรับ บุพเพสันนิวาส “ผมใส่เสื้อบอลไปแบบไม่ได้เตรียมอะไรเลย คิดว่าเป็นการคุยธรรมดา แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่าได้เล่น” หลังรู้ว่าได้รับบท ‘พ่อวาด’ ความท้าทายก็เริ่มต้นขึ้นทันที ทั้งการฝึกพูดภาษาโบราณ ฝึกขี่ม้า ฝึกฟันดาบ รวมถึงกิจกรรมที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอย่างการอุ้มไก่ สำหรับเขา สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากโปรเจ็กต์นี้ไม่ใช่แค่ทักษะการแสดง แต่คือมิตรภาพ “เราเห็นทุกคนตั้งใจมาก ทั้งนักแสดงและทีมงาน มันทำให้รู้สึกว่าทุกคนกำลังช่วยกันสร้างผลงานชิ้นเดียว”

ธัญธร วิวัฒนเดชา: ก้าวแรกจากคนเบื้องหลังสู่หน้ากล้อง

จากคนทำงานเบื้องหลังในสายโฆษณาและมิวสิกวิดีโอ ธัญธรตัดสินใจก้าวสู่บทบาทนักแสดงเต็มตัวผ่านตัวละคร ‘อ้ายผิน’ แม้จะเป็นละครพีเรียดเรื่องแรก แต่การได้อยู่ในฉากและทำงานร่วมกับนักแสดงคนอื่น ทำให้เขาเข้าถึงตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ผมค้นพบว่าตัวเองมีความสุขกับการแสดงมาก และทุกครั้งที่ผู้กำกับสั่งแอ็กชั่น เราจะได้เป็นตัวละครอย่างเต็มที่”

เฟย์–ชินทัพพ์: วินัยคือสิ่งที่ได้กลับมามากที่สุด

ด้านเฟย์เข้าสู่โปรเจ็กต์ผ่านการแคสติ้งจากทีมผู้สร้าง ก่อนจะได้รับบท ‘อ้ายแย้ม’ ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทางอารมณ์ เพื่อเตรียมตัว เขากลับไปดู บุพเพสันนิวาส ต้นฉบับตั้งแต่ตอนแรกจนจบ ใช้เวลาศึกษาตัวละครอยู่นานกว่าหนึ่งเดือน ก่อนเข้าสู่การถ่ายทำ “อ้ายแย้มมีหลายมุม ทั้งความซื่อสัตย์ ความเสียใจ ความผูกพันกับนาย รายละเอียดมันเยอะมาก” นอกจากการอ่านบทซ้ำๆ เขายังใช้การนั่งสมาธิก่อนทำงาน เพื่อช่วยให้ตัวเองเข้าสู่ตัวละครได้เร็วขึ้น สิ่งที่ได้รับจากซีรีส์เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงประสบการณ์ด้านการแสดง แต่ยังรวมถึงวินัย ความรับผิดชอบ และการเติบโตในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง

การเริ่มต้นบทใหม่ของ ‘บุพเพสันนิวาส’

แม้ทั้ง 6 คนจะมีเส้นทางเข้าสู่วงการที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือการมอง บุพเพสันนิวาส เวอร์ชันใหม่นี้เป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง ผ่านการตีความตัวละครอันเป็นที่รักของผู้ชมในมุมมองใหม่ พร้อมร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวความรักข้ามภพให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งสำหรับผู้ชมยุคปัจจุบัน

Similar Articles

More