ในฐานะพี่ใหญ่ของบอยกรุ๊ป PERSES ‘จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ’ ไม่ได้มีบทบาทเพียงแร็ปเปอร์บนเวทีเท่านั้น แต่เขายังเป็นเสาหลักที่คอยโอบอุ้ม ดูแล และส่งพลังใจให้กับสมาชิกในวงมาโดยตลอด ด้วยคุณลักษณะที่มีทั้งความมุ่งมั่นจริงจังและความอบอุ่น จึงไม่แปลกที่ใครๆ จะรู้สึกประทับใจในตัวตนของจั๋งมากเป็นพิเศษ
นับตั้งแต่วันเดบิวต์จนถึงปัจจุบัน จั๋งได้พิสูจน์ให้แฟนเพลงเห็นว่าเขากำลังเติบโตไปอีกขั้น และในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราจะพาไปสำรวจเส้นทางสายดนตรีนับจากจุดสตาร์ตแรก และมุมมองชีวิตของเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
Music As Healing And Guidance

ดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยฮีลใจให้ผมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไรมา จะผิดหวัง ท้อแท้ หรืออกหักก็มีดนตรีนี่แหละที่นำทางให้ก้าวข้ามผ่านมันไปได้ อย่างเพลง ความเชื่อ ของพี่ตูน Bodyslam ที่เปิดฟังเมื่อไหร่ก็ยังรู้สึกว่าสร้างแรงบันดาลใจได้เสมอ ตอนนี้พอถึงคราวที่เราเป็นฝ่ายส่งสารถึงผู้ฟังบ้างยิ่งทำให้ผมมีความสุข การได้ขึ้นไปอยู่บนสเตจ ได้แลกเปลี่ยน energy กับเพื่อนๆ ในวง และแฟนๆ ก็เหมือนได้เติมไฟให้ตัวเองไปด้วย
More Than Just A Front Man

ทุกครั้งที่ได้ถ่ายทอดเสียงเพลงและเนื้อร้องผ่านมุมมองของตัวเอง ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และยิ่งผลักดันให้ผมอยากสำรวจตัวตนของตัวเองต่อไป การเป็นศิลปินสำหรับผมไม่ใช่แค่การร้องเพลงหรือยืนอยู่ด้านหน้าเวที แต่คือการได้สร้างแรงบันดาลใจ ทั้งให้กับตัวเองและกับคนรอบข้าง
Moments of Self-Discovery

สมัยเด็กผมเป็นคนเสียงเบามาก ไม่มั่นใจในตัวเองเลย เคยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า และมักจะรู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับคำชม จนถึงตอนนี้ความรู้สึกแบบนั้นจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น แม้ว่ายังมีอีกหลายด้านที่อยากพัฒนาและยังต้องค้นหาตัวเองต่อไป แต่ผมก็พยายามใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง ฟังพอดแคสต์ สำรวจความคิดอย่างสงบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะให้คุณค่ากับทั้งตัวเองและกับคนรอบข้างมากกว่าที่เคยครับ
Teamwork, Communication, Compromise

การได้เป็นส่วนหนึ่งของ PERSES ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายอย่างที่แตกต่างจากการทำงานคนเดียว โดยเฉพาะเรื่อง Leadership Skill เพราะเมื่อก่อนผมแทบไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย ผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่คิดว่าการตัดสินใจของเราจะเฉียบขาดพอ แต่การทำงานเป็นทีมกับ PERSES ทำให้ผมเข้าใจว่าการเป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องคอยออกคำสั่งตลอดเวลา แต่ควรเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน และช่วยให้ทุกคนทำงานได้ดีที่สุดในแบบที่เป็นตัวเอง สิ่งนี้ยังทำให้ผมเข้าใจเรื่อง Teamwork มากขึ้น ทั้งการสื่อสาร การประสานงาน การเจรจา และการประนีประนอม รวมถึงบทบาทพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ ในวง บางครั้งอาจดุบ้าง แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะใจเย็นมากขึ้น ไม่คาดหวังจนเกินไป เพราะนั่นอาจทำให้เสียบรรยากาศในการทำงาน
Most Meaningful Songs

ถ้าพูดถึงเพลงที่ผมรู้สึกผูกพันที่สุด มีอยู่สองเพลงครับ เพลงแรกคือ น่ารักน้อยลงหน่อย เพราะรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเหมือนการชุบชีวิตให้ PERSES ได้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ตอนแรกผมไม่ค่อยอินกับเพลงนี้เท่าไหร่ คิดว่ามันน่ารักเกินไปสำหรับผมที่เมื่อก่อนออกจะติดเท่ๆ หน่อย (หัวเราะ) แต่พอมันกลายเป็นเพลงที่ช่วยให้เรากลับมาได้ เลยรู้สึกว่าเพลงนี้มีหนี้บุญคุณกับผมมากจริงๆ อีกเพลงคือ Kitty Swag ที่ผมได้โปรดิวซ์เองเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน เพลงนี้สะท้อนตัวตนของ PERSES ผ่านมุมมองของผม และเป็นโอกาสที่มีค่ามากที่ได้ลองทำเพลงให้วง ระหว่างทางก็ได้รับคำแนะนำดีๆ จากรุ่นพี่โปรดิวเซอร์และทีมงานในค่ายตลอด แม้จะเป็นงานแรก แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ทั้งท้าทายและน่าจดจำสำหรับผมครับ
Visualizing Scenes Before Details

เวลาทำเพลงผมมักจะเริ่มจากจินตนาการเป็นฉากๆ จากนั้นค่อยลงรายละเอียด โดยจะเลือกแนวเพลงก่อน แล้วนึกภาพว่าเราอยู่ที่ไหน ตัวละครในเรื่องเป็นใคร ต่อมาก็ทำดนตรีให้เข้ากับ genre และ story ที่อยู่ในหัวครับ
Grew Up Listening To Diverse Music

ด้วยความที่โตมากับการฟังเพลงจากหลายแหล่งหลายประเภท ผมจึงมีศิลปินต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจหลายคน ถ้าเป็นวงดนตรีต้องยกให้บอดี้สแลมเลยครับ ผมดูคอนเสิร์ต Bodyslam Live In คราม แล้วรู้สึกอยากให้คนดูสนุกและกระโดดไปกับวง PERSES บ้าง สำหรับด้านแร็ป แรงบันดาลใจของผมคือพี่กอล์ฟ F.Hero ผมมักจะศึกษาเรื่อง flow, rhyme และ sound จากผลงานของเขา ส่วนวงอื่นที่หล่อหลอมแนวดนตรีและสไตล์ของผมคือ GOT7 และ BIGBANG วง GOT7 ทำให้ผมรู้จัก K-Pop มากขึ้น ได้แรงบันดาลใจจากการเป็นอากาเซ่ในช่วงหนึ่ง ในขณะที่วง BIGBANG ก็อินสไปร์ทั้งเรื่องสไตล์ดนตรีที่ใกล้เคียงกับรสนิยมของผม และวิธีการสื่อสารกับคนดู หรือการ hype คนดู ซึ่งผมก็อยากสร้างโมเม้นต์แบบนั้นได้บ้างครับ
Fans, Family, Friends

เส้นทางในวงการนี้มีความกดดันสูงมากครับ มีหลายช่วงเวลาที่ผมรู้สึกท้อและเกือบหมดไฟ งานเยอะจนแทบหายใจไม่ทัน และผมเองก็เป็นคนจริงจังกับทุกงานมากจนบางครั้งลืมให้เวลาตัวเอง ความเหนื่อยไม่ได้มาจากงานเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งความคาดหวังทั้งของตัวเองและของคนรอบข้างทำให้ผมเคยรู้สึกอยากถอดใจเหมือนกัน แต่สิ่งที่ช่วยให้ผ่านมาได้คือวง PERSES แฟนคลับทุกคน ครอบครัว และเพื่อนๆ ความรักและการสนับสนุนของพวกเขาทำให้ผมกลับมาโฟกัสได้อีกครั้ง เหมือนมีแรงมาฉุดให้ยืนขึ้นสู้ต่อ ส่วนทริคง่ายๆ ที่ผมทำบ่อยคือ ฟังเพลงหรือเขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา พอเรามองปัญหาชัดเจนขึ้น ก็ค่อยๆ ปลดล็อกทีละเรื่อง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมกลับมายืนบนเส้นทางได้อย่างมั่นคง และตระหนักถึงความหมายของทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา
Photographer: Pathomporn Phueakphud
Fashion Editor: Ratchakrit Chalermsan
Makeup: Thotsapol Wongbanchang
Hair: Jatupong Chumjam

