Words Chanond Mingmit
วิเคราะห์เจาะลึกทิศทางของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการแฟชั่นในปี 2026 อย่าง Gucci และ Balenciaga ซึ่งถือเป็นช่วงเวลา “ผลิใบ” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แฟชั่นร่วมสมัยครับ โดยเฉพาะเมื่อ Demna ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ที่ Gucci ขณะที่ Balenciaga ก็กำลังปรับตัวภายใต้การนำของ Pierpaolo Piccioli
Gucci: The Demna Era

หลังจากยุคของ Sabato De Sarno ที่เน้นความเรียบหรูแบบ Minimalist ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ยอดขายให้กลับมาผงาดได้ตามเป้าหมาย การดึงตัว Demna เข้ามากุมบังเหียน Gucci ในปี 2025-2026 จึงเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของกลุ่ม Kering กลยุทธที่ Demna ใช้คือไม่ได้มอง Gucci เป็นเพียง Maison เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เขานิยาม Gucci ว่าเป็น “Superbrand” ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย ในคอลเลกชัน Fall/Winter 2026 เราได้เห็นการผสมผสานระหว่าง “ความหรูหราแบบชนชั้นสูง” เข้ากับ “ความขบถแบบสตรีทสไตล์ เช่น การหยิบเอาผ้าพันคอผ้าไหมพิมพ์ลายชิ้นประวัติศาสตร์มาตีความใหม่ในซิลูเอทที่ดิบและเท่กว่าเดิม เขาเลือกที่จะไม่ทิ้งมรดกของ Gucci แต่ใช้วิธีนำ “รากเหง้า” มาเป็นส่วนสำคัญคู่กับ “แฟชั่นกระแสหลัก” ภายใต้วิธีการน้ำเสนอของเขาเอง รวมไปถึงการที่ Demna ตั้งใจสื่อสารความคิดผ่านแคมเปญโฆษณาที่วิพากษ์วิจารณ์ความพยายามที่จะสมบูรณ์แบบของมนุษย์ ซึ่งโดนใจกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่โหยหาความจริงใจ (Authenticity) มากกว่าความหรูหราที่ปรุงแต่ง ในแบบประชดประชันตามสไตล์ส่วนตัวของ Demna
Balenciaga: The Post-Demna Transition

เมื่อ Demna จากไป Balenciaga ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Pierpaolo Piccioli (อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Valentino) ซึ่งเป็นการปรับทิศทางจากการสร้างความอื้อฉาวตื่นเต้น (Controversy) สู่ความสุนทรีย์เชิงศิลปะ โดย Piccioli นำความโรแมนติกและงานฝีมือระดับสูงมาผสมกับความแปลกใหม่แบบดั้งเดิมของ Balenciaga งานออกแบบครั้งใหม่นี้เน้นโครงสร้างที่ดูเบาสบายแต่มีรูปทรง (Sculptural shapes) เขาหยิบยกเอางานออกแบบดั้งเดิมของ Cristóbal Balenciaga มาตีความใหม่ให้ดูอ่อนโยนขึ้นแต่ยังคงความล้ำสมัย แม้จะเน้นความหรูหรามากขึ้น แต่ Balenciaga ยังไม่ทิ้งตลาดเดิมของ Demna อย่างรองเท้าผ้าใบ โดยส่งรุ่น Radar และ Triple S.2 ออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน TechWear ที่ดูเพรียวบางและสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงการลดการใช้ “Stunt Marketing” และหันมาสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกกับลูกค้าแทน
การสลับขั้วในการนิยามความหมายของความหรูหราของทั้ง Gucci และ Balenciaga เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ “Streetwear to Snobwear” โดย Gucci จะกลายเป็นพื้นที่แห่งการทดลองที่นำความดิบและพลังของวัฒนธรรมย่อยมาทำให้เป็นสินค้าลักชัวรี่ที่เป็นที่นิยมให้หมู่กว้างและ Balenciaga จะขยับไปยืนในจุดที่เป็น “Intellectual Elite” มากขึ้นคือเน้นการเล่าเรื่องเชิงลึก ความประณีต และงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา โดยทิศทางในปีนี้ทั้งสองแบรนด์ต่างลดการพึ่งพา “ปริมาณ” และหันมาเน้น “อำนาจในการกำหนดค่านิยนทางวัฒนธรรม ผ่านการสร้างความหมายให้กับสินค้า และแบรนด์ไหนที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “การครอบครองชิ้นงานคือการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม” ได้มากกว่ากันแบรนด์นั้นก็จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิสงครามครั้งนี้ครับ




































