เจาะเบื้องหลังงานคอสตูมระดับออสการ์จาก Frankenstein โดยนักออกแบบ Kate Hawley

หากจะกล่าวว่า Frankenstein ฉบับปี 2025 ของ Guillermo del Toro คือ ‘งานอาร์ตในรูปแบบภาพยนตร์’ ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะตลอดความยาว 180 นาที หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เล่าเรื่องโศกนาฏกรรมอมตะของ Mary Shelley แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานโปรดักชั่นดีไซน์ โดยเฉพาะงาน Costume Design ฝีมือ Kate Hawley ที่เพิ่งคว้าผงาดคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้อย่างสมเกียรติ

ELLE MEN Thailand จะพาคุณไปสำรวจว่า อะไรคือเบื้องหลังชุดสุดประณีตที่ผสมผสานทั้งความหรูหราจากอัญมณี Tiffany & Co. เข้ากับความดิบเถื่อนแบบพังก์ยุคโรแมนติกได้อย่างลงตัว

1. Sense of Romantic Punk

ลืมภาพจำของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องในชุดกราวน์สีขาวไปได้เลย เพราะ Del Toro และ Hawley ได้ตีความ Victor Frankenstein (รับบทโดย Oscar Isaac) ให้เป็น ‘ศิลปิน’ มากกว่านักวิจัย โดยหยิบเอาสไตล์ของเหล่ากวีและศิลปินยุคโรแมนติกมาเป็นต้นแบบ

Hawley ใช้ความขบถแบบ Mick Jagger และ David Bowie มาเป็น Reference ในการสร้างลุคที่ดูมี “Swagger” เสื้อเชิ้ตแขนพองแบบกวี (Poet’s Blouses) ที่ดูซอมซ่อแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม สะท้อนภาพลักษณ์ของชายหนุ่มชนชั้นสูงที่หมกมุ่นกับการสร้างสรรค์จนลืมดูแลตัวเอง ซึ่ง Hawley นิยามว่าเป็นกลุ่ม ‘พังก์รุ่นแรกของโลก’ ที่ปฏิเสธกรอบระเบียบสังคมในยุคนั้น

2. The Creature

สำหรับ The Creature (รับบทโดย Jacob Elordi) Hawley เลือกที่จะฉีกภาพจำของอสูรกายตัวเขียวที่มีน็อตที่คอทิ้งไป แต่เน้นไปที่ความ Humanize และความเปราะบาง ส่งให้คอสตูมของอสูรกายเน้นความโปร่งแสงเหมือนทารกแรกเกิด (Fetal Translucent)

เสื้อผ้าของเขาคือ ‘ความทรงจำที่หยิบยืมมา’ เริ่มจากผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์ สู่เสื้อโค้ทจากสมรภูมิไครเมียที่ดูเหมือนการหยิบเอาผิวหนังของคนอื่นมาสวมใส่ สะท้อนวิวัฒนาการของตัวละครผ่านเลเยอร์ของเครื่องแต่งกายที่ถูกทำลายด้วยระเบิดและน้ำแข็ง

3. Elizabeth & The Archive of Tiffany & Co.

ในส่วนของตัวละคร Elizabeth (รับบทโดย Mia Goth) คือจุดที่งานคอสตูมเปล่งประกายที่สุด ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์อัญมณีระดับโลกอย่าง Tiffany & Co. ชุดของเธอเต็มไปด้วยรายละเอียดทางชีววิทยาและกีฏวิทยา เช่น ลายพิมพ์แฟรักทัล และสร้อยคอรูปแมลงทับ (Scarab) ที่มาจากคลังจดหมายเหตุของ Tiffany

ความประณีตถึงขั้นที่ในฉากหนึ่ง ทีมงานต้องเข้าไปแอบใต้กระโปรงสุ่ม (Crinoline) ของ Mia Goth เพื่อคอยรองรับสร้อยคอเพชร 40 กะรัต เผื่อว่ามันจะหลุดร่วงขณะเธอกำลังเล่นเปียโน!

4. The Color Palette

Hawley และ Del Toro ใช้ภาษาของสีในการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะการใช้สีแดงตัดกับสีขาวดำที่ชวนให้นึกถึงผลงานเก่าๆ อย่าง The Devil’s Backbone ไฮไลต์ที่ตราตรึงใจที่สุดคือชุดแต่งงานสีขาวที่ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยเลือดสีแดงฉาน ซึ่ง Hawley ตีความว่าเป็นความสวยงามแบบ Memento Mori หรือการระลึกถึงความตายที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งบนโลกภาพยนตร์

Similar Articles

More