Words: Chanond Mingmit
ในโลกของเครื่องหนังชั้นสูงที่ความหรูหราไม่ได้วัดกันที่ตราสัญลักษณ์ฉาบฉวย แต่ตัดสินกันที่ “มรดก” และ “ความหายาก” มีสองชื่อที่มักถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกันเสมอ นั่นคือ Goyard (โกยาร์ด) ผู้ถือครองตราสัญลักษณ์รูปตัววาย และ Fauré Le Page (โฟเร เลอ ปาจ) อดีตช่างทำปืนหลวงที่เปลี่ยนคมกระสุนให้กลายเป็นงานศิลปะบนแผ่นหนัง
จุดเริ่มต้นที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
Goyard ก่อตั้งเมื่อปี 1853 แม้จะสืบเชื้อสายมาจากบ้าน Maison Martin ที่ก่อตั้งในปี 1792 แต่ François Goyard คือผู้ที่สร้างอาณาจักรหีบเดินทาง จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชนชั้นสูงและราชวงศ์ ความโดดเด่นคือการเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการเป็นเพียง “หีบบรรจุของ” ให้กลายเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม

ส่วน Fauré Le Page ก่อตั้งในปี 1717 พวกเขาเริ่มต้นจากการผลิตปืนและดาบให้แก่ราชสำนักฝรั่งเศส ในฐานะ “ช่างศาสตราวุธ” และมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์สำคัญอย่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอาวุธนี้เองที่ทำให้ Fauré Le Page มีกลิ่นอายของความแกร่งและความกล้าหาญที่ต่างจากแบรนด์อื่น

ความน่าสนใจของทั้งสองแบรนด์คือการใช้เทคนิค Goyardine และ Ecailles ซึ่งไม่ใช่เพียงการพิมพ์ลายทั่วไป แต่เป็นงานฝีมือที่เน้นมิติและการรับรู้ สำหรับ Goyard นำเสนอผ่านลาย Goyardine ลายจุดที่ประกอบกันเป็นรูปตัว Y สื่อถึง “กองฟืน” ซึ่งเป็นการคารวะต่อบรรพบุรุษของตระกูลโกยาร์ดที่เป็นคนล่องซุงในแม่น้ำ ลายนี้ถูกเขียนด้วยมือในยุคแรก สร้างมิติที่ดูนูนเด่นและมีความทนทานสูง

ส่วน Fauré Le Page นำเสนอลาย Ecailles มีลักษณะคลายลาย “เกล็ดมังกร” หรือเกล็ดปลาที่เรียงซ้อนกัน สื่อถึงชุดเกราะของนักรบและความเป็นอมตะ การใช้เทคนิคซิลค์สกรีนหลายชั้นทำให้เกิดเอฟเฟกต์ 3 มิติที่ดูขรึมและทรงพลัง เหมาะกับเหล่าลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างจากลายกราฟิกทั่วไป

หากจะเจาะลึกถึง “สงครามเงียบ” ของสองแบรนด์นี้ ต้องบอกว่าเป็นมหากาพย์ที่ขับเคี่ยวกันด้วย ศักดิ์ศรี และ คดีความ เพราะทั้งคู่ต่างวางตัวเป็นแบรนด์ชนชั้นสูงที่ “พูดน้อยแต่เจ็บหนัก” นี่คือเบื้องลึกดราม่าอันเป็นตำนานที่บอกเล่ากันมาของทั้ง 2 แบรนด์นี้ครับ
The Silent War: เมื่อ “หีบ” ปะทะ “ปืน”
แม้ในหน้าประวัติศาสตร์จะพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ที่สง่างาม แต่เบื้องหลังรอยหยักของแผ่นหนังคือการต่อสู้แย่งชิงความเป็นหนึ่งในย่าน Saint-Honoré ที่ดุเดือดผ่านคดีความระดับมหากาพย์ของ 2 ลายพิมพ์อย่าง “ลายเกล็ด” และ “ตัววาย” จุดเริ่มต้นของดราม่าที่คนวงในรู้กันดีคือการฟ้องร้องเรื่อง “ลิขสิทธิ์ลายพิมพ์” ในช่วงหลายปีก่อน Goyard พยายามรักษาอาณาจักรของตนด้วยการฟ้องร้อง Fauré Le Page โดยอ้างว่าลาย Ecailles (เกล็ดมังกร) นั้นมีความคล้ายคลึงกับลาย Goyardine (ตัว Y) มากจนเกินไปจนทำให้ลูกค้าสับสน โดย Goyard มองว่าตนเองคือผู้ชุบชีวิตลายพิมพ์แบบ Geometric บนผืนผ้าใบรายแรกๆ และต้องการปกป้องเอกสิทธิ์นี้ ส่วน Fauré Le Page สวนกลับด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ลายเกล็ดของพวกเขามีต้นกำเนิดมาจากงานประดับด้ามปืนและเกราะนักรบ ซึ่งมีมานานก่อนที่ François Goyard จะเกิดเสียอีก


การต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยชัยชนะของ “บทบันทึกประวัติศาสตร์” ที่พิสูจน์ได้ ทำให้ Fauré Le Page สามารถใช้ลายเกล็ดต่อไปได้ แต่นั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของสองแบรนด์ที่เป็นเพื่อนบ้านกันในปารีสขาดสะบั้นลงทันที ณ กรุงปารีส ถนน Rue Saint-Honoré คือสนามรบ Goyard ยึดครองหัวมุมถนนมาอย่างยาวนานและวางตัวเป็น “เจ้าที่” แต่ดราม่าเกิดขึ้นเมื่อ Fauré Le Page ตัดสินใจเปิดบูติกแฟล็กชิพห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเดิน ถือเป็นการประกาศสงครามเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด เหมือนการตั้งใจเปิดร้านข่มขวัญ จนเป็นที่ซุบซิบกันว่าพนักงานของทั้งสองฝั่ง (ในยุคหนึ่ง) ถูกกำชับว่าหากลูกค้าถือถุงของอีกแบรนด์เข้ามา จะต้องได้รับการต้อนรับด้วยสายตาที่ “นิ่งเฉย” เป็นการการเปรียบเทียบในเชิงเทคนิคที่แนบเนียนว่าแบรนด์ของฝั่งตนนั้น “เหนือกว่า” ในแง่ของความทนทานและประวัติศาสตร์


ศึก การขโมย “กลุ่มลูกค้า”
ดราม่าที่ลึกไปกว่านั้นคือการ “ขิง” กันผ่านยอดจองและการเลือกใช้วัสดุ Goyard มักจะใช้กลยุทธความลึกลับและการเข้าถึงยากเป็นอาวุธ ใครอยากได้ต้องรอ ใครอยากสั่งทำพิเศษต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านยอดซื้อและการ ‘รอ’

ส่วน Fauré Le Page ใช้ช่องว่างนี้ในการ “เสียบ” แทน โดยชูประเด็นเรื่อง “Craftsmanship of Arms” ว่าถ้าพวกเขาสามารถทำปืนที่ประณีตที่สุดในโลกได้ กระเป๋าของพวกเขาก็คือ “อาวุธของผู้หญิงและผู้ชายสมัยใหม่” ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการจิกกัดเบาๆ ว่า Goyard เป็นเพียงคนทำหีบ แต่พวกเขาคือช่างฝีมือหลวงทำอาวุธสำหรับราชวงศ์ (Master Prowess)


ใคร ‘แก่’ กว่าชนะ คือจุดที่ซุบซิปกันแรงที่สุดในวงการประวัติศาสตร์แฟชั่น
Fauré Le Page (1717) มักจะชูตัวเลขปีที่เก่าแก่กว่า Goyard เกือบ 140 ปี ในทุกที่ที่ทำได้ เพื่อกดข่มว่า Goyard เป็นเพียง “แบรนด์รุ่นน้อง” ในขณะที่Goyard โต้กลับด้วยการเน้นย้ำความต่อเนื่องของธุรกิจ ว่าพวกเขาทำเครื่องหนังมาตลอด ไม่ได้สลับสายมาจากช่างทำปืนเหมือนอีกฝั่ง ซึ่งนัยว่า “เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านหนังที่แท้จริง ไม่ใช่นักดัดแปลง” ดราม่าของสองแบรนด์นี้ไม่ใช่การทะเลาะกันในโซเชียลมีเดีย แต่มันคือ “Classy Feud” หรือการทะเลาะกันแบบผู้ดีฝรั่งเศสที่ใช้ประวัติศาสตร์ ลิขสิทธิ์ สมอง และความเก่าแก่มาเป็นอาวุธฟาดฟันกัน
กว่าประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี ทั้ง 2 แบรนด์นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาตร์ คุณค่างานช่างฝีมือ และไม่ว่าคุณจะเลือกถือกระเป๋า ตัววายหรือลายเกล็ดมังกร คุณกำลังเป็นเจ้าของ “บทตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส” ที่คุณสามารถถือครองได้ในมือ

