Fast Sex; Slow Love รู้จักคติใหม่ของนิวเจน ความรักบนไทม์ไลน์ที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล 

Words: Sugar Syrup

“ทำไมการจะลงเอยกับใครสักคนในยุคสมัยนี้ถึงยากนัก?”
“อยากมีความรักแบบยุคคุณพ่อคุณแม่ ไม่ซับซ้อน ไม่คลุมเครือ” 

เป็นคอมเมนต์ที่ปรากฏอยู่ใต้โพสต์คอนเทนต์เกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดีย นี่อาจสะท้อนความเหนื่อยล้า และการถอดใจของหนุ่มสาวในยุคนี้จำนวนหนึ่งที่กำลังกังขา และเกิดคำถามว่า วัฒนธรรมการแต่งงานใกล้จะสูญพันธ์หรือยัง แต่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องชี้ว่า แท้จริงแล้วรักโรแมนติกและการแต่งงานยังคงอยู่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ไทม์ไลน์ ลำดับเหตุการณ์ กระบวนการผูกสัมพันธ์หรือคบหาดูใจเปลี่ยนไป จากเดิมที่การแต่งงานถือเป็นปฐมบทของความสัมพันธ์ แต่ในยุคดิจิทัลการแต่งงานกลายเป็นปัจฉิมบทปลายทางสุดท้าย บนคติใหม่ที่ความรักความสัมพันธ์เป็นไปอย่างช้า ๆ เรียกว่า Fast Sex; Slow Love ความรักลึกซึ้งและการแต่งงานจะยังคงอยู่เพราะลึก ๆ แล้วมนุษย์ล้วนต้องการถูกรักและรักใครสักคนได้จริง ๆ ในท้ายที่สุด เพียงแต่ในวันนี้ความรักและการแต่งงานอาจต้องใช้เวลาที่นานขึ้น 

การคบหาดูใจกันแบบ Fast Sex; Slow Love

เบื้องหลังการพบคติใหม่ของความรักในยุคดิจิทัลนี้เกิดจากการศึกษาของ เฮเลน ฟิสเชอร์ (Helen Fisher) นักมานุษยวิทยาเชิงชีววิทยาแห่งสถาบันคินซีย์ (Kinsey Institute) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเว็บไซต์หาคู่ แมทช์ (Match) มานานกว่า 15 ปีเผยว่า ชาวมิลเลนเนียลเริ่มออกเดตอย่างเป็นทางการน้อยลง และแต่งงานช้ากว่าคนรุ่นก่อน ๆ ซึ่งขั้นตอนก่อนการผูกพันของกระบวนการเดตและคบหาดูใจกันแบบ Fast Sex; Slow Love ที่มีการเชื่อมต่อกันรวดเร็วขึ้นและดำเนินสู่ความสัมพันธ์ที่เชื่องช้าและลึกซึ้งมากขึ้น อาจจะเรียกว่าเป็นคติใหม่ของการคบหาดูใจ ซึ่งกำลังขยายตัวและมีแนวโน้มว่าคนในรุ่นถัดไป หรือเจนซี จะเริ่มมีมุมมองเช่นนี้ตามกันไปเรื่อย ๆ 

Notes: จากผลการศึกษาของฟิสเชอร์พบว่า ในปัจจุบันคนโสดชาวอเมริกันประมาณ 66% มีวันไนต์สแตนด์ 34% เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครบางคนก่อนการออกเดตที่เป็นทางการครั้งแรก เพราะเมื่อก่อน กิจกรรมหรือขั้นตอนในการทำความรู้จักกันในเดตแรก อาจเป็นนัดกินข้าว ดื่มกาแฟ ดูหนังฟังเพลง เดินเล่น ชมพิพิธภัณฑ์ แต่สมัยนี้การเดตอย่างเป็นทางการอาจเกิดขึ้นทีหลัง เพราะบางคู่เปลี่ยนมาใช้เซ็กซ์เป็นช่วงเวลาในการทำความรู้จักกันแทน  54% มีความสัมพันธ์แบบ Friends-with-Benefits ที่เป็นความลับและไม่มีข้อผูกมัด และ 56% ของคนโสดเลือกที่จะอยู่ด้วยกันก่อนการแต่งงาน 

ความรักที่เปลี่ยนไปในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงไทม์ไลน์ลำดับเวลาของกระบวนการคบหาดูใจและผูกสัมพันธ์แบบใหม่ คนโสดจำนวนมากเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยการ ‘ออกไปเที่ยว’ ในฐานะ ‘แค่เพื่อน’ จากนั้นพวกเขาก็จะเข้าสู่สถานะ Friends-with-Benefits หลังจากนั้นหลายๆ คนก็มีเดตแรก ‘อย่างเป็นทางการ’ จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มใช้ชีวิตร่วมกันก่อนแต่งงาน

จากปรากฏการณ์ทางความรักที่เปลี่ยนไปในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ที่การมีเซ็กซ์เพียงแค่ปัดนิ้วเดียวบนแอปหาคู่ดูเหมือนจะเป็นตัวการสำคัญในการทำลายขนบความรักโรแมนติกในแบบเดิม นำไปสู่ความคิดของผู้คนที่มองว่าคนรุ่นใหม่กำลังทำลายวัฒนธรรมการแต่งงาน แต่สำหรับฟิสเชอร์ไม่ได้คิดว่าเป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว เพราะผลที่ได้จากการศึกษา เผยให้เห็นอีกข้อเท็จจริงในมุมที่ต่างออกไป คนรุ่นใหม่ไม่ได้กำลังทำลายความรักอันลึกซึ้งและการแต่งงาน เพียงแต่พวกเขามีความระมัดระวังมากขึ้น ในวันนี้พวกเขาต้องการเวลาที่นานขึ้นเมื่อมองหาคู่แท้ พวกเขามีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าคนรุ่นก่อน ขั้นตอนของความสัมพันธ์ถูกสลับสับเปลี่ยนและขยายออกไป พวกเขาเพียงแต่เชื่อมต่อกันได้อย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยี แต่ใช้เวลารอนานกว่านี้เพื่อที่จะกลายเป็นความผูกมัดอย่างเป็นทางการ หรือลงเอยด้วยการแต่งงานในที่สุด พวกเขาเลือกที่จะไปอย่างช้า ๆ รักแบบช้า ๆ คำว่า Fast Sex; Slow Love คำนี้อธิบายถึงทัศนคติที่เป็นกันเองและเรียบง่ายต่อเรื่องเซ็กซ์ ขณะเดียวกันก็ยังมีทัศนคติที่ระมัดระวังต่อเรื่องร้ายแรงที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวในชีวิตคู่ 

Notes: โดยการศึกษาของฟิสเชอร์และทีม ซึ่งทำขึ้นประจำปีกับ Match.com ยังอธิบายต่อว่า จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างของคนโสดในอเมริกามากกว่า 35,000 คนพบว่า แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตรักด้วยความประมาทหรือไม่ต้องการความรัก แต่พวกเขามีความระมัดระวังจนถึงขั้นที่อาจจะเรียกได้ว่ากลัว 67% ของคู่รักชาวอเมริกันในปัจจุบันกลัวผลที่ตามมาทางสังคม กฎหมาย อารมณ์ และเศรษฐกิจจากการหย่าร้าง ดังนั้นนั่นอาจดูเหมือนเป็นเหตุผลที่พวกเขาต้องการทราบทุกอย่างเกี่ยวกับคู่ครองที่มีศักยภาพหรือตอบโจทย์ความสัมพันธ์ ก่อนที่จะลงทุนเวลา เงิน และพลังงานเพื่อเริ่มต้นการให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการกับใครสักคน และในบทความของ The Atlantic เผยข้อมูลว่า หนุ่มสาวในยุคนี้กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางเพศเนื่องจากคนในหลาย ๆ วัย เริ่มมีเซ็กซ์น้อยลง อาจด้วยเหตุผลที่มาจากความกดดันทางเศรษฐกิจ ความวิตกกังวล กลัวความล้มเหลว และอื่น ๆ อีกมากมาย

คบแบบ Fast Sex; Slow Love ทำให้ชีวิตคู่มีเสถียรภาพขึ้น

นอกจากชาวมิลเลนเนียลและเจนซีที่มีคติในการดำเนินความสัมพันธ์เช่นนี้จะไม่เป็นการทำลายวิถีชีวิตคู่และการแต่งงานแล้ว ในอีกแง่หนึ่งนั้น แนวโน้มการผูกสัมพันธ์ในแบบรักช้าๆ นี้ มีส่วนทำให้ชีวิตคู่อาจจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ฟิสเชอร์ได้รวบรวมจากหนังสือประชากรศาสตร์ประจำปีขององค์การสหประชาชาติระหว่างปี 1947 ถึง 2011 บ่งชี้ว่า ยิ่งคุณแต่งงานช้าเท่าไร คุณก็จะยิ่งลงเอยด้วยการแต่งงานมากขึ้นเท่านั้น การศึกษาผู้แต่งงานแล้วมากกว่า 3,000 คนในสหรัฐอเมริกาพบว่า คู่รักที่ออกเดตกัน 1-2 ปี (เทียบกับคู่ที่ออกเดตน้อยกว่า 1 ปี) มีโอกาสหย่าร้างน้อยกว่า 20% และคู่รักที่คบกันตั้งแต่สามปีขึ้นไปมีโอกาสแยกทางกันน้อยลง 39% นอกจากนี้จากการทำแบบสอบถามชาวอเมริกันที่แต่งงานแล้ว 1,095 คนว่าพวกเขาจะแต่งงานใหม่กับคนที่พวกเขาแต่งงานด้วยในปัจจุบันหรือไม่ 81% ตอบว่า “ใช่”

Notes: ในขณะเดียวกันมีงานวิจัยจาก Pew Research Center ระบุว่า วัยรุ่นยุคนี้ถูกมองว่ากำลังทำลายกระแสนิยมมากมาย รวมถึงเรื่องความรัก ซึ่งมองจากพฤติกรรมการเดตที่เปลี่ยนไปอันเนื่องจากเทคโนโลยี รวดเร็ว รักสนุก คุลมเครือไม่ชัดเจน แต่จากงานวิจัยชี้ให้เห็นเบื้องหลังแท้จริงของการก่อรูป ฟอร์มตัวในความสัมพันธ์ของหนุ่งสาวแห่งยุคสมัยโดยเฉพาะชาวมิลเลนเนียลและเจนซี พวกเขากำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ในปี 2018 บทความ USA Today เผยว่า หญิงสาวรุ่นมิลเลนเนียลเกือบทั้งหมดมีส่วนทำให้อัตราการหย่าร้างลดลง 18% สุดท้ายแล้วพวกเขาจะลงเอยด้วยการสวมแหวนในท้ายที่สุด เพียงแค่พวกเขาทำมันแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ของพวกเขา ที่ว่าพวกเขากำลังทำลายความรัก แต่ความจริงแล้วพวกเขากำลังทำลายการหย่าร้าง ข้อมูลใน USA Today ยังระบุอีกว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ความแพร่หลายของการหย่าร้างของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปีลดลง ในขณะที่อัตราการหย่าร้างยังคงดำเนินต่อไปในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี นอกจากการมีความรักที่ช้าแล้ว ชาวนิวเจนยังมีเซ็กซ์ที่รวดเร็วและเรียบง่ายอีกด้วย

สำหรับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อาจเนื่องมาจากคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจนซีในวัยหนุ่มสาวมีจิตสำนึกทางการเงินและเป็นอิสระเกินกว่าจะข้องเกี่ยวหรือคิดเรื่องความสัมพันธ์ในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ ความกดดัน ความเครียด หดหู่ และพยายามสร้างอนาคตให้กับตัวเอง มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และไม่เอื้อสำหรับความรักที่ผูกมัด แต่ใช่ว่าความรักจะไม่สำคัญหรือกำลังถูกแทนที่ด้วยเซ็กซ์ หรืออย่างอื่น หากแต่มีการพัฒนาเพื่อให้เหมาะกับพวกเขา ตลอดจนเหตุผลที่คนในรุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ ไปกำลังเผชิญกับการต่อสู้เพื่อบรรลุจุดยืนในการเติมเต็มตนเอง สร้างความมั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะปักหลักจริงจัง รวมไปถึงปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ พวกเขามองว่าแนวคิดเรื่องความมุ่งมั่นและความรักไม่ควรเป็นก้าวแรกสู่วัยผู้ใหญ่อีกต่อไป ก้าวแรกของการเป็นผู้ใหญ่ควรจะออกจากมหาวิทยาลัยและค้นหาความมั่นคงในสังคม ในปี 2018 Match.com รายงานว่า 40% ของคนโสดอายุน้อยรู้สึกว่าต้องยอมรับตัวเองก่อนที่จะมองหาความรัก 23% กล่าวว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับอาชีพการงานเป็นอันดับแรก และ 20% ระบุว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีอัตรารายได้ที่แน่นอนมั่นคงเพื่อค้นหาความสัมพันธ์

สอดคล้องกับข้อเท็จจริงด้านเศรษฐศาสตร์ มีข้อมูลว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลและเจนซีมีการซื้อของน้อยลง จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น รถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ใช่เพราะขาดความสนใจ แต่เป็นการขาดรายได้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) พบว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลมีฐานะร่ำรวยน้อยกว่าคนรุ่นก่อนเมื่อยังเป็นเด็ก หนุ่มสาววิทยาลัยไปจนถึงหลังสำเร็จการศึกษาได้รับรายได้ที่ลดลง ทรัพย์สินน้อยลง และความมั่งคั่งน้อยลง

แต่อย่างไรก็ดี จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน มีบางส่วนมองว่ารูปแบบการคบหาดูใจกันแบบรักช้า ๆ เพื่อประสบความสำเร็จในความสัมพันธ์อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ไว้นั้น ค่อนข้างมีความย้อนแย้ง จากบทความ ‘The Paradox of Slow Love’ ใน The Atlantic เผยให้เห็นความคิดของผู้ให้การสำรวจเกี่ยวกับ Slow Love ซึ่งมองว่า การรักแบบช้า ๆ อาจต้องคำนึกถึงเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องจากความรักหรือการแต่งงาน ความรักแบบช้า ๆ ขัดแย้งโดยตรงกับลำดับเวลาในการสืบพันธ์ การมีลูก การพึ่งพาบริการฝากไข่ และยังทำให้เหตุการณ์สำคัญของความสัมพันธ์ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะบางอย่างมีเวลาที่เหมาะสมของมัน และบางคนบอกว่า เขาเลือกที่จะล้มเหลวให้เร็ว หากเจอใครสักคนที่รู้สึกอยากแต่งานด้วย ก็ตัดสินใจสร้างครอบครัวด้วยกันเลย หากจะไปด้วยกันไม่ได้ระหว่างทาง ล้มเหลวก็แยกทาง และเริ่มต้นใหม่ ล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว แล้วเติบโต

บทสรุปของรักแบบช้าๆ

เหล่านี้นำมาซึ่งความเป็นไปได้ในอีกบทสรุปของรักแบบช้าๆ ที่ว่า สิ่งนี้อาจทำให้หลงทางในเป้าหมายที่แท้จริง เพราะความรักหรือการมีคำมั่นสัญญาที่แท้จริงเป็นสิ่งยากที่จะเข้าใจ ยิ่งพยายามหาคำตอบมากเท่าใด ก็ยิ่งยากที่จะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น  สิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่และรอบคอบในการออกเดตอาจเป็นเพียงการแสดงความกังวลอีกรูปแบบหนึ่งแทน การมุ่งความสนใจไปที่ความอิสระเหนือชีวิตโรแมนติกที่มากจนเกินไป การหลีกเลี่ยงทางเลือกของตน ความพยายามที่จะควบคุม ป้องกันตนเอง และไม่อยากล้มเหลว ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ใด ๆ อาจเป็นไปได้ว่าความระมัดระวังเช่นนี้ซึ่งห่างไกลจากการเป็นกุญแจสู่ความผูกพันที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นอุปสรรคในตัวมันเอง 

ไม่มีสูตรสำเร็จ หรือเครื่องการันตี ขึ้นอยู่ว่ารูปแบบไหนเหมาะสมกับใคร บนสถานการณ์ และบริบทของชีวิต ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นที่ชัดเจนว่าทัศนคติของชาวเจนซีต่อการแต่งงานนั้นซับซ้อนและหลากหลาย แม้ว่าบางคนอาจไม่ค่อยสนใจการแต่งงานตามประเพณี แต่บางคนก็ยังถือว่าการแต่งงานหรือลงเอยกับใครสักคนเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต การตัดสินใจจะแต่งงานหรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล ยุคสมัย สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี ค่านิยม วัฒนธรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาจส่งผลให้ผู้คนสร้างหนทางและกฎใหม่ของการหาคู่ชีวิต แต่ไม่ว่ากระบวนการไปสู่ความรักจะเปลี่ยนไปอย่างไร พื้นฐานและเนื้อแท้ของความรักจะไม่เปลี่ยนแปลง การได้รับความรักและได้รักใครจริง ๆ สักคนและลงเอยกันยังคงเป็นสิ่งซึ่งมนุษย์ปรารถนา ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ในฟอร์มใด รูปแบบไหน ความรักอาจซับซ้อนและติดอยู่ในกรอบการตีความที่แตกต่างตามบริบทของยุคสมัย แต่ความรักจะยังคงอยู่ไม่หายไปไหน 

Similar Articles

More