Photographer: Pathomporn Phueakphud
FTK คือศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ ดีเจ และคิวเรเตอร์จากไต้หวัน ผู้หลอมรวม psychedelic rock, jazz fusion, dub และแรปยุค 90s เข้ากับโครงสร้าง breakbeat, techno และ drum & bass จนเกิดเป็นซาวด์ที่ทั้งดิบ ลึกลับ และเปี่ยมพลังพิธีกรรม นอกจากบทบาทบนเวที เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง The Cave และ Cave Records พื้นที่สำคัญของซีนใต้ดินไต้หวัน พร้อมพาดนตรีของตัวเองเดินทางสู่ญี่ปุ่น กวม ไทย ฮ่องกง และมาเก๊า ขณะเดียวกันก็ผลักดันวัฒนธรรมคลับไต้หวันให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายนานาชาติอย่างจริงจัง

ปี 2025 เขาเปิดตัวอัลบั้มเต็มชุดแรก 5ENOM ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “กู่ (Gu)” ศาสตร์การปรุงพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลอมรวมเครื่องดนตรีเชิงชนเผ่าเข้ากับจังหวะคลับร่วมสมัย จนคว้ารางวัลจาก Golden Indie Music Awards สาขาเพลงอิเล็กทรอนิกส์ยอดเยี่ยมและอัลบั้มอิเล็กทรอนิกส์ยอดเยี่ยม ล่าสุดเขายังสร้างสรรค์ดนตรีและการแสดงสดให้กับ PCES ในงาน Taipei Fashion Week ตอกย้ำบทบาทศิลปินที่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างคลับ รันเวย์ และพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย
และต่อจากนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จัก FTK ให้ลึกกว่าบีตและจังหวะ ผ่านบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่เผยตัวตน ความคิด และโลกทัศน์เบื้องหลังเสียงดนตรีของเขา

นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาแสดงที่ Bangkok Music City ใช่ไหม และรู้สึกอย่างไรบ้าง?
FTK: ใช่ครับ นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มาเล่นที่ Bangkok Music City ผมรู้สึกขอบคุณและยินดีมากจริงๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเฟสติวัลนี้ และได้พาเพลงของตัวเองมาให้ผู้ฟังชาวไทยได้สัมผัส สำหรับผม ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญเหมือนกัน
ดนตรีของคุณทำหน้าที่เหมือน “เครื่องแต่งกาย” หรือ “พิธีกรรม” มากกว่ากัน?
FTK: ผมเลือกคำว่า “พิธีกรรม” มากกว่า ดนตรีของเราคือการสร้างบรรยากาศ สร้างสภาวะบางอย่างให้ผู้ฟัง เราพยายามเคลื่อนย้ายความรู้สึกของผู้คนผ่าน groove และองค์ประกอบเสียงต่างๆ มันไม่ใช่แค่สิ่งที่สวมใส่ได้ภายนอก แต่เป็นประสบการณ์ที่ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวผ่านเสียง ดังนั้นสำหรับผม มันคือ ritual

อัลบั้มล่าสุดของคุณมีทั้งความดิบ ลึกลับ และจิตวิญญาณ ถ้ามันเป็นวัสดุหนึ่งชนิด มันจะคืออะไร?
FTK: ผมคิดว่ามันเหมือนลูกแก้วคริสตัล (crystal ball) ผู้ฟังสามารถมองเข้าไปและเห็นเรื่องราวบางอย่างอยู่ข้างใน แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวนั้นอาจสะท้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง เหมือนการมองลึกเข้าไปข้างในตัวตนของเราเอง นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามใส่ไว้ในอัลบั้มนี้
คุณทำดนตรีให้ทั้งคลับและรันเวย์ ซาวด์ที่ “สวมใส่ได้” ต่างจากซาวด์ที่ “เต้นได้” อย่างไร?
FTK: สำหรับผม emotion และ groove คือสององค์ประกอบสำคัญที่สุดของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นบนแดนซ์ฟลอร์หรือบนรันเวย์ โครงสร้างดนตรีก็ยังคงสร้างจากสองสิ่งนี้เหมือนกัน ทั้งคู่ต่างต้องการให้ผู้ชม “รู้สึก” บางอย่าง ดังนั้นในความต่าง ก็มีความคล้ายกันอยู่มาก

การทำงานกับแฟชั่นวีก เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องจังหวะ พื้นที่ และอารมณ์ของเสียงไหม?
FTK: แฟชั่นดีไซน์มักเริ่มต้นจากไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเองก็ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำดนตรีเหมือนกัน การได้เห็นวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ มันทำให้ผมกลับมาทบทวนว่าเสียงสามารถเล่าเรื่องและสร้างพื้นที่ทางอารมณ์ได้อย่างไร
ซีนใต้ดินไต้หวันให้อะไรกับมุมมองทางศิลปะของคุณมากที่สุด?
FTK: ผมมาจากซีนที่ค่อนข้างเล็กในไต้หวัน โปรดักชันในช่วงแรกๆ จึงมีความดิบมาก แต่ผมเห็นชุมชนค่อยๆ เติบโต และดนตรีแดนซ์/อิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวันเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับโลก สำหรับผม ความดิบตรงนั้นคือพลัง มันทำให้เราซื่อสัตย์กับตัวเอง และกล้าที่จะทดลอง
คุณมองตัวเองเป็นนักดนตรี หรือภัณฑารักษ์ทางวัฒนธรรมมากกว่ากัน?
FTK: อาจจะทั้งสองอย่าง ผมเป็นดีเจ ทำไลฟ์เซ็ต โปรดิวซ์เพลง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำงานร่วมกับศิลปินดิจิทัล วิศวกร และสร้างนิทรรศการด้วย เราต้องค้นหาเทคนิคและรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนโปรเจกต์ของเราเอง เพราะฉะนั้นมันคือการผสมผสานบทบาททั้ง musician และ cultural curator

ไลฟ์เซ็ตของ FTK คือการแสดง หรือการสร้างสภาวะบางอย่างให้ผู้ชม?
FTK: มันคือ performance ที่สะท้อน worldview และ aesthetic ของผม ตอนนี้ผมมีทั้งโซโล่ไลฟ์เซ็ต และโปรเจกต์ดูโอร่วมกับมือกลอง ดังนั้นทุกครั้งที่ขึ้นเวที มันคือหนึ่งในรูปแบบการแสดงออกภายใต้โปรเจกต์ FTK ทั้งหมด
ในโลกที่ดนตรีถูกบริโภคเร็วขึ้น คุณอยากให้คนใช้ “เวลา” กับงานของคุณอย่างไร?
FTK: ผมอยากให้พวกเขาใส่หูฟัง เปิดอัลบั้มตั้งแต่แทร็กแรก แล้วค่อยๆ เดินทางไปกับเสียงจนถึงเพลงสุดท้าย ใช้เวลาอยู่กับมันจริงๆ และปล่อยให้ตัวเอง “ทริป” ไปกับดนตรี นั่นคือประสบการณ์ที่ผมอยากมอบให้

