แฟชั่นวีกฤดูกาล Spring-Summer 2026 ได้สร้างหมุดหมายครั้งใหม่ให้วงการแฟชั่น เมื่อบรรดาแบรนด์ระดับโลกต่างพร้อมใจกันเปิดตัวครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ ราวกับเป็น ‘ยุคเปลี่ยนถ่ายอำนาจ’ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย ภาพที่เราเห็นบนรันเวย์จึงไม่ใช่แค่คอลเล็กชั่นตามฤดูกาล แต่คือการประกาศทิศทางใหม่ของแบรนด์ ทั้งด้านอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังทางวัฒนธรรมที่กำลังจะเปลี่ยนเกมตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป
แม้ปรากฏการณ์นี้จะทำให้นักวิจารณ์หลายคนย้อนนึกถึงปี 1997 ยุคที่ John Galliano ย้ายไป Dior, Alexander McQueen ขึ้นนำ Givenchy และ Tom Ford สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ Gucci แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้กลับมีมิติที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากปี 1997 คือจุดเริ่มต้นของ ‘ดีไซเนอร์ซูเปอร์สตาร์’ ปี 2026 คือเวทีแห่ง ‘ดีไซเนอร์เจเนอเรชันใหม่’ ผู้ต้องรับมือทั้งจังหวะธุรกิจที่เร็วขึ้น ความคาดหวังของตลาดโลก และบทบาทของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า
ในอดีต นักวิจารณ์แฟชั่นมักพูดกันว่า ‘คอลเล็กชั่นแรก ไม่นับ’ เพราะถือเป็นช่วงเวลาให้ดีไซเนอร์ได้ทดลองระบบและทำความรู้จักดีเอ็นเอของแบรนด์ งานเปิดตัวจึงเปรียบเสมือนห้องทดลอง มากกว่าโชว์เคสของตัวตนที่ตั้งใจนำเสนอ หากฟีดแบ็กดีพวกเขาก็เดินหน้าต่อในไดเร็กชั่นที่วางไว้ได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้าไม่ คอลเล็กชั่นที่สองคือจุดชี้ชะตาที่ต้องปรับทิศทางให้ทุกอย่างเข้าที่ ด้วยเหตุนี้เอง ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ในยุคก่อนมักมีเวลาอย่างน้อยสองถึงสามปีในการหล่อหลอมตัวตนให้เข้ากับแบรนด์ สร้างภาษาดีไซน์ที่ชัดเจน และค่อยๆ ยกระดับคอลเล็กชั่นให้กลายเป็นลายเซ็นของตัวเองอย่างเป็นระบบ แต่กฎเกณฑ์แบบเดิมแทบไม่เหลืออยู่ในยุคปัจจุบันอีกต่อไป เพราะวันนี้ อายุงานของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์สั้นลงอย่างน่าใจหาย หลายคนได้โอกาสเพียงหนึ่งซีซั่นก่อนต้องโบกมือลา ทั้งจากแรงกดดันทางธุรกิจ ความเร็วของโซเชียลมีเดีย และความคาดหวังที่ถาโถมจากทั้งแฟนแบรนด์และตลาดระดับโลก ตำแหน่งที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดสูงสุดของอาชีพนักออกแบบ จึงกลับกลายเป็นสนามแข่งขันที่เปราะบางที่สุด ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า แม้จะได้งานในแบรนด์ระดับโลกจะสามารถประสบความสำเร็จได้ในระบบแฟชั่นที่หมุนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
Dario Vitale
Dario Vitale ผู้ก้าวขึ้นเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Versace ภายใต้การเทคโอเวอร์ของ Prada Group เขาคือดีไซเนอร์คนแรกที่ไม่ได้มาจากตระกูล Versace โดยตรง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ทำให้ Donatella Versace ผู้เคยเป็นทั้งดีไซเนอร์และสัญลักษณ์ของแบรนด์ เหลือบทบาทเพียงมิวส์ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้มีส่วนกำหนดทิศทางดีไซน์อีกต่อไป และในคอลเล็กชั่นเปิดตัวของดาริโอต้องบอกว่าเขา ‘กล้า’ อย่างไม่เกรงใจใคร การฉีกภาพลักษณ์แกลมจัดจ้านแบบโดนาเทลลาออกแทบหมดรูปทำให้เกิดทั้งเสียงชื่นชมและเสียงคัดค้าน บางคนมองว่านี่คือการรีเฟรชอัตลักษณ์ของ Versace ให้ร่วมสมัยขึ้น ขณะที่อีกเสียงหนึ่งก็เห็นชัดว่า ‘นี่ไม่ใช่ Versace ที่ฉันรู้จัก’ หากประวัติศาสตร์บอกอะไรเราได้สักอย่าง คงเป็นความจริงที่ว่าแม้ภาพจำของแบรนด์จะโดดเด่นด้วยพลังความแกลมสุดขีด แต่ในเชิงธุรกิจ Versace กลับเผชิญความท้าทายต่อเนื่องยาวนานจนต้องยอมขายหุ้นให้ Capri Holdings ก่อนจะถูกซื้อโดย Prada Group ในเวลาต่อมา เป็นที่น่าเสียดายดาริโอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองแค่ 8 เดือนกับหนึ่งคอลเล็กชั่นเท่านั้นก่อนที่เขาจะออกจากตำแหน่ง นี่เป็นตัวอย่างของอายุงานในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่นับวันจะสั้นลงและแทบไม่มีเวลาให้พิสูจน์ตัวเองเลย




Michael Rider
คอลเล็กชั่น Spring-Summer 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่ได้มีเพียงชื่อครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ระดับตัวท็อปอย่าง Jonathan Anderson, Pierpaolo Piccioli, Demna, Jack McCollough & Lazaro Hernandez, Glen Martens, Louise Trotter หรือ Matthieu Blazy เท่านั้นที่เป็นจุดสนใจ แต่ยังเป็นซีซั่นที่เราได้เห็นคลื่นลูกใหม่ของดีไซเนอร์ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในห้องเสื้อระดับโลกอย่างน่าจับตา หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Michael Rider ผู้รับไม้ต่อจาก Hedi Slimane ที่ Celine ตำแหน่งที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของเอดี้ และกองทัพแฟนเดนตายที่หลงใหลซิลูเอตสลิมคมกริบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา แม้ไมเคิลจะมีประสบการณ์จากการดูแลไลน์ Polo Ralph Lauren มาก่อน แต่โจทย์ ‘การเติมช่องว่างต่อจากซูเปอร์สตาร์ดีไซเนอร์’ ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย ทว่า คอลเล็กชั่นเปิดตัว Spring 2026 กลับสร้างเซอร์ไพรส์ได้อย่างน่าทึ่ง งานออกแบบของเขาดูเฟรชและเข้าถึงง่ายกว่าในยุคเอดี้ แต่ยังคงความประณีตในแบบ Celine พร้อมกลิ่นอายบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ Phoebe Philo อีกหนึ่งศิษย์เก่าที่เคยพาแบรนด์ขึ้นสู่จุดสูงสุดของแฟชั่นร่วมสมัย การ ‘ลองระบบ’ ครั้งแรกของไมเคิลจึงไม่ใช่แค่การทดลอง แต่คือสัญญาณว่าทิศทางใหม่ของ Celine อาจกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามกว่าที่หลายคนคาดคิด




Simone Bellotti
Simone Bellotti อาจเป็นชื่อที่หลายคนยังไม่คุ้นหูนัก แม้เขาจะพยายามชุบชีวิต Bally มาตลอดสามปี แต่ฤดูกาล Spring-Summer 2026 คือจังหวะที่เขาได้ปล่อยของอย่างแท้จริงในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Jil Sander ผลงานของเขาอาจยังไม่เทียบชั้นกับยุคมินิมัลต้นแบบที่เป็นดีเอ็นเอประจำแบรนด์ได้ทั้งหมด แต่คอลเล็กชั่นนี้กลับพาเราย้อนสู่งานดีไซน์ยุครุ่งเรืองของ Jil Sander ที่หลายคนอาจลืมไปแล้ว พร้อมแปลความใหม่ให้ร่วมสมัยอย่างน่าติดตาม ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าลมหายใจแบบความเรียบที่คมกริบกำลังจะกลับมาอีกครั้งในยุคของเขา




Duran Lantink
Jean Paul Gaultier ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตา หลังจากทดลองโมเดล ‘ดีไซเนอร์หมุนเวียน’ มาหลายซีซั่น ในที่สุดแบรนด์ก็ตัดสินใจแต่งตั้ง Duran Lantink เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ถาวร คอลเล็กชั่นเปิดตัวของดูแรนถูกชาวเน็ตแซะหนักแบบไม่ปรานี ทว่าภาพที่นักวิจารณ์แฟชั่นเห็นกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะงานของเขาชัดในไดเร็กชั่น กล้า บ้าบิ่น และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต่างจากแบรนด์อื่นที่มักเปิดตัวดีไซเนอร์ใหม่ด้วยคอลเล็กชั่น ‘สวยและเซฟ’ เพื่อปรับภาพแบรนด์ให้ขายได้ง่ายขึ้น แต่ Jean Paul Gaultier ไม่ใช่แบรนด์ที่เล่นเกมนั้นและไม่ควร เพราะหัวใจของแบรนด์คือความกบฏ ความแสบ และความไม่เชื่อฟังต่อกฎเกณฑ์ใดๆ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณ ‘Enfant Terrible’ ที่ทำให้โกลติเยร์กลายเป็นตำนานในโลกแฟชั่น ดูแรนเลือกเดินตามเส้นทางนั้นอย่างไม่อ้อมค้อม เขานำเสนอคอลเล็กชั่นที่ controversial สมศักดิ์ศรีแบรนด์ ให้ผู้คนวิจารณ์ ให้ถกเถียง และที่สำคัญคือ ให้พูดถึง เพราะนั่นคือแก่นแท้ของโกลติเยร์ทุกยุคสมัย




Miguel Castro Freitas
Miguel Castro Freitas คืออีกหนึ่งชื่อที่เราอยากให้ทุกคนเริ่มจำขึ้นใจ คอลเล็กชั่นเปิดตัวของเขาที่ Mugler ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ได้พาเราเห็นภาพจำแบบใหม่ของแบรนด์ จากเดิมที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ช็อกสายตาและความเซ็กซี่ระดับท็อป กลายเป็นงานที่ชูโครงสร้าง การคัตดิ้ง และเทคนิคแพตเทิร์นอย่างเฉียบคมมากขึ้น แม้อาจไม่ใช่คอลเล็กชั่นเปิดตัวที่ทรงพลังที่สุด แต่ก็ไม่ใช่งานที่ผิดหวังแต่อย่างใด มันคือการวางหมุดหมายใหม่ที่ต้องจับตาดูต่อว่า ความนิ่งและความประณีตแบบนี้จะถูกมองว่าสุขุมสง่างาม หรือน่าเบื่อเกินไปในสายตาแฟน Mugler




Meryll Rogge
และในขณะที่คอลเล็กชั่น Spring-Summer 2026 เพิ่งปิดฉากลง ซีซั่นถัดไปก็ยังมีเรื่องให้วงการแฟชั่นต้องลุ้นกันหนักกว่าเดิม เมื่อชื่อใหม่ๆ ยังคงถูกโยนเข้าสู่เกม ‘เก้าอี้ดนตรี’ ของตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่างต่อเนื่อง ท้าทายให้เราต้องจำชื่อดีไซเนอร์หน้าใหม่เพิ่มอีกเป็นสิบคน หนึ่งในนั้นคือ Meryll Rogge ผู้ถูกวางตัวให้เข้ามารับตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Marni แทนที่ Francesco Risso ในความพยายามผลักดันแบรนด์ให้เข้าถึงได้มากขึ้น จากเดิมที่ Marni มีภาพลักษณ์อาร์ตจัด ซับซ้อน และค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม การมาของเมอร์ริลจึงเป็นเดิมพันสำคัญในการขยายฐานลูกค้า โดยไม่ทิ้งดีเอ็นเอแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นหัวใจของแบรนด์

Grace Wales Bonner
ในอีกฟากหนึ่งของอุตสาหกรรม Hermès ก็สร้างความฮือฮาไม่แพ้กัน เมื่อประกาศแต่งตั้ง Grace Wales Bonner เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าบุรุษ แทนที่ตำนานอย่าง Véronique Nichanian ผู้แบกแบรนด์มายาวนานถึง 37 ปี การส่งไม้ต่อครั้งนี้ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่คือการสานต่อมาตรฐานความประณีตของ Hermès ผ่านมุมมองที่หลากหลายขึ้น เกรซเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์หญิงไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญสาย menswear อย่างแท้จริง มาพร้อมพื้นเพและมุมมองทางวัฒนธรรมที่กว้างและร่วมสมัย ซึ่งจะผลัก Hermès ให้ยังคงเป็นแบรนด์ที่ ‘ต้องการเสมอ’ ขณะเดียวกันก็ปรับตัวเข้าใกล้ผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น




Antonin Tron
Balmain คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่สร้างข่าวช็อควงการ เมื่อตัดสินใจโบกมือลา Olivier Rousteing หลังจากเขาปั้นปรากฏการณ์ให้แบรนด์มากว่า 14 ปีเต็ม ยุคที่ Balmain กลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังเซ็กซี่ ความหรูหราแบบปารีเซียน และพลังป๊อปคัลเจอร์สุดขีด โอลิวิเยร์ยังเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ยุคแรกที่เปิดประตูต้อนรับครอบครัว Kardashian-Jenner ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นไฮเอนด์ แม้จะเคยถูกล้อเลียน แต่ท้ายที่สุดพวกเธอกลับกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับคัลเจอร์ และ Balmain คือหนึ่งในฟันเฟืองที่ผลักให้ปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ทันทีที่เขาก้าวลง ชื่อของ Antonin Tron ก็ปรากฏบนหน้าสื่อแฟชั่นทั่วโลกในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของ Balmain เขาอาจไม่ใช่ ‘หน้าใหม่’ แบบไร้ประสบการณ์ เพราะอองโตแนง คือผู้ก่อตั้งแบรนด์หนึ่งในคลื่นลูกใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของปารีส แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้งานแพตเทิร์นอย่างชาญฉลาดและสุนทรียะที่ผสมความสปอร์ตเข้ากับความเนี้ยบอย่างมีชั้นเชิง

เขาจะสร้างยูนิเวิร์สแบบที่โอลิวิเยร์ทำสำเร็จหรือไม่? นั่นอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ในการพิสูจน์ เพราะยุคของโอลิวิเยร์ทิ้งเงาไว้ใหญ่และหนักหนา แต่ก็เปิดช่องให้มีโอกาสนิยามความหมายใหม่ของ Balmain ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เน้นความเบาลง ใส่ง่ายขึ้น และเป็นแฟชั่นที่เข้าถึงผู้สวมใส่จริงมากกว่าเดิม
และเมื่อมองไปยังซีซั่นข้างหน้า วงการแฟชั่นก็ยังคงคึกคักไม่หยุด เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ชื่อใหม่ๆ และเซอร์ไพรส์ที่ยากคาดเดา สิ่งเดียวที่หลายคนในอุตสาหกรรมอาจหวังคล้ายกัน คืออยากให้เกมเก้าอี้ดนตรีครั้งใหญ่แบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะคราว ไม่ใช่ทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์ได้มีเวลาตกตะกอน สร้างภาษางานออกแบบของตัวเอง และให้เราผู้ชมได้ดื่มด่ำกับพัฒนาการของแบรนด์อย่างแท้จริงบ้าง


