พูดคุยกับสองนักแสดงนำจาก ‘คมเดือน’ ซีรีส์วายการเมืองเข้มข้น ครบรสทุกอารมณ์

Photographer: Manosit Boonnon

ในโลกของซีรีส์วายที่ประกอบไปด้วยเรื่องราวหลากหลายโทนและอารมณ์ คมเดือน (MANDATE) โดดเด่นขึ้นมาด้วยพลังของดราม่าเข้มข้นและบรรยากาศเมืองที่เต็มไปด้วยความลับและแรงปะทะของอารมณ์

เรื่องราวพาผู้ชมดำดิ่งสู่ความสัมพันธ์ซับซ้อนท่ามกลางความจริงที่ยากจะยอมรับ ซึ่งถ่ายทอดผ่านการแสดงของสองนักแสดงฝีมือจัดจ้าน บอย–ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ เบน–บัญญพนต์ ลิขิตอํานวยพร ที่ไม่เพียงแค่สวมบทบาท แต่ยังปลุกตัวละครให้มีเลือดเนื้อและลมหายใจจริง

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ELLE MEN Thailand จะพาไปฟังเบื้องหลังการทำงาน ความท้าทาย และมุมมองที่พวกเขามีต่อซีรีส์ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการ

อยากให้พูดถึงซีรีส์เรื่อง ˋคมเดือน’ ให้ฟังสักนิดครับ

Boy: ซีรีส์ คมเดือน น่าจะเป็นซีรีส์วายเรื่องแรกที่เป็น political series ซีรีส์การเมือง ซึ่งโดยปกติแล้วซีรีส์ไทยจะไม่ค่อยไปแตะเรื่องการเมืองเท่าไหร่ ผมก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างกล้าที่จะทำ แล้วก็แตะไปสุดด้วย ด้วยเนื้อเรื่องแล้วก็ค่อนข้างมีความสมจริงกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในวงการการเมืองไทย มีหลายๆ ฉากที่ผมรู้สึกว่า คนเขียนบทกล้าที่จะแตะไปถึงจุดนั้น

ผมว่าก็ดีครับ มันก็สมจริงเข้มข้นแล้วก็มันส์ น่าติดตาม ความเข้มข้นของการเมือง ความรักที่เกิดขึ้นที่เป็นซีรีส์วาย มันเข้ามาเกี่ยวข้องและเกิดขึ้นกันได้ยังไง มันดูไม่ค่อยจะเข้ากัน แต่สุดท้ายแล้วมันสามารถเกิดขึ้นได้ แล้วก็ไหลไปตามสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี สนุกมากสำหรับผม เป็นอะไรที่ตั้งแต่ตอนที่อ่านบทครั้งแรก ก็รู้สึกว่าสนใจ เป็นความท้าทายที่ผมอยากเล่นทั้งเรื่อง ผมอยากลองเล่นซีรีส์วายอยู่แล้ว แล้วก็ได้มาเล่นซีรีส์ที่เป็นซีรีส์การเมืองที่
ค่อนข้างแปลกใหม่ สนุก เข้มข้นด้วยครับ ก็รู้สึกว่าบทเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้ที่จะรับไว้

นอกจากมุมมองเรื่องการเมืองในซีรีส์วาย คิดว่าเรื่องนี้มีมุมที่แตกต่างจากซีรีส์การเมืองเรื่องอื่นอย่างไรครับ

Boy: ผมว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว ซีรีส์การเมืองที่เราเคยเห็น เขาก็จะหยิบยกประเด็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการเมืองไทยมาเป็นพื้นในการเขียนบท ว่ามันเคยเกิดปัญหาประมาณอย่างนี้นะ มีการประท้วงกันหรือนู่นนี่อะไรอย่างนี้ แต่ซีรีส์การเมืองเรื่องนี้มันเจาะลึกลงไปกว่านั้นอีกว่าการโยนเกมการเมืองระหว่างพรรคการเมือง จริงๆ แล้วมันเป็นยังไง การเมืองมันคือการดีล ส่วนใหญ่เท่าที่ผมได้ดูการเมืองที่เขานำเสนอก็จะเป็นเรื่องของรัฐบาลทำงานอย่างนี้ ประชาชนไม่พอใจ ฝ่ายค้านขึ้นมาลุกฮือ อะไรทำนองนี้

แต่ว่าเรื่องนี้มันเจาะลงไปกว่านั้นเลยว่าสุดท้ายแล้วการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนกลุ่มนึง เป็นการดีลกันให้ผลประโยชน์มันลงตัว มันเน้นไปตรงนั้นมากกว่า แล้วมันก็ทำให้เกิดเรื่องราวระหว่างตัวละครสองตัวคือ ผมกับเบน (บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร) ด้วย ความจริงก็ทำงานอยู่ในพรรคเดียวกัน แต่ว่าตัวละครของเบนดันไปมีส่วนเชื่อมโยงกับคนในพรรคอื่นๆ ทำให้เกิดการมี conflict เรื่องของการไว้ใจได้ไหม หักหลังกันรึเปล่า ถ้าเรื่องแตกต่าง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องของความ real และความจริงจังของเนื้อเรื่อง ตั้งแต่ที่ได้เล่นมา ผมก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นมนุษย์เยอะ และมันก็สมจริง เรื่อง love line ก็รู้สึกว่า เออคนเราพอโตขึ้นมา ความรักที่มันโตแล้วมันก็อาจจะเป็นประมาณนี้ ถูกถ่ายทอดในตัวซีรีส์ ซึ่งต้องไปดูกันเองว่ามันประมาณไหน

มีซีนที่ชอบหรือซีนที่ยากที่สุดไหม

Boy: มันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีซีนที่ยากที่สุด เพราะว่าความยากไม่ได้บอกว่ามันง่ายนะครับ มันยากเท่ากันทุกซีน หมายถึงว่าซีนใหญ่ๆ ซีนหนักๆ แต่ว่าถ้าซีนที่ชอบก็มีหลายซีน ซีนที่ต้องขึ้นไป debate อะไรแบบนี้ทุกคนจะได้เห็นใน trailers มันจะมีซีน debate ซีนแบบหาเสียง โดยส่วนใหญ่ซีรีส์การเมืองก็จะมีซีนหาเสียงแต่จะไม่มีซีนที่มัน debate ที่ผมรู้สึกว่า เออมันทันยุคทันสมัยกับการเมืองสมัยนี้

แล้วก็ซีน debateเป็นซีนที่ชอบมันเข้มข้นด้วย แล้วก็มันมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในซีน debate แล้วก็ซีนระหว่างผมกับเบนด้วย มีเรื่องราวความรักระหว่างผมกับเบน เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ส่วนใหญ่ซีรีส์ความรักมันจะมีเรื่องราวที่ เป็นอุปสรรคของความรัก อาจจะเป็นเรื่องมือที่สามบ้าง แต่อุปสรรคในครั้งนี้มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของความไว้ใจ เรื่องของการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องเลยทำให้รู้สึกมันน่าสนใจ

ซีนที่ชอบอีกหลายๆ ซีน ก็คือซีนที่ผมกับเบนมีความเคลือบแคลงใจต่อกัน แต่ว่ายังต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ไปพูดถึงซีนอื่นๆ นะ ที่หลายคนชอบถามว่ามีซีนที่มันเข้มข้นการเมือง แล้วมันมีซีนที่แบบทุกคนดูแล้วอินไปกับความสัมพันธ์ไหม อันนั้นมีแน่นอน มีให้เกาะกันไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเลย เพราะว่าจุดเริ่มต้นของเรื่อง คือเบนมาชวนผมไปลงการเมือง แล้วทำให้ผมกับเบนอยู่ด้วยกันตลอดเรื่อง

Ben: ซีนที่ชอบที่สุด สำหรับผมนะครับ คือซีนที่อารมณ์มันดุเดือดระหว่างตัวละคร วี ก็คือตัวผมกับหมอหน่องที่พี่บอยเล่น เหมือนมันเป็นครั้งแรกที่จูนกัน จูนกันด้วยความอารมณ์ร้อน โมโหกันทั้งคู่ เป็นซีนที่ดุเดือดมาก แล้วตอนเล่นสนุกมาก ผมเลยชอบมาก ตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าชอบมากที่สุด เพราะพี่เขาก็อินมาพอเขาใส่มาเราก็ใส่กลับ มันก็รู้สึกว่าสนุก ส่วนซีนที่ยากที่สุดสำหรับผมคือ ซีนบนรถเมล์ครับ เหมือนผมต้องไปพูดบทบนเวทีต่อหน้าคนหลายๆ คน ยากตรงที่ผมตื่นเต้น มันรู้สึกเหมือนว่าไปพรีเซ็นต์งานให้กับเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยฟัง มันยากมาก เรื่องพรีเซ็นต์ต่อหน้าคนอื่นผมทำไม่ได้ อยู่กับกล้องได้ อยู่กับคนเยอะๆ ได้ แต่ถ้าจะต้องอยู่บนเวทีคนเดียว รู้สึกตื่นเต้น เกร็งไปหมด

ซีรีส์เรื่องนี้ต้องการสื่อสาร หรือสะท้อนประเด็นสังคมใดในปัจจุบัน

Boy: มันก็คล้ายๆ การตีแผ่การเมืองไทยระหว่างที่ว่า สุดท้ายแล้วการเมืองไทยมันไม่ควรจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันควรจะเป็นผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่า มันน่าจะเป็นเรื่องของตรงนั้นเลย แล้วอย่างในส่วนเรื่องของความเป็นซีรีส์วาย เรื่องนี้มันก็เล่าได้อีกมุมหนึ่ง เรื่องของความรักที่ทุกวันนี้มันไม่มีเรื่องของเพศมาจำกัดกันแล้ว ความรักในเพศเดียวกันมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่ในสนามการเมือง

Ben: ผมมองว่าซีรีส์เรื่องนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือสะท้อนความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย ไม่ใช่แค่เฉพาะแวดวงการเมือง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ แวดวง

ในฐานะนักแสดงอยากให้ผู้ชมได้อะไรกลับไปจากซีรีส์เรื่องนี้

Boy: อย่างแรกที่อยากให้ได้กลับไปก็คือ ความสนุก ความเข้มข้นของเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นจริงๆ สิ่งที่ตามมาแน่นอน ผมก็อยากให้ทุกคนติดตามพัฒนาการของตัวละครของหมอหน่อง ก็คือผมเองกับ สส.วี ว่าทั้งคู่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปในรูปแบบไหน พัฒนาด้วยอะไร แล้วสุดท้ายจุดจบของความสัมพันธ์นี้มันจะ happy ending หรือมันจะจบแบบยังไง ก็อยากให้ทุกคนลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของเราสองคนด้วย

เพราะผมเองด้วยประสบการณ์ในการทำงานมาเกือบ 20 ปี ผมก็กล้าพูดว่าการทำงานระหว่างผมกับเบนเป็นการทำงานที่มีเคมีที่ค่อนข้างดีต่อกันมากๆ เพราะว่าด้วยความที่เบนเป็นคนค่อนข้างเปิดรับมากๆ ทั้งในเรื่องของคำแนะนำ ข้อมูล หรืออะไรก็ตาม เปิดรับความรู้สึกจากทางผม เพราะฉะนั้นเวลาเล่นด้วยกัน มันก็ค่อนข้างอินไปในความรู้สึกความสัมพันธ์ของเราสองคนมากๆ ซึ่งมันก็จะนำพาไปสู่ซีนที่มันก็ต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด คิดว่าคนดูน่าจะต้องชอบทั้งสองพาร์ตที่มีความเข้มข้นกับความหวานตีคู่กันไปอย่างลงตัว

Ben: อยากให้ผู้ชมได้รับความเพลิดเพลิน อยากให้ดูแล้วรู้สึกเหมือนสนุกไปกับมัน ดูเพื่อผ่อนคลายในมุมมองของผมที่มีต่อซีรีส์เรื่องนี้นะครับ เรื่องราวซับซ้อนของวงการการเมือง และความรู้สึกของคนสองคนที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามชมได้ใน ‘คมเดือน’ เร็วๆ นี้

Similar Articles

More