Photographer: Manosit Boonnon
Words: Patnakan Anantao
นับเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้วงการซีรีส์เกิร์ลเลิฟคึกคักอย่างต่อเนื่อง เมื่อซีรีส์เรื่อง รับ(รัก)ออกแบบ Love Design ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นผลงานน่าจับตามอง ทั้งจากเรื่องราวความรักหลากหลายอารมณ์ ความคอเมดี้ ปมดราม่า ตลอดจนเคมีของนักแสดง เพราะเรื่องนี้มีนักแสดงหญิงมากฝีมือแห่งวงการอย่าง เก้า-สุภัสสรา ธนชาต โคจรมาพบกับ เจนเย่-เมธิกา จีรนรภัทร เป็นครั้งแรกอีกด้วย

รับ(รัก)ออกแบบ Love Design ถ่ายทอดภาพการทำงานอันแสนดุเดือดระหว่าง 2 สถาปนิกสาวผู้เก่งกาจและมีสไตล์แตกต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งสองคนต้องมาจับมือร่วมงานทำโปรเจ็กต์ด้วยกัน โดยเก้า รับบทเป็น ‘ออกแบบ’ CEO ของบริษัทรับออกแบบที่เบื้องหน้าเธอเป็นคนเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่เบื้องหลังกลับมีมุมอ่อนไหว พร้อมประกบคู่กับ เจนเย่ ในบทบาทของ ‘ริน’ สถาปนิกสาวดาวรุ่งผู้มีพรสวรรค์และรักอิสระ ซึ่งเพียงแค่ได้อ่านเท่านี้ก็คงทำให้เราเห็นภาพ Enemies to Lovers ที่น่าติดตามอยู่ไม่น้อย
ความสัมพันธ์ของพวกเธอไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวาน แต่เริ่มจากการลับคมฝีปากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบหน้า แม้แต่ไอเดียเรื่องการทำงาน หรือทัศนคติต่างๆ ก็ไม่ลงรอยกันนัก บริษัทรับออกแบบแห่งนี้จึงแทบจะกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม แต่เมื่อเวลาผ่านไป การทำงานร่วมกันในครั้งนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนความรู้สึกในใจของทั้งสองคนไปตลอดกาล
ในโอกาสนี้ คอลัมน์ ELLE Men Loves Her จึงอยากพาคุณไปสำรวจเบื้องหลังความคิด ความรู้สึก รวมทั้งการเตรียมตัวของทั้งสองนักแสดงสำหรับการสวมบทบาทสถาปนิกหญิง ตั้งแต่การทำความเข้าใจในอาชีพการออกแบบ การสร้างความสัมพันธ์คู่ปรับที่กลายเป็นคู่รัก ไปจนถึงการค้นหาตัวตนของนักแสดงที่อาจซ้อนทับกับเรื่องราวของ ‘ออกแบบ’ และ ‘ริน’ ที่เราเชื่อว่าเมื่อแฟนซีรีส์อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบแล้วจะตกหลุมรัก ‘เก้า’ และ ‘เจนเย่’ ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

‘ออกแบบ’ เป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่ง มั่นใจ และไม่ยอมแพ้เลยสักนิด แล้วเก้าคิดว่ามีส่วนไหนที่ตัวเราเหมือนเธอมากที่สุด
ความรู้จักตัวเองค่ะ พอเราอายุถึงเลข 3 เราก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่รู้แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราสามารถตัดสิ่งที่เราไม่ชอบหรือไม่เหมาะสมกับเราได้ง่ายมากขึ้น ความสัมพันธ์หรืออะไรที่ไม่ดีกับเราก็ตัดได้ง่ายขึ้น Let it go ได้มากขึ้น สิ่งนี้กลายเป็นเสน่ห์แบบใหม่ของเรา เพราะทำให้เรามีสายตาที่มั่นใจมากขึ้น ออกแบบก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
เก้าว่าอายุเก้าใกล้เคียงกับออกแบบ ออกแบบก็อาจจะเป็นรุ่นน้องเก้าไม่กี่ปี แต่ความคิดความอ่านก็ค่อนข้างโตเพราะว่าเขาก็มีบาดแผลในเรื่องความรัก และเรื่องต่างๆ ก็ทำให้ตัวละครนี้พัฒนาและเติบโตเร็วมากขึ้นค่ะ

คาแร็กเตอร์นี้มีทั้งความแค้น ความรัก และแรงผลักดันจากความผิดหวังในอดีต เก้าต้องดึงพลังจากอะไรในการเข้าถึงอารมณ์นั้น
จริงๆ มีการเวิร์กช็อปวันหนึ่งกับแยม (มทิรา ตันติประสุต) เป็นการฝึกที่ให้เราลองรักกันก่อน หลังจากนั้นจะมีการทวิสต์เกิดขึ้น เลยกลายเป็นว่าพอเราเห็นหน้าเขาในฉาก เราก็จะรู้สึกว่าจุดติดได้ง่ายมากขึ้น เหมือนปักธงไว้ในใจ แล้วเขาเป็นคนที่เราทั้งรัก ทั้งอยากถาม แต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะกลัวว่าจะได้รับคำตอบที่เจ็บปวดมากกว่าเดิมค่ะ
แล้วก็ต้องวิเคราะห์และทำความรู้จักกับตัวละครว่าเรามีปมในอดีตแบบไหน ความรู้สึกและนิสัยพื้นฐานของตัวละครเป็นอย่างไร เขาเจอสถานการณ์แล้วจะทำอย่างไร การเจอความต้องการของตัวละครในฉากต่างๆ จะทำให้งานเป็นไปได้ง่ายขึ้นค่ะ
การสวมบท CEO ที่ต้องบริหารทีมและควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในแผน ทำให้เราได้เห็นอีกมุมของความเป็น ‘ผู้หญิงสายลุย’ แล้วถ้าเก้าเป็นผู้บริหาร คิดว่าจะเป็นอย่างไร
เก้าน่าจะเป็นสายลุยเหมือนเขา คงจะทำแบรนดิ้งให้ชัดเจน การบริหารส่วนอื่นๆ ก็ต้องดี แลนดิ้งก็ต้องชัด ต้องทำให้คนจดจำเรา ตัวระบบหลังบ้านก็ต้องดีด้วย เก้าคิดว่าทุกส่วนเป็นเรื่องสำคัญต้องทำควบคู่กันไปค่ะ
เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากการเติบโตและการทำงานของเรา งานนักแสดงก็ถือว่าเป็นแบรนดิ้ง ซึ่งระบบหลังบ้านก็สำคัญ ทีมงานต้องช่วยกันหมด มันเป็นงานที่ต้องสามัคคีกันมาก เก้าคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหน หรือวงการไหน ทุกอย่างต้องเป็นดรีมทีมค่ะ

จากความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนา ระหว่าง ‘ออกแบบ’ และ ‘ริน’ เก้ามองว่าความรักที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการเป็นคู่ปรับมีเสน่ห์อย่างไร
เป็นเรื่องความน่ารักค่ะ เวลาเล่นกันแล้วมีไดนามิก เพราะมันก็ค่อนข้างยากนะ เวลาหาตรงกลางระหว่างตัวละครที่เคยกัดกัน มันจะดูเคียดแค้นกันไปถึงไหน หรือกัดกันแล้วยังรักกันอยู่ หาบาลานซ์ยากนิดหน่อยค่ะ แต่พอเล่นกับน้องรู้สึกว่า มันอยู่ตรงกลางได้ เราสามารถเบลนด์ให้มันกลายเป็นความรักที่น่ารักได้
ในฐานะนักแสดงหญิงที่ผ่านหลากหลายบทบาท เก้าเคยรู้สึกไหมว่าการเป็น ‘ผู้หญิงเก่ง’ ในสังคมตอนนี้มีทั้งข้อดีและแรงกดดันไปพร้อมกัน
จริงๆ คนก็ยังมีแนวคิดเรื่องผู้หญิงต้องมีคู่ครอง ต้องมีคนช่วยผลักดัน มีพาร์ตเนอร์ที่ดี แต่เก้ายังเชื่อว่าเรายังสามารถ Self Love ได้ด้วยตัวเองค่ะ ถ้าเรามีพาร์ตเนอร์ที่ดีแล้วส่งเสริมกัน ก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว เป็นโบนัสในชีวิต แต่ว่าถ้าสมมติเราเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถ อยู่ด้วยตัวเองได้ หาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง มันก็เป็นเรื่องที่ดีออก (ยิ้ม) เราไม่ต้องพึ่งพาใคร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา เราสร้างมันด้วยตัวเองได้ มันภูมิใจค่ะ เวลาเราจะไปไหน ทำอะไร ก็ไม่ต้องนึกถึงใคร เพราะสิ่งสำคัญคือตัวเรา เราเองที่เป็นหลัก
ถ้าออกแบบต้องออกแบบ ‘บ้านในฝัน’ สำหรับตัวเองจริงๆ คิดว่าบ้านนั้นจะมีบรรยากาศแบบไหน
คงเป็นบ้านที่คิดมาแล้วว่าต้องมีอะไรบ้าง ต้องจัดเก็บอะไร ทุกห้องต่างๆ ต้องเป็นระเบียบ ไม่ให้บ้านรก เพราะเขาเป็นคนรักความสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างต้องเนี้ยบและเป๊ะ คงจะเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น แต่ถ้าเข้าไปแล้วก็คงรู้สึกเย็นสบายและโปร่งค่ะ

อะไรคือเสน่ห์ของ ‘ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้’ ในมุมมองของเก้า
ถ้าเราไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาหรืออุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่การเรียนรู้ที่จะมูฟออนแล้วก้าวต่อไป เก้าว่ามันก็สำคัญเหมือนกัน และการยอมรับตัวเอง การรักตัวเอง ก็ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตค่ะ
‘ริน’ เป็นสถาปนิกสาวอินดี้ มีเสน่ห์และอิสระมาก เจนเย่มีส่วนที่เหมือนรินไหม ทั้งในเรื่องนิสัยหรือมุมมองชีวิต
สำหรับตัวละครริน ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องคาแร็กเตอร์เยอะเท่าไรค่ะ แต่เน้นปูภูมิหลังตัวละครมากกว่าว่าเติบโตมาอย่างไร เหมือนเนื้อเรื่องตอนแรกคือคุณแม่เสีย แต่คุณพ่อยังอยู่ แต่หนูรู้สึกแปลก เลยขอปรับเป็นอยู่กับพี่สาวแค่ 2 คน ดูแลกันมาตั้งแต่เด็กๆ คือหนูจะปูเบื้องหลังมาแน่น แต่พอมาอยู่หน้าเซต มันเป็นคอเมดี้ มันคิดเยอะไม่ได้ ไม่งั้นมันจะออกมาไม่โฟลว์เลย คือเราอยากตีความตัวละครนี้ให้สมเหตุสมผลเพื่อให้เราสามารถเข้าใจตอนเข้าฉาก แต่ตอนแสดงไม่ได้คิดอะไรมากเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติ
แต่รินกับเจนเย่มีความกวนเหมือนกันค่ะ แปลกใจเหมือนกันนะที่ทุกครั้งเวลาเล่นตัวละครใหม่แล้วจะมีอะไรบางอย่างติดตัวมา หรืออาจจะมีแฝงในตัวอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือการเล่นบทนี้ก็ช่วยปลดล็อกมันออกมาด้วย แบบว่าเรามีความกวนลึกๆ ที่อยู่ข้างใน พอได้ปลดล็อก มันก็เพิ่มพูนขึ้นเลยค่ะ

รินเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากถูกตีกรอบ อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แล้วเจนเย่มี ‘ปรัชญาชีวิต’ แบบไหนที่ยึดถือไว้เหมือนกันบ้าง
การรักตัวเองค่ะ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองว่าเห็นแก่ตัวไหม แต่รู้สึกว่า บางอย่างเราควรเรียนรู้ที่จะรักตัวเองก่อน เพราะถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น สุดท้ายแล้วเราจะรักคนอื่นได้อย่างไร หนูยึดแนวคิดนี้เสมอค่ะ บางอย่างมันอาจจะเห็นแก่ตัว แต่รู้สึกว่าบางทีเราก็ไม่ต้องสนใจคนอื่นมากเกินไปจนตัวเองรับไม่ไหว หนูจะให้ความสำคัญกับตัวเองมากที่สุดค่ะ
คาแร็กเตอร์รินมีความเป็นศิลปินสูง ทั้งความคิดสร้างสรรค์และความไม่เป็นระบบ การเล่นบทนี้เราต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ดูเหมือนสถาปนิกจริงๆ
เวลาที่เราเล่นบทแบบนี้ พวกเสื้อผ้าหน้าผมและการแต่งตัวมีส่วนเกี่ยวข้องมากๆ ค่ะ แต่ว่าก็มีไปเรียนรู้กับพี่สถาปนิกตัวจริงเหมือนกัน ยิ่งพอรู้ว่าต้องเก่งเรื่องโปรแกรมด้วย ก็เลยไปเรียนมาเพิ่ม อาจจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่ก็ต้องพยายามเลียนแบบมือเขาด้วย ต้องเลียนแบบท่าตามบ้าง แต่ก็ไม่อยากเหมารวมว่าภาพสถาปนิกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ บางคนแต่งตัวแซ่บ บางคนแต่งตัวหวาน มีหลายแบบมาก เราเน้นไปเรียนรู้ว่าเขาทำงานอย่างไร
ตอนนั้นหนูไปถามทุกคนเลยทำไมเลือกเรียนสายนี้ ส่วนมากก็จะตอบกันว่าชอบศิลปะแต่ไม่ได้อยากทำงานออฟฟิศ บางคนชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก บางคนเคยเล่นเกมที่มีสร้างบ้านสร้างตึก ก็เลยเข้าใจว่าทำไมรินถึงอยากเป็น เรียกว่าเป็นการสร้างสตอรี่ขึ้นมาจากส่วนที่ได้ไปคุยกับสถาปนิก แล้วก็หาเหตุผลว่าทำไมรินถึงเลือกทำอาชีพนี้ค่ะ

รินกับออกแบบมีพลังเคมีที่ทั้งดึงดูดและผลักกันไปมา ตอนแสดงคู่กับเก้า เจนเย่มีโมเม้นต์ไหนที่รู้สึกว่า อันนี้คือรินกับออกแบบจริงๆ
รู้สึกมาตั้งแต่ตอนเราถ่ายไพลอตเลยค่ะ แต่ตอนนั้นก็ยังมีความหาเคมีในซีรีส์ไม่เจอขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะบทเต็มยังมาไม่ถึงด้วยค่ะ เราเลยไม่เห็นภาพว่าตัวละครจะเติบโตไปทิศทางไหน แต่ตอนที่ได้อ่านทั้งเรื่องแล้วเล่นวันแรก รู้สึกว่ามันใช่เลย อาจจะเป็นเพราะเราทั้งคู่มีประสบการณ์มาอยู่แล้ว การรับส่งบทกันมันเลยมี magic moment เกิดขึ้นเยอะเลย
ในเรื่องรินมักใช้ดินสอปักผมเป็นซิกเนเจอร์น่ารักๆ ถ้าให้เลือกหนึ่งสิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของเจนเย่ในชีวิตจริง จะเป็นอะไร
ก็คงจะเป็นแว่น เพราะเราชอบใส่แว่น และสายตาสั้นอยู่แล้วด้วยค่ะ แต่อันนี้ที่ใส่อยู่เป็นคอนแท็กเลนส์กับแว่นแฟชั่น เราติดแว่นมากๆ รู้สึกว่ามันคอมพลีตลุคค่ะ
รินคือภาพของ ‘หญิงสาวที่กล้ารัก กล้าเลือกชีวิตตัวเอง’ เจนเย่คิดว่าในยุคนี้ การเป็นผู้หญิงที่รักอิสระหมายถึงอะไร
ความเป็นอิสระคือการอยากทำอะไรก็ทำเลยโดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นค่ะ ฟีลเหมือนกับเราฟังหัวใจของตัวเอง เพราะหนูเชื่อว่าเราเกิดมาครั้งเดียวค่ะ อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่งั้นเราคงกลัวอันโน้นอันนี้ไปเรื่อย คิดเยอะ สุดท้ายแล้วคงไม่ได้ลองเลย อย่างน้อยถ้าเราได้ลองก็จะไม่เสียใจทีหลังค่ะ

อะไรคือ ‘ความรักในแบบของริน’ และ ‘ความรักในแบบของเจนเย่’
ความรักของรินคือการอยู่เคียงข้าง เพราะตัวรินใช้ชีวิตโดยไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย อยู่แต่กับพี่สาวตลอด เลยรู้สึกว่ารินมองความรักแบบนั้น ทำให้รินอยากจะอยู่ข้างๆ ออกแบบไปตลอดเหมือนเป็นครอบครัว เพราะออกแบบก็สูญเสียแม่ไปเหมือนกัน เหมือนมีบาดแผลในอดีตที่เหมือนกัน ก็เลยอยากจะเติมเต็มกันและกัน อยู่เคียงข้างกัน และซัพพอร์ตเขาแบบนั้น
ถ้าเป็นในแบบของเจนเย่เอง คงเป็นเรื่องความสบายใจ สิ่งนี้สำคัญที่สุด เราจะต้องเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่งั้นคงไม่มีความสุขในชีวิตค่ะ
ถ้าให้รินและเจนเย่ฝากข้อความถึงผู้ชายที่กำลังอ่านคอลัมน์ ELLE MEN Loves Her อยู่ตอนนี้ อยากบอกอะไรกับพวกเขามากที่สุด
“อย่าลืมรักตัวเอง” เพราะรู้สึกว่าคนสมัยนี้ลืมนึกถึงสิ่งนี้ไปเหมือนกัน อยากให้ทุกคนลองทำอะไรให้ช้าลง อยู่กับตัวเองให้ได้มากขึ้น ลองไตร่ตรองและยอมรับตัวเอง หนูคิดว่าคนยุคนี้ยอมรับตัวเองได้ยาก จริงๆ แล้วเราผิดก็ยอมรับกันไป เรียนรู้แล้วก็มูฟออน เดินหน้าต่อไปในชีวิตของเราค่ะ ถ้าเราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดไปเรื่อยๆ มันก็อาจจะสร้างบาดแผลจนเราไม่สามารถก้าวออกมาได้เลยค่ะ อยากให้ทุกคนรักตัวเองให้มากๆ นะคะ


