The Next Cut: mfpen

Words: Chanond Mingmit

Anti-Architectural Tailoring
The Next Cut Episode 4 ครั้งนี้ Elle Men Thailand นำเสนอ mfpen (เอ็ม-เอฟ-เพน) พร้อมถอดรหัสวิธีคิดและงานสิ่งทอเบื้องหลังความสำเร็จ

ท่ามกลางกระแสแฟชั่นโลกที่หมุนเวียนระหว่างความจัดจ้านของสตรีทแวร์และการโหยหาความหรูหราแบบคลาสสิก mfpen จากกรุงโคเปนเฮเกนที่ก่อตั้งโดย Sigurd Bank ในปี 2015 ได้สถาปนาอัตลักษณ์ใหม่ พวกเขาไม่ได้นำเสนอเพียงแค่ “เสื้อผ้าเรียบง่าย” แต่เป็นงานทดลองที่รื้อถอนโครงสร้างเสื้อผ้าบุรุษภายใต้ข้อจำกัดด้านสิ่งทอที่ยั่งยืน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมแฟชั่นร่วมสมัย

ความน่าสนใจของ Sigurd Bank คือการที่เขาไม่ได้เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นดีไซเนอร์ในกรอบขนบแบบดั้งเดิม ที่เริ่มต้นจากภาพสเก็ตช์บนกระดาษ แต่เขาเติบโตมาจากการทำงานในภาคส่วนการผลิตและการจัดซื้อสิ่งทอ ตัวตนของเขาจึงเป็นเหมือน “ช่างเทคนิคผู้สังเกตการณ์พฤติกรรมมนุษย์” ซิกูร์ดมองเห็นช่องว่างในตลาดแฟชั่นผู้ชายที่มักจะสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ไม่เป็นสูทโครงสร้างแข็งเกร็งตามขนบดั้งเดิม ไม่ก็เป็นสตรีทแวร์ที่เน้นกราฟิกและตราสัญลักษณ์ เขาจึงตั้งคำถามถึงเสื้อผ้าที่ “สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่มีคุณค่าทางศิลปะในระดับสูง” วิธีคิดของ mfpen จึงเป็นการทำงานแบบ “ย้อนกลับ” แบรนด์ทั่วไปจะออกแบบเสื้อผ้าก่อนแล้วจึงไปหาผ้า แต่ซิกูร์ดจะเริ่มต้นจากการไปค้นหาเนื้อผ้าที่มีอยู่แล้วในโลก จากนั้นจึงให้เนื้อผ้าเหล่านั้นเป็นตัวกำหนดว่ามันควรจะถูกตัดเย็บออกมาเป็นเสื้อผ้าโครงสร้างแบบใด

มุมมองทางศิลปะและวัฒนธรรม

The Office Dystopia และความขบถของคนธรรมดา

บริบททางวัฒนธรรมของ mfpen ไม่ได้อ้างอิงจากงานศิลปะชั้นสูงในพิพิธภัณฑ์ แต่หยิบยืมมาจาก “วิถีชีวิตคนเมืองยุคปลายศตวรรษที่ 20” โดยเฉพาะภาพสะท้อนของมนุษย์เงินเดือนและพนักงานออฟฟิศในยุค 90s ที่มีความหม่นเทา แฝงกลิ่นอายของภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนและดนตรีทางเลือกสายอินดี้ไปจนถึงแนวโพสต์พังก์ mfpen นำภาพจำของ “ความน่าเบื่อหน่ายในชีวิตการทำงาน” มาล้อเลียนและเปลี่ยนให้เป็นความเท่ในแบบต่อต้านสังคม ผ่านชิ้นงานอย่างเสื้อเชิ้ตลายทางที่ดูเหมือนเสื้อผ้าพนักงานออฟฟิศ กางเกงสแล็กขายาวกองอยู่ที่ข้อเท้า หรือแจ็กเก็ตตัวโคร่งที่ดูเหมือนหยิบเสื้อของพ่อมาใส่ สิ่งเหล่านี้คือความขบถแบบมินิมัลลิสต์ที่ไม่ต้องใช้ความก้าวร้าว แต่ใช้ความเฉยชา เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและแสดงออก

สไตล์และโครงสร้าง

หากจะนิยามสไตล์ของ mfpen คำว่า “Minimalism” อาจจะตื้นเขินเกินไป แต่ควรใช้คำว่า “Relaxed Tailoring” หรือ “Intentionally Slouchy” ซึ่งเกิดจากการรื้อสร้างโครงสร้างเสื้อผ้าผู้ชายอย่างมีหลักการ ผ่านแนวคิดแบบ Anti-Architectural Cut โดยขณะที่งานเทเลอร์แบบดั้งเดิม (เช่นอิตาลีหรืออังกฤษ) เน้นการเสริมโครงสร้างเพื่อเชิดชูสรีระเพศชายให้ดูผ่าเผย (ใช้ฟองน้ำหนุนไหล่ ผ้าหางม้าซับในบริเวณอก) แต่ mfpen ทำตรงข้าม พวกเขาถอดโครงสร้างแข็งๆ ออกทั้งหมด (Unconstructed) ปล่อยให้ไหล่เสื้อตกตามธรรมชาติเพื่อสร้างเส้นสายที่นุ่มนวลและผ่อนคลาย โดยงานออกแบบของ mfpen โดดเด่นด้วยการเล่นกับสัดส่วนที่จงใจให้ดู “ผิดเพี้ยนอย่างลงตัว” กางเกงทรงหลวมจะถูกออกแบบให้มีจีบหน้า เพื่อเพิ่มปริมาตรเนื้อผ้าช่วงสะโพกและต้นขา ก่อนจะค่อยๆ สอบเข้าเล็กน้อยที่ปลายขา ทำให้เวลาเดิน เนื้อผ้าจะเกิดความเคลื่อนไหวที่สวยงามแต่ไม่ดูรุ่มร่ามจนเกินไป

The Deadstock Engineering

นี่คือหัวใจสำคัญและเป็นจุดเด่นที่สุดที่ทำให้กลุ่มคนแฟชั่นสายลึกยอมรับ mfpen อย่างไร้ข้อกังขา mfpen ดำเนินธุรกิจบนแนวคิดความยั่งยืนที่แท้จริง โดยเสื้อผ้ามากกว่า 90% ในแต่ละคอลเลกชันทำมาจาก ผ้าสต็อกค้างคาโรงงาน (Deadstock Fabrics) และผ้าอัพไซเคิล ซิกูร์ดและทีมงานจะเดินทางไปคัดสรรผ้าเดดสต็อกด้วยตัวเองจากโรงทอผ้าชั้นนำในอิตาลี โปรตุเกส และญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเป็นผ้าพรีเมียมที่เหลือจากการสั่งผลิตของแบรนด์แฟชั่นชั้นสูง ผ้าเหล่านี้มีคุณภาพการทอที่ยอดเยี่ยมและมีผิวสัมผัส ที่หาไม่ได้ในระบบอุตสาหกรรมปัจจุบัน การทำงานกับผ้าเดดสต็อกมีข้อจำกัดสูงมาก เพราะผ้าแต่ละพับมีจำนวนจำกัด (มักตัดเสื้อผ้าได้เพียงไม่กี่สิบถึงไม่กี่ร้อยตัว) และไม่สามารถสั่งทอเพิ่มได้ mfpen จึงนำข้อจำกัดนี้มาเป็นจุดขาย เสื้อผ้าแต่ละรุ่นจึงมีความเป็น “Limited Edition” โดยปริยาย นอกจากนี้ ผิวสัมผัสที่แปลกตาของผ้าแต่ละพับ เช่น ผ้าขนสัตว์ที่มีความหยาบสไตล์วินเทจ หรือผ้าคอตตอนเนื้อทราย จะกลายเป็นตัวกำหนดรายละเอียดของงานดีไซน์ในคอลเลกชันนั้นๆ ไปโดยตามปริมาณ

Ethical Production

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสำคัญของ mfpen การผลิตทั้งหมดจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะในโรงงานทอผ้าและตัดเย็บขนาดเล็กในโปรตุเกสและอิตาลีเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจในเรื่องสวัสดิการแรงงาน และการควบคุมคุณภาพฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตในระดับสูง mfpen ในบริบทของแฟชั่นยุคปัจจุบัน คือการพิสูจน์ว่า “ความยั่งยืน (Sustainability) อย่างแท้จริงที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับงานออกแบบได้โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนรสนิยม” mfpen ไม่ได้ขายความกรีนด้วยภาพลักษณ์ผ้ารักษ์โลกสีซีดๆ แต่พวกเขาขายงานดีไซน์ที่เฉียบคมเต็มไปด้วยความตั้งใจและแนวคิดที่เข้มแข็ง ซึ่งบังเอิญสร้างขึ้นมาจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

Similar Articles

More