ถือเป็นเซอร์ไพรส์พิเศษสำหรับแฟนๆ ELLE MEN Thailand ฉบับนี้ที่เราขอเสิร์ฟความฟินด้วย Cover Star ที่มาแบบแพ็คคู่ สำหรับ อาเล็ก–ธีรเดช เมธาวรายุทธ และ โบว์–เมลดา สุศรี อีกหนึ่งคู่รักของวงการบันเทิงไทยที่ใครเห็นก็ต้องแอบอิจฉาในความน่ารักและความใส่ใจที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันเติมเต็มซึ่งกันและกันตลอดมา
วันนี้เป็นการทำงานคู่กันอีกครั้ง รู้สึกแตกต่างจากเวลาทำงานคนเดียวอย่างไรบ้าง
โบว์: เอาจริงๆ เมื่อก่อนเวลาถ่ายงานคนเดียวก็จะมีความเหงานิดหนึ่ง เหมือนมีคนให้อ้อน มีคนให้โทรคุยระหว่างพัก แต่พอได้มาทำงานด้วยกัน มันสนุกขึ้น เหนื่อยน้อยลง เหมือนมีคนคอยเติมพลังให้กัน มีคนให้แกล้ง ให้หยอกกันตลอดวัน ทำให้บรรยากาศการทำงานมันชื่นใจขึ้นมาก
อาเล็ก: ส่วนผม เวลาถ่ายงานคนเดียวจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ จะมีแอบคิดว่า ‘ได้ไหมนะ’ อยู่บ้าง แต่พอมีโบว์อยู่ด้วยก็รู้สึกสบายใจขึ้น การทำงานมันผ่อนคลายกว่าเดิม


เวลาดูทั้งคู่ทำงาน จะรู้สึกว่าต่างคนต่างส่งพลังบวกให้กันเสมอ แล้วเวลาเหนื่อยหรือมีเรื่องเครียดจากการทำงาน ช่วยดูแลกันอย่างไร
อาเล็ก: ช่วงแรกๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงเท่าไหร่ เวลาน้องกลับมาระบายเรื่องงาน ผมจะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาให้ตลอด คิดว่าต้องช่วยหาทางออก แต่พออยู่กันมาสักพักก็เริ่มเข้าใจว่า จริงๆ แล้วน้องไม่ได้ต้องการคำตอบเสมอไป แค่อยากมีคนรับฟัง เพราะสุดท้ายเขาก็จัดการปัญหาเองได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้เวลามีอะไร ผมก็จะรับฟังก่อน ถ้าเรื่องไหนแนะนำได้จริงๆ ค่อยเสนอความคิดเห็น
โบว์: ใช่ค่ะ ถ้าอยากให้แนะนำ หนูจะพูดเองเลยว่า “พี่บี แนะนำหน่อย” แต่ถ้าไม่ได้พูดประโยคนี้ ก็แปลว่าแค่อยากเล่าให้ฟังเฉยๆ
อาเล็ก: ถ้าไม่มีประโยคนั้น ผมก็จะไม่สอดแทรกเลยครับ
โบว์: เพราะบางทีเราแก้ปัญหามาเรียบร้อยแล้ว แค่อยากแชร์ว่าเจออะไรมา ผู้หญิงกับผู้ชายเวลาไปทำงานก็ต่างกัน ผู้หญิงจะมีรายละเอียด มีเรื่องจุกจิกเยอะกว่า ผู้ชายอาจจะไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้
อาเล็ก: พอได้ไปทำงานด้วยกันก็เริ่มเห็นเลยครับว่าผู้หญิงใช้เวลาเตรียมตัวเยอะจริงๆ ทั้งผม ทั้งหน้า ทั้งเสื้อผ้า รายละเอียดเต็มไปหมด ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงนาน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
โบว์: ทั้งที่สวยขนาดนี้แล้วนะคะ (หัวเราะ)

มุมมองเรื่องการใช้เวลาของทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง และแบ่งเวลาให้กันอย่างไร
อาเล็ก: ผมเป็นคนชอบวางแผนมาก จะจัดตารางทุกวันเลยว่า วันนี้โบว์เลิกงานกี่โมง เราเลิกกี่โมง ออกกำลังกายกี่โมง แล้วจะไปหาน้องกี่โมง วางละเอียดเป็นชั่วโมงเลย ข้อดีคือชีวิตเป็นระเบียบ แต่ข้อเสียคือถ้าอะไรไม่เป็นไปตามแผน ผมจะหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะค่อนข้างคาดหวังกับแผนที่วางไว้
โบว์: ส่วนหนูตรงข้ามเลยค่ะ ไม่ค่อยวางแผน อยากทำอะไรก็ทำ แต่เวลาหยุด หนูจะเอาพี่เล็กเป็นศูนย์กลางก่อนเลย ว่าพี่เล็กอยู่ไหน ทำอะไร แล้วค่อยจัดวันของตัวเองตามเขา จริงๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีนะ เหมือนเราทุ่มเวลาให้เขาหมด จนลืมดูแลตัวเอง อย่างวันหยุดก็ควรไปออกกำลังกายบ้าง แต่หนูเลือกนอนมากกว่า (หัวเราะ) ช่วงหลังๆ ก็เริ่มบาลานซ์มากขึ้น ถ้าวันไหนว่างจริงๆ ก็จะนัดกันช่วงบ่าย เพราะหนูเป็นคนชอบนอนให้เต็มอิ่ม ตื่นเองโดยไม่ใช้นาฬิกาปลุก แล้วจะรู้สึกสดชื่นกว่า

นาฬิกา Franck Muller ที่ทั้งคู่สวมอยู่ มีเอกลักษณ์ชัดเจนมาก แต่ละเรือนสะท้อนตัวตนของตัวเองอย่างไร
อาเล็ก: ของผมเป็นรุ่น Vanguard Damascus จุดเด่นคือใช้เหล็ก Damascus ซึ่งเป็นเหล็กชนิดเดียวกับที่ใช้ตีดาบซามูไร ดูแข็งแรง แต่จริงๆ น้ำหนักเบามาก ตอนแรกผมก็คิดว่าจะหนัก เพราะเห็นทั้งตัวเรือนและกลไกด้านใน แต่พอได้ลองใส่จริงกลับเบากว่าที่คิดเยอะ
โบว์: ของหนูชอบเพราะมีความวินเทจค่ะ ตัวเลขและดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1920s หนูเป็นคนชอบรายละเอียดเล็กๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องบ้านหรือของใช้ ก็จะมองหาดีเทลเสมอ นาฬิกาเรือนนี้เลยตอบโจทย์มาก เพราะทั้งสวยและมีรายละเอียดให้มอง

เดือนกันยายนเป็นช่วงเริ่มต้นของซีซั่นใหม่ในโลกแฟชั่น แล้วสำหรับชีวิตของทั้งคู่ ตอนนี้กำลังเข้าสู่บทใหม่อะไรบ้าง
อาเล็ก: เป็นช่วงที่มีอะไรใหม่ๆ เยอะครับ โดยเฉพาะการได้เล่นละครด้วยกันเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยมีแค่เอ็มวีกับถ่ายแบบ แต่ตอนนี้เปิดกล้องละครเรื่องใหม่ของพี่อ้อม–พิยดาแล้ว หลายคนคิดว่าเราน่าจะได้เล่นโรแมนติกคอเมดี้ แต่จริงๆ เป็นดราม่าเข้มข้น มีทั้งการสืบสวน การแก้แค้น เรียกว่าหนักกว่าที่หลายคนคิด ตอนแรกผมก็แอบกังวลนะว่าถ้าต้องเล่นดราม่าด้วยกัน จะเครียดหรือเปล่า แต่พอได้ทำงานจริง กลับรู้สึกว่าดีกว่าที่คิดมาก เพราะพอพักจากฉาก เราก็เติมพลังให้กันได้ทันที
โบว์: ใช่ค่ะ ถ้าเหนื่อยทั้งคู่ก็แยกมุมนอนของใครของมัน (หัวเราะ)
อาเล็ก: แต่คนที่ได้นอนคือผมนะ เพราะโบว์เข้าฉากแทบทุกฉาก (หัวเราะ)


แล้วเดือนกันยายนมีความหมายอย่างไรสำหรับโบว์
โบว์: กันยายนเป็นเดือนเกิดของพี่เล็กด้วยค่ะ สำหรับหนูเลยรู้สึกว่าเป็นเดือนที่มีความหมาย แล้วก็เหมือนเป็นช่วงเริ่มต้นของอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าพูดตามความเชื่อหรือดวง มันเหมือนเป็นช่วงที่หลายอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยผ่าน แล้วเตรียมตัวสำหรับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา
อาเล็ก: สำหรับผม พออายุมากขึ้นก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับวันเกิดเท่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ทุกปีพอเข้าเดือนกันยายนจะรู้สึกว่าเป็นช่วงพักของปี เพราะทำงานมาตลอดทั้งปี พอใกล้วันเกิดก็จะเริ่มวางแผนเที่ยว วางแผนพักผ่อน คิดถึงอากาศดีๆ ในช่วงปลายปี เป็นความรู้สึกแบบนั้นทุกปีครับ

INTERVIEW: NICHAKUL KITAYANUBHONGSE
WORDS: NITID S.

