‘เต-นิว’ กับเส้นทางความสนุก การเติบโต ความสำเร็จ และเรื่องราวที่ไม่เคยเล่า

Words: Nawajit Ua-Apinansakul

ผ่านไปชั่วพริบตา ชื่อของ เต-ตะวัน วิหครัตน์ และ นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ ก็เป็นชื่อที่โลดแล่นในวงการบันเทิงไทยมากว่าสิบปีเต็ม ทั้งสองไม่เพียงเติบโตไปพร้อมกับผลงานที่หลากหลาย แต่ยังเติบโตในฐานะนักแสดงที่เรียนรู้จากกันและกันในทุกก้าว แถมทุกวันนี้ยังมีมาสคอตครึ่งหมีครึ่งวาฬอย่าง ‘โพก้าซัง’ ตัวแทนที่รวมเอาความรักของแฟนคลับและพวกเขาทั้งคู่ไว้มาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันอีกด้วย 

สำหรับการมาถ่ายแฟชั่นเซตกับนิตยสารแอลเมนครั้งนี้ เตและนิวไม่เพียงแต่มาอวดลุคเท่ในสไตล์ต่างๆ ให้ได้ชม แต่ยังมานั่งแชร์มุมมองจากประสบการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความเปลี่ยนแปลง และความคิดของพวกเขา ณ ปัจจุบันให้พวกเราได้รับรู้อีกเช่นกัน 

ช่วงนี้ทั้งคู่มีโปรเจ็กต์อะไรที่อยากให้แฟนๆ ติดตามเป็นพิเศษบ้าง

NEW: นิวมีเรื่อง A Dog and A Plane พร้อมเตในปีหน้า แล้วก็มีถ่าย Friendshit Forever ร่วมกับเอมี่และแพต-ชญานิษฐ์ ครับ 

TAY: มีโปรเจ็กต์ Scarlet Heart ที่กำลังจะเปิดกล้องเร็วๆ นี้ ประมาณช่วงกลางปี เป็นโปรเจ็กต์ที่คิดว่าจะต้องอยู่กับมันไปอีกนานเพราะเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของค่ายเลยเหมือนกัน แล้วหลังจากนี้ก็จะมีซีรีส์กับนิวเรื่อง A Dog and A Plane หมาเห่าเครื่องบิน ฝากติดตามด้วยครับ 

ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเองตอนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการ เราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในแง่ของความคิด

NEW: นิวเปลี่ยนไปเยอะ ตอนที่เริ่มทำงานยังคิดแบบเด็กๆ แค่อยากหางานทำ ได้ถ่ายเอ็มวี ได้ถ่ายงาน ทำแล้วสนุกและมีความสุขก็พอ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายขนาดนั้น แต่พอโตขึ้นจนมีประสบการณ์การทำงานมากขึ้น ก็ถึงจุดที่รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ แล้วเราต้องจริงจังกับมัน น่าจะเป็นจุดนี้ที่ทำให้เปลี่ยนไปเยอะเลย เพราะกลายเป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปตลอด

TAY: มีความคล้ายกับนิวครับ ตอนแรกที่เข้ามารู้สึกว่า เราบังเอิญได้โอกาส แต่เราก็ appreciate กับโอกาสนั้น แล้วพยายามตั้งใจทำไปในแบบที่เราไม่ได้คิดว่าพื้นที่นี้มันเป็นพื้นที่ของเรา เพราะเราไม่ได้เติบโตมากับสายนี้ ไม่ได้มีความสนใจหรือว่ามีความสามารถทักษะในด้านวงการนี้เลย มันเลยไม่ใช่พื้นที่ที่เรารู้สึกสบายใจขนาดนั้น แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ชินกับพื้นที่นี้มากขึ้น แล้วยอมรับตัวเองในพื้นที่นี้ ทำให้เราอยากจะตั้งใจทำทุกงานให้ดีด้วยความรักมากขึ้นครับ

มีประสบการณ์ไหนในชีวิตหรือในการทำงานที่ทำให้รู้สึกว่าโตขึ้นหรือเข้าใจโลกมากขึ้นไหม

NEW: ล่าสุดเลยคือนิวป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ มันทำให้รู้ว่าจริงๆ คนเรามันไม่มีอะไรเลย ถึงจะอายุน้อย ดูแลสุขภาพดี ทุกอย่างดีหมด แต่สุดท้ายพอจะถึงคราวต้องไป ก็คงต้องไปจริงๆ แล้วยิ่งเป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งแรก เลยทำให้เราเตรียมพร้อมที่จะปล่อยวาง และเปลี่ยนความคิดในการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างครับ

TAY: ของเตก็คือตรงที่เรารู้สึกว่าเราทำงานมามากขึ้น จนเราเริ่มชิลขึ้นในหลายๆ งาน แต่ก่อนคือเหมือนว่าเราจะต้องจมอยู่แต่กับพาร์ตของเรา เครียดอยู่แต่กับการจะทำอย่างไรให้เราทำให้ได้ เพราะเราทำไม่ได้สักอย่าง แต่พอเราเริ่มชิลในพาร์ตเราแล้ว มันก็เลยเริ่มไปมองจุดอื่น มองพาร์ตใหญ่มากขึ้น แบ่งใจไปมองได้ว่าคนอื่นเขาต้องทำอะไรมากขึ้นครับ 

การทำงานในฐานะของเต-นิว ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองที่ไม่เคยรู้มาก่อนบ้างไหม

NEW: สำหรับนิว มันเหมือนการรบที่ต้องรู้เขารู้เรา วิธีเข้า วิธีออก อะไรอย่างนี้ครับ ซึ่งนิวว่าไม่ใช่แค่เฉพาะอยู่กันเป็นคู่กับงานนี้นะ มันคืออยู่ในทุกการทำงานของทุกๆ อาชีพ ทุกๆ สถานที่ รู้สึกว่ามันเป็นวิธีการที่จะรู้จักการทำงานและอยู่กับคนอื่น แล้วยิ่งพออยู่กันเป็นคู่สองคน เราจะต้องอยู่กับคนนี้ตลอดเวลา เลยทำให้ได้เรียนรู้การรู้จักตัวตนกันมากขึ้นอีกครับ 

TAY: เตว่ามันคือศิลปะของการอยู่ร่วมกันโดยที่อีกคนนึงมีความแตกต่างจากเรามากๆ เพราะปกติเวลามีคนอื่นที่ทัศนคติไม่ตรงกันกับเราประมาณนึง มันไม่ได้มีเหตุผลมาบังคับให้เราต้องไปอยู่กับเขาเยอะ แต่พอเราทำงานเป็นคู่ปุ๊บ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องปรับตัว ทำความเข้าใจ ยิ่งเราต้องเจอกันทุกวัน ยิ่งช่วงทำงาน ยิ่งช่วงออกกองถ่ายละคร มันคือไฟต์บังคับที่เราจะต้องเรียนรู้กัน แล้วก็เข้าใจ ยอมรับกันมากๆ ซึ่งเตว่าดีนะ

มุมมองต่อความสำเร็จในตอนนี้ แตกต่างกับตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ อย่างไร

NEW: กลับไปแต่ก่อน ความสำเร็จคือความรู้สึกที่ว่า ‘ขอให้ได้ทำ ขอให้ได้งาน’ แต่ตอนนี้คืออยากให้คนยอมรับมากกว่าว่า มันคือเราทำได้ หรือเราทำได้ดี อยากทำแล้วให้คนรู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ออกมาดี เป้าหมายมันต่างกันไปแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องเอาจำนวนงานเยอะก็ได้ ขอแค่คนยอมรับว่าเราทำสิ่งที่ดีกับงานที่ได้มา

TAY: คล้ายกันครับ ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ก็จะรู้สึกว่าความสำเร็จคือการได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้ทำ แต่ตอนนี้พอเราอยู่มานานสักพักแล้ว ได้ทำแทบทุกอย่างแล้ว ความสำเร็จคือทำแล้วได้รับการชื่นชมว่าทำได้ดี ทำสำเร็จในชิ้นงานนั้นมากๆ อีกอย่างคือบางครั้งที่งานยังไม่ออก แต่ว่าเราทำงานแล้วเรารู้สึกแฮปปี้กับบรรยากาศในกอง กับทุกอย่างในวันนั้น ของเตก็ถือว่าสำเร็จแล้วนะ พอทำงานมาสักพักแล้วรู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับตรงนั้นมากเลย

ความสัมพันธ์ของทั้งสองเติบโตมาอย่างไรบ้าง ในมุมของความเข้าใจซึ่งกันและกัน 

NEW: จริงๆ มันผ่านอะไรมาเยอะครับ น่าจะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว มีทุกรูปแบบเลย ช่วงเพิ่งเจอกัน ช่วงอยู่กันไปสักพักแล้ว ช่วงมีความไม่เข้าใจกัน จนคุยกันปรับความเข้าใจกัน จนมันผ่านทุกช่วงมาหมดแล้วครับ ณ วันนี้เลยรู้สึกว่าเข้าใจกันค่อนข้างจะทุกมุมหมดแล้ว เหมือนเห็นปุ๊บก็รู้แล้วว่าสถานการณ์นี้เขาคิดอะไร รู้สึกอะไร แล้วเราจะรับมือกับเขาอย่างไร

TAY: สมมติถ้าเป็นเกม ก็เหมือนเราเล่นด่านนี้มาเยอะแล้วครับ เตว่ามันเติบโตมาเยอะมากเลยนะ แต่ก่อนอาจจะเครียดที่จะทำอะไรอย่างไรดี เดี๋ยวนี้ก็ไม่เป็นแล้ว มองในแง่การทำงาน ตอนนี้คือมันทั้งสบายกาย สบายใจมากขึ้น แล้วก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เพราะเรารู้แล้วว่าเจอกับคนนี้แล้วเป็นอย่างไร

มีสิ่งไหนที่เคยยึดติดมาก่อน แล้ววันหนึ่งรู้สึกว่า ‘ปล่อยวางมันดีกว่า’

TAY: ของเตคืองาน เราจะมีภาพติดในหัวทำให้เราเครียดมากในการทำงาน เราจะมีเส้นของเราที่ต้องทำให้ได้ แต่พอเราทำไม่ได้ ไม่เก่ง ไม่มีพื้นฐาน ก็จะเครียดไปนานมากๆ บางครั้งเป็นตั้งแต่ก่อนเริ่มงานด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นคอนเสิร์ตอะไรแบบนี้เราจะยิ่งเครียด เครียดทั้งเดือน กำลังจะถึงวันนั้น เดี๋ยวจะถึงวันนี้ ก่อนถึงคอนเสิร์ตเราเครียดทุกวัน มันเหมือนกำสิ่งนั้นไม่ยอมปล่อยเลย แต่ตอนนี้คือก็รู้สึกว่า จบแล้วความรู้สึกก็ต้องจบ หัดจบตามงานให้ได้ด้วย

NEW: นิวคิดว่าไม่ได้เป็นคนกำอะไรไว้นาน รู้สึกว่าเป็นคนที่ใช้เหตุผลเป็นหลักอยู่แล้ว พอมีอะไรเกิดขึ้นเราก็จะหาเหตุผลของมันจนรู้สึกว่าโอเค ฉันปล่อยวางเรื่องนี้แล้ว หรือว่าถ้าเรื่องไหนที่มันไม่เข้าใจเราก็จะไปหาคำตอบมาให้ได้ เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีเรื่องยึดติดในใจขนาดนั้น 

มีคำแนะนำหรือความคิดอะไรที่เคยได้ยินแล้วรู้สึกว่าเปลี่ยนวิธีมองชีวิตไปเลยไหม

NEW: น่าจะเป็นคำที่ว่า ‘เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้’ เพราะเราเคยอยู่กับความคิดที่ว่า อันนี้ไม่ได้ดั่งใจเลย แต่สมมติทำงานหรือไปเจอใคร มันก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ หรือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต เราไม่สามารถควบคุมได้เลย สุดท้ายก็มาคิดว่า เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้นอกจากเปลี่ยนตัวเราก่อน ทุกอย่างอาจจะต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน 

TAY: มีคำนึงที่ไม่เป็นตัวเตเลย มันจะมีคนพูดว่า ‘มันไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น’ (หัวเราะ) พอเตมามองดีๆ มันจริงมากเลย ถ้าลอง zoom out ออกมาไกลๆ สิ่งที่เราทำอยู่มันก็แค่จิ๊ดเดียว แต่เราชอบคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เลยทำให้เตนับทุกอย่างซีเรียสไปหมด เหมือนพอฟังคำนี้ก็รู้สึกว่า เออ ก็จริง ถึงได้ปล่อยง่ายขึ้น 

การเป็นบุคคลสาธารณะมีผลต่อมุมมองความเป็นตัวเองอย่างไรบ้าง

NEW: นิวใช้ชีวิตค่อนข้างเหมือนเดิม เพราะคิดไว้ตั้งแต่วันแรกว่าเราเป็นคนแบบไหน เราก็จะเป็นคนแบบนั้นต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกว่าต้องเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็อยู่ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ดีกว่า ถ้าเกิดใครชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลยตั้งแต่แรก แต่การเป็นคนสาธารณะมันก็จะเพิ่มจุดที่ต้องระวังในเรื่องของการเป็นตัวอย่าง ระวังตัวไม่ให้คนอื่นมาทำเลียนแบบวิธีการ สมมติเรื่องลงทุน บางทีมันอันตรายนะแต่เรายอมรับตรงนี้ได้ แต่ถ้ามองว่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นแล้ว ก็รู้สึกไม่อยากให้มาเสี่ยงเหมือนกัน

TAY: เตรู้สึกเตเป็นตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยกล้าทำอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กเราคิดว่าเราต้องเป็นเด็กดี เรียบร้อย เพราะว่าเราถูกเลี้ยงมาแบบครอบครัวที่เป็นอาจารย์นิดนึง แต่พอโตขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เราเป็นตัวเองได้ แล้วก็ได้ explore มุมใหม่ๆ และรู้สึกว่าเราไม่ได้มีปัญหากับการแชร์การเป็นตัวเองให้คนอื่นรู้ เพราะเราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้มีเรื่องอะไรร้ายๆ ส่วนในการเป็นบุคคลสาธารณะที่เรารู้สึกอยากจะทำมากขึ้นคือ อยากจะแชร์มันออกไปมากขึ้น อยากเป็น inspiration เป็นกำลังใจให้คนอื่นมากขึ้นครับ

สุดท้าย ถ้ามีโอกาสให้คำแนะนำกับเต/นิว ตอนอายุ 18 ปี จะบอกอะไรกับตัวเองในวันนั้น

NEW: จนถึงวันนี้นิวรู้สึกว่า ภาษาง่ายๆ มันคือความดื้อ ด้วยความที่นิวโตมาที่ต่างจังหวัดแล้วก็เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เราเลยเชื่อตัวเองมาก ค่อนข้างจะมีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะว่าเหมือนเราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะตัวของเราเอง เวลาที่มีคนเข้ามาเตือน เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย! เราจัดการปัญหาได้ เพราะเราฟังแล้ว ประมวลผลแล้ว แต่เราไม่เชื่อ ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นเราเองที่มีความรู้ไม่พอ ประสบการณ์ไม่พอที่จะคิดได้เท่าเขา สุดท้ายคือพอโดนถาโถมเข้ามาเองมันก็จริงตามที่เขาพูด ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เพราะว่าความดื้อมันอาจจะทำให้นิวเป็นนิวในทุกวันนี้ ถ้าเกิดไปบอกตัวเองตอนนั้นว่าอย่าดื้อ อาจจะไม่ได้เป็นนิวในวันนี้ก็ได้ หรือใช้คำว่า มองโลกให้กว้างขึ้นดีกว่า

TAY: เป็นตัวเองไปเถอะ มันไม่มีอะไรไม่ดีหรอก ก็เป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น นี่ก็ตรงข้ามเหมือนกันนะ (หัวเราะ) อย่างที่บอกคือเราใช้สมองคิดเยอะไปหมด ไม่ค่อยปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการทำงานตรงนี้ ดื้อบ้าง ขบถบ้าง เพราะเตเป็นคนมีความขบถในตัวอยู่แล้ว แต่ตอนเด็กๆ เราขังมันไว้แน่นหนาเหลือเกิน

Similar Articles

More