บทสัมภาษณ์พิเศษจากนักแสดงนำ อาโป-อิงฟ้า-เจษ-ฟรีน จากเรื่อง ‘ราคี (THE STAIN)’

Words: Jutipat Phonrat
Photographer: Pathomporn Phueakphud

‘ราคี (THE STAIN)’ ภาพยนตร์ไทยที่อบอวลด้วยบรรยากาศลึกลับชวนสะกดสายตา ที่จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกของความระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา ที่ทั้งเย้ายวนและเปราะบาง ผ่านการรวมตัวของ 4 นักแสดงแถวหน้าอย่าง อาโป ณัฐวิญญ์, อิงฟ้า วราหะ, เจษ เจษฎ์พิพัฒ และ ฟรีน สโรชา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเข้มข้นผ่านโทนภาพหม่นลึกและบรรยากาศแฟลตเก่าอันชวนค้นหา

หลังการปล่อยตัวอย่างอย่างเป็นทางการ ราคี (THE STAIN) กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ด้วยงานภาพที่สร้างมู้ดแอนด์โทนชวนขนลุก เนื้อหาที่ค่อย ๆ คลี่คลายอย่างยั่วล้อความรู้สึก และเส้นเรื่องที่ทิ้งคำถามไว้ให้ผู้ชมตีความ ว่าแท้จริงแล้ว “รอย” ที่หลงเหลืออยู่นั้น คือบาดแผล ความทรงจำ หรือความรักที่ไม่มีวันจาง

ในโอกาสนี้ ELLE MEN Thailand ได้พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับทั้ง 4 นักแสดงนำ ถึงเบื้องหลังความท้าทายในการถ่ายทอดตัวละครที่เต็มไปด้วยรอยร้าวทางอารมณ์ รวมถึงเสน่ห์เย้ายวนที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนร่วมออกเดินทางสู่โลกของความลึกลับและความรู้สึกที่ยากจะลืมเลือน 

‘ราคี (THE STAIN)’ ผลงานที่พา อาโป ณัฐวิญญ์ มาถ่ายทอดตัวละคร “ปราณ” เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สะท้อนถึงด้านดราม่าลึก เต็มไปด้วยบาดแผล ความรัก และแรงปรารถนาที่ไม่อาจลบเลือน

อาโป: เป็นหนังที่เล่าเรื่องความรักของคน 2 คน ที่มันดันเกิดขึ้นในชุมชนชุมชนหนึ่ง ก็คือแฟลตนี้แหละ มันเลยกลายเป็นว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องของเขา 2 คนแล้วสิ แต่อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ!? ที่ทำให้มีองค์ประกอบมากมายเกิดขึ้น ความเห็นมุมมองต่างๆ ของคนที่อยู่ที่นี่ มันก็เลยมีทั้งความตลกและความกวน  แล้วก็ฮาๆ ที่มันเกิดขึ้นในเรื่อง

สิ่งที่ท้าท้ายที่สุดในการแสดงเป็นตัวละครนี้คืออะไร

อาโป: คือการพูดน้อย การที่ต้องเอาตัวละครให้อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะถ่ายหลายๆ คัต หลายๆ เทค เพื่อที่จะเปลี่ยนมุมกล้อง เปลี่ยนขนาดภาพอะไรแบบนี้ สำหรับโป โปว่ามันยาก แล้วด้วย

ความที่ ตัวของ ปราณ เป็นตัวละครที่พูดน้อย ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในหัว อยู่ในใจ อยู่ในประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆ จะอยู่ในตัวเขาหมดเลย มันเปรียบเสมือนกับเมื่อข้อมูลในโทรศัพท์มันเยอะ มันก็จะแบบช้าๆ หนืดๆ นึกออกใช่มั้ย? …ใช่ โปรู้สึกแบบนั้น เพราะมันเป็นตัวละครที่แบบ ไม่ค่อยได้พูดออกมา

ภาพยตร์เรื่องนี้มันทิ้ง ‘รอย’ อะไรไว้ให้ตัวละคร

อาโป: ความทะเยอทะยานครับ คือธีมหลักของตัวละครปราณเลยแหละ เพราะเขาทะเยอทะยานกับทุกสิ่งๆ ที่เขาอยากได้อยากมีอยากเป็น เขาอยากให้โลกของเขาเป็นแบบที่เขาเซตไว้ เขาอยากให้คนรอบตัวเขาหรือสถานที่ที่เขาอยู่เป็นเหมือนแบบที่เขาอยากให้เป็น โปว่ามัน มันคือความทะเยอทะยาน ในทุกๆ มุม

คิดว่าตัวละครตัวนี้เป็น “ผู้ร้ายในสายตาคนอื่น” หรือว่าเป็น “เหยื่อของสถานการณ์”

อาโป: ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนดู

อยากให้เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายหน่อย

อาโป: ก็แอบตึงเครียดนะครับ เพราะ คือเหมือนต้องยอมรับว่าตอนแรกบทมันไม่ได้เป็นแบบนี้ทั้งหมด มันได้ถูกปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หน้างานไปเรื่อยๆ  แล้วก็คิดว่าตัวหนัง มันก็ต้องทำงานกับผู้เล่นด้วยไง ว่าสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา มันเหมือนหรือคล้ายกับในบทมั้ย บางทีสิ่งที่เขาแสดงออกมามันแบบ เฮ้ย มันอัศจรรย์ว่ะ มันเป็น magic moment งั้นตัวผู้กำกับเขาจะสามารถเพิ่มอะไรต่อได้บ้างมั้ย ให้มันได้พาเรื่องนี้ไปมุมมองไหนได้บ้าง 

เรื่องนี้ มันเจ๋งตรงที่ผู้กำกับ มีศักยภาพ ทำให้เป็นการเล่าเรื่องที่แบบ เฮ้ย เพิ่มคอมเมดี้ ความตลกไปมั้ย หรือเพิ่มแบบเรื่องราวแบบ horror หยอดเข้าไปมั้ย หรือเพิ่มเรื่องราวแบบ ความขัดแย้ง เข้าไปมั้ย แล้วเรียงไทม์ไลน์กันในแบบ BeOnCloud ผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูก็จะสัมผัสถึงตรงนั้นได้ แล้วคิดว่าทั้งหมด โปมองว่ามันเป็นความยากหมดเลย เพราะเรากำลังทำงานอยู่กับปัจจุบันจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แล้วปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อะไรแบบนี้ครับ

ตัวละคร “มาลี” ที่รับบทโดย อิงฟ้า วราหะ คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเรื่อง ผู้หญิงที่ดูอ่อนโยนแต่ซ่อนแรงสั่นไหวบางอย่างไว้ภายใน ท่ามกลางความรัก ความจริง และบาดแผลที่ไม่มีใครอยากเผชิญ มาลีจึงกลายเป็นตัวละครที่ทั้งเปราะบางและทรงพลัง ทิ้งร่องรอยทางอารมณ์ไว้กับผู้ชมอย่างเงียบงันแต่ยาวนาน

พูดถึง ‘ราคี (THE STAIN)’

อิงฟ้า: ภาพยนตร์เรื่องราคีก็จะเป็นหนังที่เต็มไปด้วยอย่างแรกเลย คือ ความโรแมนติก ความสวยงามในเรื่องของความรักแน่นอนค่ะ แล้วก็ความเร่าร้อน ความลึกลับ แต่ก็มาพร้อมความคอมเมดี้แบบจัดเต็มแน่นอนค่ะ ก็เป็นเรื่องราวของความรักที่มันมีความลึกลับแล้วก็ซ่อนเร้นที่ซ่อนอยู่ในนั้น ที่ยังมีเบื้องหลังความตาย ก็อยากให้ทุกคนไปดูในภาพยนตร์กันว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย เรื่องนี้จุดจบของมาลีแล้วก็ตัวละครอื่นๆ จะเป็นยังไงค่ะ

ความเร่าร้อนของตัวละครเรื่องนี้มันร้อนถึงขนาดไหน

อิงฟ้า: ได้ดูใน trailer กันหรือยังคะ? จริงๆ เนี่ยก็ยกให้เป็นเรื่องแรกก็น่าจะเป็นเรื่องท้ายๆ เลยที่ฟ้าจัดเต็มในเรื่องของความ ที่เขาเรียกว่า sexy ความเร่าร้อน เชื่อว่าน่าจะไม่เคยเห็นเราในลุคนี้มาก่อนอย่างแน่นอน แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นการที่เล่นง่ายนะ ยิ่งการที่เราจะต้องเข้ากับพี่อาโปด้วยในเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่แบบว่า ภาพมันออกมาสวยงามมากๆ ค่ะ

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในบทบาทของ ‘มาลี’

อิงฟ้า: เคยบอกกับผู้ใหญ่ไว้ค่ะ ว่าแบบว่า เฮ้ย ถ้าเรามีโอกาสครั้งนึงอะ ถ้าเราได้เล่นภาพยนตร์ เราอยากเล่นหนังผี แต่ว่าหนังผีในที่นี้คือเราอยากเล่นเป็นคนเห็นผี ไม่ใช่ผี เรื่องนี้ก็คือได้เล่นเป็นผีเลยค่ะ สมใจแล้ว

และก็มีความยากตรงที่ เอาแค่ว่าเบื้องหลังก็คือในการตัดเอฟเฟ็กต์มันมีความยาก ในส่วนของความทุ่มเทในเรื่องนี้คือ ให้ 10 เต็ม 10 เลย บวกกับที่ทุกคนได้เห็นในตัวอย่างหนัง ไป ก็เป็นไวรัลเรื่องของท่าตายใช่มั้ยคะ มันเหมือนจะง่าย แต่ต้องรอชม และรอติดตามค่ะ

3 คำนิยามความหลอนของเรื่องนี้

อิงฟ้า: ความหลอนของเรื่องนี้ 3 คำเหรอคะ “โอ้มายก้อด OMG!!”

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าจับตามองคือ “อัสนัย” ที่ถ่ายทอดโดย เจษ เจษฎ์พิพัฒ ตัวละครที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางอารมณ์ ที่พาเขาเดินลึกเข้าไปในความสัมพันธ์อันคลุมเครือ จนทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในใจผู้ชมไม่ต่างจากชื่อเรื่อง

เจษ: ราคีก็เป็นหนัง แนว Romantic Horror ครับ คิดว่า หลายๆ คนน่าจะอยากเห็นการแสดงของนักแสดงทุกคนในเรื่องครับผม

ส่วนบทบาทที่ผมได้รับ อัสนัยเป็นคนที่จริงๆ เขาเป็นเพื่อนของปราณครับ ตามที่เล่าได้ตอนนี้ แล้วก็เขาเป็นคนที่มีความยึดมั่นในอุดมคติมากๆ แล้วก็มีความเชื่อในความคิดของตัวเอง 

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการเป็นตัวละครนี้

เจษ: ผมว่าตัวละครทุกตัว มีความซับซ้อนแล้วก็มี…เขาเรียกว่าอะไร…มีเบื้องลึกของตัวเองที่เราอาจจะไม่ได้โชว์มาในตอนแรกของหนัง สิ่งที่มันต้องซ่อนไว้อยู่ตรงนั้นอะ เราก็ต้องเก็บมันให้มิดพอสมควร จนไปถึงตอนสุดท้ายของเรื่องถึงจะเฉลยว่าจริงๆ แล้วตัวละครแต่ละตัวคิดอะไรอยู่

คิดว่าตัวละครตัวนี้เป็น “ผู้ร้ายในสายตาคนอื่น” หรือว่าเป็น “เหยื่อของสถานการณ์”

เจษ: อัสนัยเหรอ ไม่ใช่ทั้งคู่แล้วกัน ได้มั้ย เราว่าสำหรับคนดูอาจจะรู้สึกว่าอัสนัยเนี่ย อาจจะเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่น อาจจะเป็นผู้ถูกกระทำในสถานการณ์ก็ได้ เป็นตัวละครกึ่งๆ ที่อยู่ตรงกลางว่าแบบ ให้คนคิดว่า เขาจะเป็นใครนะ เขาจะอยู่ฝั่งไหนนะก็ได้ครับผม

อยากให้เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายหน่อย

เจษ: ไร้สาระมากเลยครับ (หัวเราะ) ด้วยความที่ทุกคนอายุพอๆ กัน คือผมกับอาโปก็อายุไม่ห่างกันมากก็แบบ คือเราก็มีเรื่องหลายๆ อย่างให้คุยกันเยอะ เพราะว่าเราก็อยู่วงการมานานพอสมควร ส่วนอิงฟ้ากับฟรีนก็อายุเท่าๆ กัน ก็เลยแบบ ทุกคนเป็นเหมือนเพื่อนกันอยู่ในกอง และบางทีก็มีครูหนิงผู้กำกับที่ต้องคอยหยุดพวกเราเวลาเราเล่นกันไปเรื่อย โดยเฉพาะฉากตลก ทุกคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตลกก็จะพยายามหามุข หาอะไรมาใส่ให้มันตลกมากขึ้น ซึ่งบ้างทีมันก็เกินเรื่องไปนิดนึงครับผม ก็สนุกดีครับ

3 คำนิยามให้กับความหลอนของเรื่องนี้

เจษ: 3 คำนิยามให้กับความหลอน “น่าลึกลับ” ครับ

ทำไมถึงห้ามพลาดภาพยนตร์เรื่องนี้

เจษ: เพราะว่าราคีเป็นหนังที่ในบ้านเรายังไม่ค่อยเล่าวิธีการแบบนี้เท่าไหร่ครับ หมายถึงว่าเล่าเรื่องในหนังนะครับผม แล้วก็เป็นหนังที่ครบรสไม่ว่าจะเป็นความน่ากลัวมันมีอยู่แล้ว แล้วก็ความตลกอย่างที่ทุกคนรู้มันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันมีความซับซ้อนอยู่ในเรื่อง มันมีความที่เราต้องตามเรื่องตามตัวละครไปเรื่อยๆ มี turning point ที่แบบคนไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในเรื่อง แล้วก็ผมว่าเรื่องมันชวนติดตาม คือยิ่งดูมันยิ่งลุ้นไปเรื่อยๆ มันเป็นหนังที่แบบ เราไม่ได้แบบ หู้ว สนุกตั้งแต่ตอนแรก แต่ว่าเรารู้สึกว่ามันจะทำให้เราติดตามไปจนจบได้อะไรอะไรอย่างเงี้ยครับ ยังไงก็ฝากด้วยครับ

ตัวละคร “น้ำใส” ที่รับบทโดย ฟรีน สโรชา คือบทบาทที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางอารมณ์ ตัวละครที่ภายนอกอาจแสดงออกอย่างหนึ่ง แต่ภายในกลับซ่อนความคิดและความรู้สึกไว้อีกแบบหนึ่ง ทำให้การถ่ายทอดต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างสิ่งที่ผู้ชมเห็น กับสิ่งที่ตัวละครกำลังรู้สึกจริง ๆ

สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับการเป็นตัวละครนี้

ฟรีน: หนูว่าเขาเป็นตัวละครที่เขาแสดงออกแบบนึง แต่ในความคิดเขาจะเป็นอีกแบบนึง ซึ่งพอเวลาเราแสดงออกออกไปแล้ว ทำให้คนดูแบบรู้สึกทั้ง 2 ความรู้สึกอะ มันจะยากที่ตรงนี้ แต่ว่าก็คิดว่าคนดูน่าจะรับรู้ได้แหละค่ะ ว่าน้องน้ำใสคิดเห็นอะไรยังไงอยู่

คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทิ้งร่องรอยแบบไหนไว้

ฟรีน: สำหรับน้ำใสฟรีนว่า เป็นรอยที่ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเป็นแผลนี้ แต่อยู่ดีๆ ก็มี ฟรีนว่าน้ำใสเขาอาจจะรู้สึกอย่างงั้นเพราะแบบ เราเจ็บเพราะเราไม่รู้ว่าเราเป็นแผลอะ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อะไรกับฟรีน

ฟรีน: หนูว่ามันเป็นความบันเทิงที่ยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนสำหรับประเทศไทย มันสนุกแล้วก็มีความสุขมากๆ ทุกครั้งที่มากองนะคะ แล้วก็ได้เติบโตไปอีกขั้นนึงของการแสดง เพราะรู้สึกว่ามันออกจากกรอบ ฟรีน สโรชาไปเยอะมากๆ แล้วก็อยากให้ทุกคนได้เห็นว่า ตัวบทน้ำใส จะเป็นในแบบที่ทุกคนคิดหรือไม่ค่ะ

3 คำให้กับความหลอนของภาพยนตร์เรื่องนี้

ฟรีน: หลอนเหรอคะ คำว่า อู้ว แล้วก็คำว่า ouch แล้วก็คำว่า ติ๊ง (หัวเราะ)

เมื่อการสนทนากับนักแสดงทั้ง 4 เดินทางมาถึงช่วงท้าย สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือ ‘ราคี (THE STAIN)’ เป็นผลงานที่ท้าทายทั้งการแสดงและการตีความของผู้ชม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ชวนให้หาคำตอบเพียงว่าใครเป็นผู้ทิ้ง ‘รอย’ แต่ชวนให้ตั้งคำถามถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ และบาดแผลที่มนุษย์เลือกจะเก็บไว้ภายใน เตรียมสัมผัสอีกหนึ่งมิติของภาพยนตร์จาก BeOnCloud พร้อมกันวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

Similar Articles

More