JAYLERR – การเติบโตครั้งใหม่ในจังหวะของตัวเอง ท่ามกลางเกมระดับเอเชีย

Photographer: Manosit Boonnon

การก้าวเข้าสู่บทใหม่ของ JAYLERR หรือ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปล่อยผลงานชุดใหม่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของเขาในฐานะศิลปินอย่างชัดเจน หลังเซ็นสัญญากับ GX10 ASIA โปรเจกต์ที่เกิดจากการร่วมมือของ GMM Music และ Tencent Music Entertainment เพื่อผลักดันศิลปินเอเชียสู่ตลาดระดับภูมิภาค

จากศิลปินที่เคยขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยตัวเอง สู่การทำงานในระบบที่ใหญ่ขึ้น แอลเมนชวนเขามาเปิดบทสนทนา ถึงจุดเปลี่ยน ความคาดหวัง และตัวตนเวอร์ชันล่าสุดที่กำลังจะถูกถ่ายทอดผ่านอัลบั้ม JLR

Turning Point ที่ทำให้มองไกลกว่าเดิม

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากครับ” เขาเริ่มต้นอย่างตรงไปตรงมา จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วม GX10 ASIA มาจากการแนะนำของทีมงานที่เขาเชื่อใจ ก่อนจะได้พูดคุยและตัดสินใจร่วมโปรเจกต์ด้วยความเชื่อในวิสัยทัศน์

ก่อนหน้านี้เขาเคยทำเพลงภายใต้บริษัทของตัวเองอย่าง QOW ซึ่งแม้จะให้อิสระเต็มที่ แต่ก็ทำให้เขาเห็นข้อจำกัดของการทำงานเพียงลำพัง “มันมีบางอย่างที่การทำคนเดียวมันไม่ตอบโจทย์ภาพที่ผมอยากเป็นในฐานะศิลปิน”

การเข้ามาอยู่ในโครงสร้างใหม่จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มทีม แต่คือการยกระดับทั้งคุณภาพงาน และเปิดโอกาสให้เขาขยายตัวเองไปสู่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน

จาก “ทำเองทุกอย่าง” สู่การทำงานแบบทีมระดับเอเชีย

การร่วมงานกับทั้ง GMM Music และ Tencent Music Entertainment ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดใหม่ ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การเข้าใจผู้ฟัง ไปจนถึงการทำงานกับทีมระดับนานาชาติ

เขาเล่าว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือการได้ทำงานกับคนที่ “เชี่ยวชาญจริง” ในแต่ละตลาด ซึ่งช่วยเติมเต็มสิ่งที่เขาไม่เคยมี “มันทำให้การทำงานราบรื่นขึ้น แล้วก็ทำให้เรารู้เป้าหมายของตัวเองชัดขึ้นครับ”

ปัจจุบันอัลบั้มใหม่เสร็จไปแล้วราว 60% และเขาเริ่มเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีนมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งช่วยให้มองเห็นภาพการเติบโตของตัวเองในระดับเอเชียได้ชัดเจนขึ้น

เสน่ห์ของศิลปินไทยในสายตาเขา

เมื่อถูกถามถึงจุดแข็งของศิลปินไทยในตลาดเอเชีย JAYLERR มองว่า “ความเป็นกันเอง” คือกุญแจสำคัญ ด้วยวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและเป็นธรรมชาติ ศิลปินไทยสามารถแสดงตัวตนได้อย่างตรงไปตรงมา ทั้งในงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกเข้าถึงได้ง่าย

“มันเป็นความน่ารักที่คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้ครับ”

‘JLR’ อัลบั้มที่รวมทุกตัวตนไว้ในที่เดียว

อัลบั้ม JLR ที่ใช้ชื่อของเขาเอง ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศตัวตน แต่คือการรวบรวมทุกแง่มุมของชีวิตในช่วงเวลานี้ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งในเชิงดนตรีและเนื้อหา

“มันเหมือนเอาทุกเส้นทางของผมมารวมกัน แล้วสร้างเป็นจุดตัดใหม่”

แนวคิดของ “Crossover” สำหรับเขา จึงไม่ใช่แค่การผสมแนวดนตรี แต่คือการนำประสบการณ์ที่แตกต่างมาหลอมรวมเป็นผลงานเดียว

ศิลปินที่ชัดเจนขึ้นในเวอร์ชันปัจจุบัน

แม้เขาจะมีส่วนร่วมในงานเพลงมาโดยตลอด ทั้งการ co-produce และเขียนเนื้อเพลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ความชัดเจน” ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ “ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าอยากได้เพลงแบบไหน”

การเข้าร่วม GX10 ASIA ยังเป็นเหมือนการเดิมพันครั้งสำคัญของเขาในฐานะศิลปิน ที่เลือกจะทุ่มเต็มที่กับเส้นทางนี้อย่างจริงจัง

The Vibe Maker ในแบบที่ไม่ต้องนิยาม

แม้จะถูกนิยามว่าเป็น “THE VIBE MAKER” แต่เขามองว่ามันไม่ใช่ตำแหน่ง หากเป็นความตั้งใจ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีหรืออยู่ในพื้นที่ใด เขาเพียงอยากทำให้คนรอบตัว “สนุกที่สุด”

“ในฐานะศิลปิน เราต้องเป็นคนสร้างบรรยากาศนั้นขึ้นมาเอง” และบรรยากาศในแบบของเขา ก็คือความเป็นกันเอง สนุก และสบาย แต่เต็มไปด้วยพลังที่ส่งต่อถึงผู้ฟัง

หลายจักรวาลใน MV กับการกลับมาฟังเสียงตัวเอง

อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของตัวตน คือคอนเซ็ปต์ “หลายจักรวาล” ในมิวสิกวิดีโอ ภายใต้ความแตกต่างของแต่ละโลก สิ่งที่เหมือนกันคือ “ความพยายาม” และ “ความกดดัน” ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ

เขายอมรับว่าเคยเป็นคนที่ใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองคนอื่น และพยายามผลักดันตัวเองอย่างหนัก “แต่สุดท้ายผมเรียนรู้ว่า เราต้องปล่อยให้ตัวเองตั้งใจ และยังมีความสุขไปกับมันด้วย” การเดินในจังหวะของตัวเอง จึงกลายเป็นคำตอบที่สำคัญกว่า

#OnlyMeVsMe และจังหวะของตัวเอง

ท่ามกลางการแข่งขันในระดับเอเชีย JAYLERR เลือกโฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง มากกว่าการเปรียบเทียบกับคนอื่น “มันไม่ใช่แค่ตัวผมคนเดียว แต่คือทั้งทีม เพลง และทุกองค์ประกอบ”

เขายอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ง่าย แต่ก็พร้อมจะเดินต่อด้วยความตั้งใจ พร้อมฝากอัลบั้ม JLR ที่กำลังจะปล่อยในเร็วๆ นี้ รวมถึงซิงเกิล “NO PACER” ที่เปิดให้ฟังแล้วบนทุกสตรีมมิ่ง

ในวันที่โลกของดนตรีหมุนเร็วขึ้นทุกขณะ JAYLERR เลือกจะไม่เร่งตาม แต่ค่อยๆ ขยับใน “จังหวะของตัวเอง” และบางที นั่นอาจเป็นจังหวะที่พาเขาไปได้ไกลที่สุดในเกมนี้

Similar Articles

More