มุมมองศิลปะร่วมสมัยเรื่องการอพยพผ่านมื้ออาหาร โดย ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

Photograher: Courtesy of Rirkrit Tiravanija ‘SAY YES TO EVERYTHING’

มีศิลปินอยู่ไม่กี่คนในโลกที่สามารถเปลี่ยนการกินข้าวมื้อเที่ยงให้กลายเป็นงานศิลปะได้ และฤกษ์ฤทธิ์ ถิรวนิชย์ คือหนึ่งในนั้น ศิลปินชาวไทยเชื้อสายอาร์เจนตินาผู้นี้ไม่เคยสนใจว่าผืนผ้าใบหรือกรอบรูปจะเป็นสื่อกลางของงานศิลป์หรือไม่ สำหรับเขาแล้ว ศิลปะคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่คนแปลกหน้านั่งล้อมโต๊ะเดียวกัน ส่งชามข้าวต่อกัน หรือพูดคุยเรื่องไม่มีสาระ ชั่วขณะเหล่านั้นต่างหากที่เขาเรียกว่างานศิลปะที่แท้จริง 

นิทรรศการเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฤกษ์ฤทธิ์ถูกจัดขึ้นที่สิงคโปร์ ณ สถาบัน STPI ย่านโรเบิร์ตสันคีย์ ภายใต้ชื่อ ‘SAY YES TO EVERYTHING’ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม ถึง 9 พฤษภาคม 2569 นิทรรศการนี้มิใช่เป็นเพียงการรวบรวมผลงานในคลังเก่า หากเป็นการเชื้อเชิญผู้ชมให้ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ โดยฤกษ์ฤทธิ์ได้สานความสัมพันธ์กับสถาบัน STPI มาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ ในสายอาชีพศิลปินผลงานสร้างสรรค์ของเขานั้นได้ท้าทายและตั้งคำถามถึงแนวคิดที่ว่าศิลปะต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นับตั้งแต่ปี 2533 ที่นิวยอร์ก เขาเริ่มทำผัดไทยเสิร์ฟให้ผู้เข้าชมนิทรรศการในฐานะผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อสร้างความแปลกใหม่ แต่เพื่อตั้งคำถามว่าพื้นที่ของศิลปะควรรู้สึกเช่นไรกันแน่ รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

หนึ่งในผลงานสำคัญที่จัดแสดงในนิทรรศการ SAY YES TO EVERYTHING คือ Untitled 1996 (lunch box) ซึ่งชวนให้ผู้เข้าชมร่วมนั่งรับประทานอาหารกันในหอศิลป์ โดยมีอาหารไทยสดใหม่จัดเสิร์ฟในปิ่นโตแบบดั้งเดิม อีกชิ้นคือ Untitled 2008–2011 (the map of the land of feeling) ที่ใช้ข้าวของเครื่องใช้จากการเดินทางของตัวฤกษ์ฤทธิ์เองมาถ่ายทอดว่าการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สามารถหล่อหลอมตัวตนของคนเราได้อย่างไร และ Untitled (rucksack installation) ที่แปลงกระเป๋าเป้ บรรจุอาหาร อุปกรณ์ทำครัว และแผนที่ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่แสดงถึงมุมมองของการเดินทาง

Screenshot

หัวใจของนิทรรศการนี้ใช้แนวคิดเดียวกับชื่องานที่ว่า “SAY YES TO EVERYTHING” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการยินยอมรับทุกสิ่งอย่างไม่มีเงื่อนไข หากหมายถึงการเปิดตัวเองให้กับความไม่แน่นอน โดยไม่ตั้งข้อบังคับให้ต้องมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนเสมอไป นั่นคือปรัชญาการทำงานของฤกษ์ฤทธิ์มาโดยตลอด นอกจากผลงานที่จัดแสดงแล้ว สถาบัน STPI ยังจัดกิจกรรมสาธารณะหลากหลายรูปแบบตลอดช่วงจัดนิทรรศการนี้ ทั้งการรับประทานมื้ออาหารร่วมกัน ชั้นเรียนพิมพ์ภาพ การพับกระดาษ และการพิมพ์ลายเสื้อยืดด้วยข้อความต่างๆ ที่คัดมาจากงาน กิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนเสริมของนิทรรศการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เพราะในโลกของฤกษ์ฤทธิ์ ศิลปะไม่ได้แขวนอยู่บนผนัง แต่มันเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้คนมารวมตัวกันในเวลาและสถานที่เดียวกัน

พูดคุยกับฤกษ์ฤทธิ์ตีระวนิช

ชื่อนิทรรศการ SAY YES TO EVERYTHING ให้ความรู้สึกที่ทั้งเปิดกว้างและท้าทายกรอบเดิมๆการ “ตอบตกลง” มีความหมายต่อคุณอย่างไรในช่วงเวลานี้ของชีวิตและการทำงาน?

ผมคิดว่ามันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ผมกำลังก้าวข้ามผ่านบางสิ่ง เมื่อมองย้อนกลับไป การตอบตกลงในตอนนี้หมายถึงการก้าวไปข้างหน้าและไม่ยึดติด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันอาจจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว

คุณทำให้เส้นแบ่งระหว่างศิลปะและการใช้ชีวิตประจำวันพร่าเลือนมาอย่างยาวนานทำไมการทลายเส้นแบ่งนี้จึงยังคงมีความสำคัญอยู่ในปัจจุบัน?

สำหรับผม ความเป็นไปได้ในการหลอมรวมทุกสิ่งเข้าด้วยกันนั้น ได้เปิดพื้นที่อันไร้ขอบเขต ซึ่งศิลปะทำให้การใช้ชีวิตมีความเป็นไปได้ หากปราศจากการเปลี่ยนแปลง เราย่อมไม่รู้เลยว่าเรามาจากที่ใด กำลังยืนอยู่ ณ จุดไหน หรือกำลังจะมุ่งหน้าไปทางใด

นิทรรศการนี้ได้พลิกโฉมพื้นที่ของสถาบันศิลปะแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่ทางสังคมและการทำงานร่วมกันคุณคาดหวังให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์หรือมีส่วนร่วมกับงานนี้อย่างไร?

ในขณะนี้ เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่แตกแยกและถูกครอบงำด้วยวิทยาการขั้นสูง ซึ่งการเข้าสังคมถูกบังคับด้วยเครื่องมือสื่อกลางต่างๆ ผมหวังว่าผู้มาเยือนจะได้ใช้เวลาอย่างช้าๆ ใส่ใจสิ่งรอบตัว และค้นพบประสบการณ์ในชั้นมิติที่แตกต่างกันออกไป ภายในงานจะเปิดโอกาสให้มีกิจกรรมและรับประทานอาหารร่วมกัน ได้ขบคิดและรำลึกความหลัง ตลอดจนการได้อยู่กับปัจจุบันและสัมผัสสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงครับ

ผลงานส่วนใหญ่ของคุณมักจะเบนความสนใจจากตัวชิ้นงานศิลปะไปสู่เรื่องของความสัมพันธ์และช่วงเวลาที่ได้แบ่งปันร่วมกันคุณมองว่าสิ่งนี้เป็นจุดยืนทางปรัชญาการแสดงออกทางการเมืองหรือเป็นเพียงวิวัฒนาการตามธรรมชาติในการทำงานของคุณ?

ผมหวังว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของมนุษย์ครับ นั่นคือการคิดในเชิงปรัชญา การนำเรื่องการเมืองมาผนวกในชีวิตประจำวัน และการทำความเข้าใจตัวตนในวิถีทางที่เป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป ศิลปะสามารถถูกนำมาใช้ได้ในทุกความหมายที่กล่าวมา ซึ่งช่วยให้เราได้มอบเวลา พื้นที่ และคุณค่าให้แก่ความสัมพันธ์มากกว่าที่จะมอบให้แก่ตัวสิ่งของ

กิจวัตรประจำวันไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารการล้อมวงกินข้าวหรือการสนทนามักปรากฏอยู่ในผลงานของคุณเสมออะไรดึงดูดให้คุณนำกิจกรรมที่แสนธรรมดาหล่านี้มาใช้เป็นองค์ประกอบทางศิลปะ?

ด้วยพื้นเพที่เป็นคนไทย พฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผมเสมอ และผมคิดว่าเราใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน การกินและการแบ่งปันเป็นส่วนที่สำคัญและเป็นธรรมชาติมากในวิถีวัฒนธรรมไทย แต่มันก็ถูกยกระดับให้เป็นข้อเสนอทางปรัชญาด้วยเช่นกัน เพื่อใช้ตั้งคำถามต่อการครอบงำของแนวคิดแบบตะวันตกและการยัดเยียดทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ในโลกตะวันตกเต็มไปด้วยวัตถุทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาและพระพุทธรูปจากประเทศไทย เมื่อมองไปยังของสะสมเหล่านี้ ผมได้ตั้งคำถามถึงการลดทอนคุณค่าของสิ่งอื่นให้กลายเป็นเพียงวัตถุ ผมรู้สึกว่าโลกตะวันตกให้คุณค่ากับวัตถุโดยเน้นไปที่การสะสมและการครอบครอง จนละเลยคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น ซึ่งก็คือชีวิตที่ผูกพันและสายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นรอบๆ สิ่งของเหล่านั้น

คุณได้ร่วมงานกับสถาบันแห่งนี้มานานกว่าสิบปีความสัมพันธ์อันยาวนานนี้มีส่วนช่วยหล่อหลอมการพัฒนานิทรรศการนี้อย่างไรบ้าง?

งานพิมพ์อาจไม่ใช่สื่อที่ผมคิดจะนำมาใช้ในตอนแรก และถึงแม้ผมจะเริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพ แต่ผมก็มองว่าสื่อนั้นยังขาดมิติที่เพียงพอสำหรับผม แต่ว่าที่สถาบันนี้สามารถสื่อสารและให้โอกาสใหม่ๆ ได้เปิดกว้างขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ งานกระดาษ และทีมงานในพื้นที่ปฏิบัติงานเปิดรับแนวคิดและการทดลองใหม่ๆ อย่างมาก ซึ่งจุดประกายให้ผมค้นหาความคิด ตลอดจนสร้างเรื่องราวและผลงานผ่านงานพิมพ์ นิทรรศการนี้ยังเปิดมุมมองต่อแนวคิดของการทำผลงานศิลปะแบบผลิตซ้ำ ซึ่งสำหรับผมแล้วมันอิงอยู่กับตัววัตถุมากขึ้น ภายในงานพิมพ์เหล่านี้ ผมสามารถคิดค้นกิจกรรมและปฎิสัมพันธ์ของผู้คนขึ้นมาได้ ผมให้คุณค่ากับงานพิมพ์ในแง่ของการเข้าถึงง่ายและขีดความสามารถในการเผยแพร่ความคิด เมื่อถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมาก ผลงานเหล่านี้จึงกลายเป็นศิลปะที่จับต้องได้ในราคาที่ย่อมเยาลง

ด้วยการจัดแสดงนิทรรศการพร้อมกันทั้งในสิงคโปร์และมิลานคุณรู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางอาชีพของคุณหรือไม่?

ผมมองว่านิทรรศการเหล่านี้เป็นหมุดหมายที่เกิดขึ้นหลังจากระยะทางอันยาวไกลของการเดินทางและการล้มลุกคลุกคลานในการใช้ชีวิต ผมรู้สึกซาบซึ้งใจที่ผู้คนมองเห็นประโยชน์ในผลงานและความคิดของผม และการที่พวกเขาสามารถค้นพบความหมายผ่านผลงานเหล่านั้นได้

ผลงานของคุณมักจะถูกถ่ายทอดผ่านการมีส่วนร่วมและการสนทนามากกว่าการนำเสนอภาพที่หวือหวาฉูดฉาดในสภาวะแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในปัจจุบันคุณคิดว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดลึกซึ้งมีบทบาทอย่างไร?

ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องตระหนักรู้ที่จะก้าวเดินด้วยจังหวะเวลาของตัวเราเอง โดยไม่ทำลายสิ่งใดๆ ให้แตกหัก เราควรละสายตาจากหน้าจอเครื่องมือสื่อสารต่างๆ มาเป็นสัมผัสเรื่องราวด้วยประสาทสัมผัสของเราเอง และให้ความใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ ที่ดูแสนธรรมดา เราจำเป็นต้องมอบถ้อยคำและเรื่องราวให้แก่ชีวิตของเรา สัมผัสกับสิ่งที่มีชีวิตชีวา และมอบความลึกซึ้งให้แก่จิตวิญญาณของเราเอง นี่คือหนทางแห่งการระลึกถึงความเป็นมนุษย์ของเราครับ

ท้ายที่สุดนี้เมื่อผู้ชมก้าวออกจากนิทรรศการคุณมุ่งหวังให้พวกเขานำความรู้สึกหรือข้อคิดแบบใดกลับไปด้วย?

ผมหวังว่าผู้มาเยือนจะตระหนักได้ว่าพวกเขาสามารถที่จะ “ตอบตกลงกับทุกสิ่ง” ได้โดยไม่มีสิ่งใดที่ต้องหวาดกลัว และความแตกต่างหลากหลายนั้นก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นเรา การรู้จักตนเองให้ดียิ่งขึ้นจะมอบความเห็นอกเห็นใจเพื่อให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ การปล่อยวางนั้นคืออิสรภาพอันไร้ขอบเขตครับ

นิทรรศการ 'SAY YES TO EVERYTHING' จึงทำหน้าที่สะท้อนถึงปรัชญาการทำงานของศิลปินที่พร้อมเผชิญหน้าและลงมือทำในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่ได้กำหนดผลลัพธ์ตายตัว และยอมรับในความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม ถึง 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ หอศิลป์เอสทีพีไอ ประเทศสิงคโปร์

Similar Articles

More