ต้อนรับการโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งของ 4 หนุ่ม ปอนด์-ณราวิชญ์, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน, เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ และ โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล แฟชั่นไอคอนผู้ถ่ายทอดดีเอ็นเอแบบอเมริกันคลาสสิกของแบรนด์ Tommy Hilfiger บนหน้าปกนิตยสารแอลเมน ประเทศไทย ที่มาร่วมสร้างช่วงเวลาส่งท้ายปีให้น่าจดจำ พร้อมปรากฏกายในลุครีแลกซ์ที่สะท้อนความอบอุ่นของฤดูหนาว เข้ากับบรรยากาศเฟสทีฟผ่านเสื้อผ้าคอลเล็กชั่น Winter 2025
พวกเขาไม่เพียงสร้างความสุขผ่านจอ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากเดินตามเส้นทางสายศิลปะการแสดง ติดตามบทสนทนาสบายๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางวันเดย์ทริปได้ในบทสัมภาษณ์นี้
เวลาเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ อะไรคือสิ่งแรกที่คุณมักจะมองหา
ปอนด์: ส่วนตัวผมจะมองอยู่สองสามอย่างครับ คือเรื่องของเทรนด์กับอาหาร เพราะเวลาเราไปต่างประเทศ เรามักจะสังเกตเทรนด์ของแต่ละที่ว่ามีความแตกต่างยังไง บางครั้งก็ได้เห็นวัฒนธรรมของเขาแทรกอยู่ในนั้นด้วย และอีกอย่างคือเรื่องอาหารครับ เพราะอาหารแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันเวลาอยู่ที่ไทย เลยรู้สึกว่าเรื่องเทรนด์กับอาหารเป็นสิ่งที่น่าสนใจและสำคัญสำหรับผมมากที่สุดครับ
ภูวินทร์: ส่วนใหญ่จะมองหาของกินก่อนเลยครับ เพราะเป็นคนชอบกิน เวลาไปที่ไหนก็อยากลองอาหารท้องถิ่น อยากรู้ว่าของดังของที่นั่นเป็นยังไง (แล้วมีที่ไหนที่อยากกลับไปซ้ำ) ตลาดปลาที่ญี่ปุ่นครับ ชอบมาก โดยเฉพาะเมนูปลาดิบ รู้สึกว่ามันสดมาก สดแบบที่หากินที่อื่นไม่ค่อยได้

เจมีไนน์: เวลาไปต่างประเทศ สิ่งแรกที่มักจะทำคือหาคนรู้จักที่อยู่ที่นั่นก่อน เพราะถ้ามีเพื่อนอยู่ตรงนั้น เขาจะพาเราไปเปิดมุมมองใหม่ๆ ของเมืองนั้นได้ ทั้งพาเที่ยว พากิน แล้วเราก็จะได้เห็นอะไรที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ แล้วอีกอย่างที่ต้องทำเลยคือหาของกินครับ (หัวเราะ) แต่ต่างจากเวลาที่ผมไปกับทีมไทย เพราะทีมมักจะอยากกินอาหารไทย ส่วนตัวผมจะไม่ค่อยชอบแบบนั้นเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่าถ้ามาอยู่ต่างประเทศแล้ว เราก็ควรจะลองอาหารของเขา อยากชิมอะไรที่มัน local จริงๆ ผมชอบอะไรที่มัน insight หน่อย ไม่อยากไปเฉพาะร้านที่อยู่ในรีวิวหรือคนไปเยอะแล้ว แต่อยากไปในที่ที่คนพื้นที่เขารู้จักจริงๆ เขาจะได้พาเราไปเจอของอร่อยที่ซ่อนอยู่ในเมืองนั้นครับ
โฟร์ท: เวลาไปต่างประเทศ สิ่งแรกที่มักจะสังเกตคือสไตล์การแต่งตัวของคนที่นั่นครับ เหมือนเป็นการหา reference ของคนท้องถิ่นว่าเขาแต่งตัวยังไง เพราะผมชอบแต่งตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและบรรยากาศของแต่ละประเทศ เป็นความสนุกเล็กๆ ระหว่างเดินทางที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ อย่างล่าสุดที่ไปอเมริกา ผมก็ลองแต่งตัวตามสไตล์วัยรุ่นอเมริกันเลยครับ ดูว่าพวกเขาชอบใส่อะไรกัน แล้วก็ปรับให้เป็นแบบของเรา เช่น กางเกงโหลดต่ำ ใส่เข็มขัดเท่ๆ เสื้อโอเวอร์ไซซ์นิดๆ ให้ดูชิลแต่ยังมีสไตล์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้อินกับบรรยากาศของที่นั่นมากขึ้นครับ

จุดหมายปลายทางไหนที่รู้สึกว่าไปแล้วสะท้อนความเป็นตัวเอง
โฟร์ท: ถึงจะชอบวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเวลาได้เดินทางไปที่ต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วที่ที่รู้สึกสบายใจและมีความสุขที่สุดก็คือประเทศไทยนี่แหละ เพราะที่นี่คือบ้านของเรา มีครอบครัว มีแฟนคลับ แล้วก็มีคนของเราทั้งหมดอยู่ที่นี่ เมืองไทยเลยเป็นที่ที่สะท้อนความเป็นตัวผมได้ชัดที่สุดครับ
เจมีไนน์: ของผมเป็นนิวยอร์กครับ รู้สึกว่าที่นั่นมันมีอิสระในแบบที่ไม่ค่อยเจอที่ไหน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพลังงานและวัฒนธรรมจากคนหลากหลายประเทศ ผมชอบที่มันมีคัลเจอร์ใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา รู้สึกว่าทุกครั้งที่ไปมันเหมือนได้ explore ตัวเองไปด้วย ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือเราเป็นคนแบบไหน (ไปนิวยอร์กมาทั้งหมดกี่ครั้งแล้ว) ไปมาสามครั้งแล้วครับ ครั้งแรกไปเที่ยวเอง ส่วนครั้งที่สองกับสามเป็นการไปทำงาน ถึงแม้จะไกลจากไทย เดินทางค่อนข้างเหนื่อย แต่ก็รู้สึกแฮปปี้ทุกครั้ง นิวยอร์กเป็นเมืองที่อยากกลับไปอีกเรื่อยๆ ครับ
ปอนด์: สำหรับผม นิวยอร์กคือเมืองที่ทำให้เราสามารถเป็นตัวเองจริงๆ ส่วนตัวมีโอกาสไปนิวยอร์กมาแล้วสองรอบกับ Tommy Hilfiger ถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมาก ความรู้สึกพิเศษนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากความชอบหนังฮอลลีวู้ดตั้งแต่เด็ก หรือแม้กระทั่งเกมที่มีเมืองจำลองเหมือนนิวยอร์ก พอได้ไปที่นั่นจริงๆ ก็เหมือนได้สัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง ทั้งแสงตอนพระอาทิตย์ตกและไวบ์ของเมือง
ภูวินทร์: ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานในหลายประเทศ แต่สุดท้ายแล้ว สถานที่ที่ผมรู้สึกสบายใจที่สุดก็คือกรุงเทพฯ หรือจะพูดให้ตรงๆ ก็คือที่นี่แหละครับ

ในฐานะที่ทำงานทั้งการแสดงและร้องเพลง การเดินทางมีส่วนช่วยเติมแรงบันดาลใจอย่างไร
เจมีไนน์: มีส่วนช่วยมากครับ อย่างล่าสุดตอนไปขึ้นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ผมต้องร้องเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย ก่อนวันแสดงจริงเลยไปเดินซึมซับบรรยากาศ 2-3 ชั่วโมง ระหว่างนั้นก็เปิดเพลง First Love ของ Utada Hikaru ฟังและร้องฮัมตามไปด้วย มันกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ เพราะผมรู้สึกว่า ถ้าเราจะร้องเพลงภาษาของเขา เราก็ต้องเข้าใจความรู้สึกและวัฒนธรรมของเขาก่อน ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้ วันนั้นผมรู้สึกอินกับเพลงมากเลย พอขึ้นเวทีจริงเลยทำให้เราร้องออกมาจากใจมากกว่าการแค่จำเนื้อร้องครับ
โฟร์ท: การเดินทางส่วนมากของผมก็มักจะได้ไปเจอแฟนคลับในแต่ละประเทศ ทำให้รู้สึกดีมากๆ ตอนอยู่ในไทยก็มีคนซัพพอร์ตเราเยอะอยู่แล้ว พอได้ไปต่างประเทศก็ยิ่งเห็นว่ามีคนอีกมากมายจากทั่วโลกที่คอยติดตามและให้กำลังใจเราอยู่ตลอด เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นมาก พอได้เจอพวกเขาจริงๆ ได้พูดคุยหรือเห็นรอยยิ้มตรงหน้า มันกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เรามีไฟในการทำงานมากขึ้น อยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพื่อมอบสิ่งดีๆ กลับไปให้แฟนๆ ทุกคน

ปอนด์: สำหรับผมที่ทำงานวงการบันเทิง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นก็คือในไทย แต่พอมีโอกาสได้ไปต่างประเทศก็ทำให้รู้ว่าคนข้างนอกสนใจในตัวตนของเรา ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้คนต่างประเทศรู้จักและยอมรับเรามากขึ้น เหมือนได้ตระหนักว่าจริงๆ เราสามารถทำได้มากกว่านี้ คนไทยมี potential ในหลายด้าน พอได้ไปสัมผัสโลกข้างนอก มันเหมือนเปิดมุมมองใหม่ให้ตัวเอง

คิดว่าเสน่ห์ของการท่องโลกคือการได้ไปถึง ‘ปลายทาง’ หรือ ‘ระหว่างทาง’
ภูวินทร์: สำหรับผม การเดินทางไม่ได้หมายถึงแค่การไปเที่ยว แต่คือการได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ระหว่างทาง เช่น การได้อยู่กับเพื่อน ทีมงาน และได้พบคนจากหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เราแลกเปลี่ยนความคิดและไอเดียต่างๆ ต่อกัน อย่างล่าสุดก็คือทริป Tommy Hilfiger ที่สมุย ผมรู้สึกว่าได้แรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ จากทุกคนรอบตัว

เมื่อพูดถึงดีเอ็นเอ ‘ความเรียบง่าย’ ของแบรนด์ Tommy Hilfiger มองว่าสิ่งนี้สะท้อนสไตล์การใช้ชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง
ภูวินทร์: Tommy Hilfiger เป็นแบรนด์ที่ทุกคนคุ้นเคยและใส่ได้จริงทุกวัน ซึ่งตรงกับสไตล์การใช้ชีวิตของผมที่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เช่นเดียวกับเสื้อผ้าของแบรนด์นี้ที่สะท้อนคาแร็กเตอร์ของผมได้ชัดเจนที่สุด
ปอนด์: ด้วยความที่ Tommy Hilfiger เป็นแบรนด์ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก พอมีโอกาสไปเยือนนิวยอร์กก็ยิ่งตอกย้ำว่าแบรนด์นี้เป็นที่นิยมและโด่งดังมาก ทุกครั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าของ Tommy Hilfiger ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจ ใส่สบาย มีความแคชวล สามารถปรับเข้ากับสไตล์ที่หลากหลายได้ง่าย เช่น วันไหนอยากแต่งลุคจริงจังที่ดูทางการหน่อยก็จะหยิบเสื้อเชิ้ตแมตช์กับกางเกงสแล็ก แต่ถ้าต้องการปรับลุคให้รีแลกซ์ แค่ใส่คาร์ดิแกนก็เปลี่ยนมู้ดได้ทันที ซึ่งตรงกับคาแร็กเตอร์ที่เรียบง่ายของผม

เจมีไนน์: ผมเป็นคนค่อนข้างฟรีและชิลอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าดีเอ็นเอของ Tommy Hilfiger แมตช์เข้ากับสไตล์ส่วนตัวของผม คือใส่ได้ทุกวันและให้ความรู้สึกอิสระ ผมชอบตรงที่เสื้อผ้ามันสามารถสื่อสารตัวตนได้หลายแบบ และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผมได้หมด ไม่ว่าจะไปทะเล ตีกอล์ฟ หรือใส่ในเมือง ก็ยังดูดี มีคลาส และสะท้อนความเป็นตัวเอง
โฟร์ท: ความเรียบง่ายสำหรับผมไม่ใช่แค่เรื่องสไตล์การแต่งตัว แต่สะท้อนถึงวิธีการใช้ชีวิตด้วย เสื้อผ้าของ Tommy Hilfiger จึงเป็นตัวแทนของความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายกับตัวตนของผู้สวมใส่ ที่สำคัญคือช่วยให้ผมแสดงความเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องพยายามมาก


