ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของ มาย–ภาคภูมิ ร่มไทรทอง ในฐานะ Cover Star ของ ELLE MEN Thailand ฉบับเดือนตุลาคม 2026 เราถือโอกาสนี้พูดคุยกับมายทั้งในเรื่องแฟชั่น ดนตรี และการแสดง ซึ่งทั้งหมดล้วนมอบบทเรียนอันล้ำค่าของการเติบโตให้กับเขาได้อย่างเต็มเปี่ยม
ในฐานะเฮาส์แอมบาสเดอร์ของ Dior มายมีโอกาสได้ไปปารีสแฟชั่นวีคและสัมผัสบรรยากาศของโชว์ Dior อยู่หลายครั้ง แต่ละครั้งที่ได้กลับไป มายรู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นหรือได้อะไรใหม่ๆ กลับมาทุกครั้งครับ
มาย: ทุกครั้งที่ไป ผมรู้สึกว่าได้เห็นอะไรใหม่ๆ กลับมาเสมอครับ ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย
ผมค่อนข้างสนใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนะครับ ว่าเขาเอาประวัติศาสตร์ ตัวตนของแบรนด์ หรือสิ่งใหม่ๆ มาผสมผสานกัน แล้วทำให้เกิดอะไรที่เรารู้สึกได้ในปัจจุบันยังไง มันทำให้ผมกลับมาคิดกับตัวเองเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วเราสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา โดยที่ยังเป็นตัวเราเองได้อย่างเต็มที่
แล้วในแฟชั่นเซตที่เราถ่ายกันวันนี้ มีไอเท็มหรือลุคไหนที่มายรู้สึกว่าใกล้เคียงกับตัวเองมากที่สุด และเพราะอะไรถึงรู้สึกแบบนั้นครับ
มาย: ผมชอบชิ้นที่ตอนแรกมองแล้วดูเรียบๆ ครับ แต่พอมองนานขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นรายละเอียดหรือความพิเศษบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในงานชิ้นนั้น ผมคิดว่าตัวเองก็ค่อนข้างประมาณนั้นนะ คือไม่ได้รู้สึกว่าต้องแสดงออกเสียงดังหรือต้องทำให้ทุกคนเห็นตัวเองตลอดเวลา แต่จะมีรายละเอียดบางอย่างที่เป็นตัวเราอยู่ข้างในเสมอ
ผมชอบเสื้อผ้าที่มีทั้งความคลาสสิกและความร่วมสมัย เพราะมันใส่ง่าย แล้วเราก็สนุกกับการเอามาผสมกันได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมี attitude ของตัวเองอยู่ครับ


ผลงานของ Jonathan Anderson มีอะไรที่มายชอบและรู้สึกว่าเป็นตัวเองที่สุด
มาย: ผมชอบวิธีที่โจนาธานกล้าเล่นกับสิ่งที่คนคุ้นเคยครับ เขาสามารถหยิบอะไรที่ดูคลาสสิกมากๆ มาทำให้รู้สึกใหม่ได้ โดยที่ไม่ได้ลบสิ่งเดิมทิ้งไป ผมว่ามันเป็นการออกแบบที่มีทั้งความฉลาดและความสนุกอยู่ด้วยกัน บางชิ้นตอนแรกอาจดูเรียบๆ แต่พอมองอีกทีจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราประหลาดใจ ผมชอบตรงนี้ครับ เพราะตัวผมเองก็ชอบการทดลองและการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังอยากรักษาแก่นของตัวเองเอาไว้
ขอย้อนมาที่เรื่องงานสักนิด มายมีทั้งงานแสดงและงานดนตรีที่ทำควบคู่กัน พอได้ทำงานในสองพื้นที่นี้ไปเรื่อยๆ มายรู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน และในมุมของมาย มีอะไรที่ทำให้การแสดงกับดนตรีแตกต่างกันบ้างครับ
มาย: ผมว่ามันเหมือนกันตรงที่ทั้งสองอย่างเป็นการสื่อสารความรู้สึกครับ บางครั้งการเล่นกีตาร์แค่โน้ตเดียวก็สามารถบอกอารมณ์ได้เยอะมาก การแสดงก็เหมือนกัน บางซีนเราไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่แค่สายตาหรือจังหวะการหายใจก็สามารถเล่าเรื่องได้แล้ว แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เวลาเราแสดง เรากำลังเข้าไปอยู่ในชีวิตของตัวละคร เราต้องพยายามเข้าใจว่าเขาคิดหรือรู้สึกยังไง ขณะที่ดนตรีสำหรับผมจะตรงกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่า สุดท้ายแล้วทั้งสองอย่างก็คงต้องมีทั้งเรื่องของเทคนิคและการสื่อสารผ่านความรู้สึกเหมือนกันครับ


หลังจบชั่วโมงการทำงาน มายเติมพลังให้ตัวเองอย่างไร และช่วงนี้สนใจอะไรเป็นพิเศษ
มาย: ช่วงนี้ผมให้เวลากับการออกกำลังกายและการดูแลตัวเองมากขึ้นครับ เพราะรู้สึกว่ามันช่วยดูแลทั้งร่างกายและความคิดของเราไปพร้อมๆ กัน อีกอย่างที่ยังสนใจอยู่ก็คือศิลปะผ่านดนตรี หรือความคลาสสิกในแบบที่เราชอบ อย่างรถยนต์ ช่วงนี้ผมกลับมาอินกับการแต่งรถคลาสสิกมากขึ้น แล้วก็ฟังเพลงที่มีความรู้สึกหรือมีอะไรให้เราค้นหาผ่านเพลง
ผมว่าความสนุกที่เราได้จินตนาการกับสิ่งที่สวยงาม มันก็เป็นวิธีพักสมองอย่างหนึ่งของผมครับ
จากวันแรกที่มายเข้ามาทำงานในวงการจนถึงวันนี้ มายผ่านทั้งประสบการณ์และงานมาหลากหลายรูปแบบ อยากรู้ว่าเมื่อมองย้อนกลับไป วันนี้มายมองเรื่องการทำงานและความสำเร็จต่างจากเมื่อก่อนอย่างไรบ้างครับ
มาย: เปลี่ยนไปบ้างครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองเอนจอยกับช่วงเวลาระหว่างการทำงานมากขึ้น พอๆ กับการได้ผลลัพธ์ที่ดีจากงาน เพราะผมคิดว่างานที่ดีน่าจะเกิดขึ้นได้จากคนที่มีความสุขไปกับสิ่งที่ตัวเองกำลังสร้างด้วย ไม่ใช่แค่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าคุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลของงานเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ความสุขในการสร้างสรรค์และการที่เราได้อยู่กับงานของเราด้วยครับ

ตลอดการทำงานที่ผ่านมา มายได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของตัวละครหลายๆ แบบ มายรู้สึกไหมครับว่าแต่ละตัวละครได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เรา และสิ่งนั้นเปลี่ยนวิธีที่มายมองโลกหรือมองตัวเองไปบ้างไหมครับ
มาย: ผมไม่คิดว่ามีตัวละครไหนที่ติดมาในชีวิต หรือผมนำกลับมาใช้ชีวิตแทนตัวเองนะครับ แต่ประสบการณ์ที่เราได้จากการเข้าไปทำความเข้าใจตัวละครแต่ละตัว มันจะอยู่กับเรา ซึ่งผมว่านั่นเป็นข้อดีมากๆ ของการเป็นนักแสดงครับ เพราะเราได้มีโอกาสมองโลกผ่านชีวิตของคนหลายๆ แบบ ได้เข้าใจคนที่อาจมีความคิดหรือมีชีวิตแตกต่างจากเรา สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองมากขึ้นครับ
นิยามคำว่าความสำเร็จของมายเปลี่ยนไปอย่างไร
มาย: ตอนนี้ผมรู้สึกว่าความสำเร็จคือการที่เรายังรักในสิ่งที่ทำอยู่ครับ ยังอยากเรียนรู้ และยังรู้สึกตื่นเต้นกับงานใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา อีกอย่างคือการมีอิสระในการคิดและเลือกทำครับ เราสามารถเลือกงานที่เราเชื่อ เลือกวิธีใช้ชีวิตที่เราอยากใช้ และยังมีเวลาให้กับคนที่เรารัก ถ้าเราโตขึ้นในเรื่องงาน แล้วในขณะเดียวกันก็ยังมีความสุขกับชีวิตอยู่ ผมว่ามันก็เป็นความสำเร็จที่ดีมากแล้วครับ


ถ้าตอนนี้ให้รางวัลตัวเองได้หนึ่งอย่าง รางวัลนั้นจะเป็นอะไรครับ
มาย: ผมขอเป็น ‘เวลา’ ครับ เวลาแบบที่เราไม่ต้องรีบ ไม่ต้องคิดถึงงานชิ้นต่อไป ได้อยู่กับครอบครัว ได้ออกกำลังกาย เล่นกีตาร์ หรือบางทีก็แค่ไม่ได้ทำอะไรเลย ยิ่งโตขึ้น ผมยิ่งรู้สึกว่าเวลามีค่ามาก เพราะหลายอย่างเราสามารถหาใหม่ได้ แต่เวลาที่ผ่านไปแล้ว เราเอากลับมาไม่ได้ครับ
ถ้ามายมีโอกาสได้ย้อนกลับไปเจอตัวเองในวัย 10 ขวบอีกครั้ง จากสิ่งที่มายได้เรียนรู้และผ่านมาจนถึงวันนี้ มายอยากกลับไปพูดอะไรกับเด็กคนนั้นบ้างครับ
มาย: ผมคงบอกเขาว่า ‘ไม่ต้องรีบโต’ สนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เต็มที่ แล้วก็ไม่ต้องกลัวเวลาทำผิด เพราะสุดท้ายชีวิตมันคือการเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วก็อยากบอกเขาว่า ดีแล้วที่ไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใคร รู้จักตัวเองให้ดี รู้ว่าตัวเองรักอะไร แล้วก็รักษาสิ่งนั้นเอาไว้ ชีวิตข้างหน้าจะมีอะไรที่เราไม่คาดคิดอีกเยอะครับ แต่สุดท้ายแล้ว ผมว่ามันสนุกกว่าที่เด็กคนนั้นคิดไว้เยอะเลย

WORDS: NITID S.

