Words: Afdol Salah
เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายความเป็นไปในสังคม เราจึงได้เห็นมาตรวัดแบ่งยุคสมัยผ่านชื่อเรียกเจเนอเรชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Gen X, Gen Y, Gen Z พร้อมกับได้ฟังคำนิยามผู้คนแต่ละช่วงอายุซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะเป็นกรอบความคิดที่เหมารวม
ทว่าภายใต้การจัดหมวดหมู่เหล่านี้ เสียงของคนรุ่นใหม่จะแตกต่างออกไปไหม แอลเมนจึงพาคุณมาค้นหาคำตอบผ่านมุมมองของ โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์, แซม-พฤฒิชัย รวยฟูพันธ์ และ โอเบย์-ปัณณวิชญ์ สิริเกียรติวาณิชย์ สามนักแสดงนำจาก Taste เด็กเจนแซ่บ ซีรีส์ที่กล้าถอดรหัสการเติบโตและการค้นหาตัวตนท่ามกลางยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเจเนอเรชันใดเจเนอเรชันหนึ่ง แต่คือสิ่งคนทุกวัยต้องประสบพบเจอ
จุดเริ่มต้นความแซ่บในซีรีส์ TASTE เด็กเจนแซ่บ

อันโทนี่: ก่อนหน้านั้นผมเล่นเรื่อง เพื่อนไม่สนิท แล้วก็ไม่ได้รับงานหรือแคสต์อะไรเลยมาปีกว่าๆ จนมีเรื่องนี้ติดต่อเข้ามา แต่ด้วยความที่เราเป็นสายเล่นหนัง ก็ไม่ได้มีความอยากเล่นซีรีส์ขนาดนั้น พอผู้จัดการบอกว่ามีนักแสดงมากมาย โดยเฉพาะพี่ปิง เลยทำให้รู้สึกว่าต้องลองไปแคสต์ดู
แซม: ของผมตอนนั้นทีมแคสต์ไม่ค่อยได้บอกอะไรมากนัก บอกแค่ว่าจะมีบทให้ลองแคสต์นะ จะลองมั้ย เราเลยไปลองแคสต์ดู ใช้เวลาแคสต์ประมาณ 2-3 รอบ เพราะทางทีมคงอยากดูเคมีของเรากับคนที่เล่นด้วย รวมถึงดูว่าเรากับบทจะไปด้วยกันได้มั้ย
โอเบย์: ของเบตลกมาก ปกติเบเป็นเชฟ ทำงานอยู่ในครัว แล้วมีวันหนึ่งเบขอลาเชฟไปเข้าค่าย ในค่ายนั้นทำให้เบได้เจอกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมของซีรีส์เรื่องนี้ เขาเข้ามาถามว่า “เบอยากเป็นนักแสดงมั้ย” ตอนนั้นคือเบคิดอย่างเดียวว่าจะปฏิเสธยังไงดี (หัวเราะ) เพราะเราคงไม่มีเวลาด้วย แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่า อย่างน้อยก็ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง สรุปก็คือได้มาเล่นเพราะคาแร็กเตอร์ของเราน่าจะตรงกับ ‘โตเกียว’ ด้วยความเป็นเด็กแลกเปลี่ยน ทางทีมเขาเลยอาจจะชอบ
นิยามรสชาติของ TASTE เด็กเจนแซ่บ

อันโทนี่: อย่างแรกเลยก็ต้องแซ่บสมกับชื่อแน่นอน แต่ผมรู้สึกว่าภายใต้ความแซ่บมันสะท้อนถึงชีวิตของแต่ละคน ไม่อยากให้คนดูได้รับหรือคาดหวังแค่ความแรง เพราะจริงๆ ยังมีรสความเศร้าและความขมเเทรกอยู่ด้วย
รสชาตินี้เเตกต่างยังไงกับซีรีส์เรื่องอื่น
แซม: ผมมองว่าประเด็นหรือเนื้อเรื่องค่อนข้างจะเหมือนกับภาพในชีวิตประจำวันของพวกเราเลย โดยเฉพาะที่เด็กเจเนอเรชันนี้ต้องเจอ ซึ่งไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่เขาจะมีวิถีชีวิตคนละแบบ ทำให้มีวิธีการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ คนละแนว ผมรู้สึกว่าแก่นของปัญหาทางสังคมยังคงเหมือนเดิม แค่มุมมองหรือวิธีดีลกับปัญหาจะต่างกัน
โอเบย์: เบว่าเราไม่ค่อยได้เห็นซีรีส์ที่ตีแผ่ชีวิตวัยรุ่นแบบลึกๆ มานานพอสมควรแล้วนับตั้งแต่ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น สำหรับเจนนี้ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อน ซึ่งเรื่อง Taste เด็กเจนแซ่บ เป็นซีรีส์ที่ทำให้แม้แต่ Gen Z ก็ได้ทำความรู้จักและเข้าใจคนวัยเดียวกันผ่านหลากหลายประเด็นน่าสนใจ
ซีรีส์ยังแซ่บขนาดนี้ แล้ว GEN Z ล่ะมีอะไรที่แซ่บกว่าเจเนอเรชันอื่นบ้าง

อันโทนี่: เอาจริงๆ ยังแยกไม่ออกเลยว่าแต่ละเจนแตกต่างกันยังไง ผมว่าทุกเจเนอเรชันมีเสน่ห์ของตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คิดมาตลอดคือ ยิ่งเจนถัดไปที่อายุน้อยกว่า พวกเขาจะยิ่งโตกว่าเรา เพราะโซเชียลมีเดียจะมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
แซม: สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนเจนนี้จะค่อนข้างกล้าคิด กล้าทำ กล้าถาม และกล้าเสนอความเห็น ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นผลพวงมาจากโซเชียลมีเดีย
โอเบย์: ด้วยความที่โลกปัจจุบันมันมีอิสระและเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่า Gen Z ไม่น่าเจอปัญหาอะไร เพราะเกิดมาในยุคที่มีเสิร์ชเอนจิน (search engine) มีการรับเอา ChatGPT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งเหล่านี้มันเป็นทั้งความแซ่บและอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง คุณอาจจะรู้เยอะขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านั้นมันอาจไม่ใช่ของจริงเลยสักอย่าง ทำให้เจเนอเรชันนี้มีทั้งคนที่รู้เท่าทันตัวเองแล้วได้ประโยชน์จากความรู้ อีกด้านก็มีคนที่หลงทางไปเลยเหมือนอย่างตัวละครแบมบี้
ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนตัวตนของคุณมากแค่ไหน

อันโทนี่: อาจเป็นเรื่องการเสียสละให้ใครสักคนและต้องเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่ดีแค่ตัวเรา แต่ดีสำหรับคนอื่นๆ รอบตัวเราด้วย ความเป็นผู้ชายใจดี สิ่งนี้แหละที่ตัวละครเพียวคล้ายกับผม (หัวเราะ)
แซม: จากตัวละครที่ได้รับ ค่อนข้างสะท้อนความเป็นจริงวงการบันเทิง เพราะผมเองก็เป็นเด็กเจเนอเรชันนี้ที่กำลังเป็นตัวเองในฐานะนักเเสดงเหมือนกัน ทำให้เห็นว่าคนที่ทำอาชีพนี้ก็มีอารมณ์ มีความรู้สึกไม่ต่างจากอาชีพอื่น
โอเบย์: ในซีนสุดท้ายที่ตัวละครทำอะไรบางอย่างเพื่อใครคนหนึ่ง ถ้าเป็นเบคงไม่ทำแบบนั้น แต่เบเคยมีความรู้สึกแบบเดียวกัน เบรู้สึกรีเลทและเข้าใจมากๆ ว่าการสูญเสียตัวเองเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันเหมือนเราเสียคุณค่าในตัวเองไปด้วย ซึ่งเบไม่อยากให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครเลย
แล้วมี TASTE อะไรของเราที่คนรอบข้างไม่เข้าใจบ้างไหม

อันโทนี่: คนชอบมองว่าผมฟังเพลงเก่าเพราะอยากเทสต์ดี ทั้งที่จริงไม่ใช่ ผมไม่ได้ฟังเพื่อจุดประสงค์นั้นเลย ฟังเพราะชอบจริงๆ ครับ
แซม: ผมชอบดื่มชาดอกไม้ คนอื่นมักจะแซวว่า ‘แก่จัง’ แต่ผมชอบมากเลย อย่างชาคาโมมายล์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ทำให้ร่างกายสมองเรารีแล็กซ์ เวลาใครมาแซวก็จะตอบกลับไปว่า ‘เรื่องของผม!’ (หัวเราะ)
โอเบย์: ด้วยความเป็นเชฟก็จะมีหลายอย่างที่คนอื่นไม่เก็ต เช่น เราสามารถใส่ส่วนผสมนี้ลงไปได้ด้วยเหรอ หรือคอมบิเนชันอย่างไอติมกับน้ำปลามันเข้ากันจริงหรอ แต่เราในฐานะเชฟกลับรู้สึกว่าครีเอตมากเลย (หัวเราะ)
การทำงานในเรื่อง TASTE มีอะไรที่ทำให้คุณเห็นสังคมต่างไปจากเดิมบ้าง

แซม: รู้สึกว่าเข้าใจเพื่อนๆ และเข้าใจตัวเองมากขึ้น ได้เห็นต้นสายปลายเหตุของการกระทำหลายอย่าง ถึงกับต้องหาหนังสือจิตวิทยามาอ่านเพิ่มเติมเลย เมื่อย้อนกลับไปมองรุ่นพ่อแม่ยิ่งเข้าใจพวกเขาด้วย เวลาผมคุยกับพ่อแม่ก็ไม่อารมณ์เสียเพราะเป็นการพูดคุยอย่างเข้าใจ แม้ซีรีส์จะเล่าเรื่องสังคม Gen Z แต่สะท้อนไปถึงเจเนอเรชันอื่นด้วย
โอเบย์: ของเบเป็นเรื่องเพื่อนครับ ด้วยความที่โตเกียวเป็น LGBT ส่วนเพียวเป็นผู้ชาย ตอนแรกยังนึกไม่ออกเลยว่าตัวละครเพียวกับโตเกียวจะสนิทถึงขั้นบอกกันทุกเรื่องได้ยังไง พอมาเล่นเรื่องนี้ทำให้เข้าใจเลยว่าความสัมพันธ์มันไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยว
ถ้าให้เลือกเล่นอีกสักบทในจักรวาลของ TASTE อยากลองเล่นเป็นใคร

อันโทนี่: อยากเล่นเป็นดีเซล คนอื่นอาจมองว่าเป็นตัวละครที่แย่ แต่ผมกลับรู้สึกว่าดีเซลน่าสงสาร เพราะเขาไม่เคยถูกรักและแสดงออกแบบผิดๆ มาตลอด
แซม: อยากเล่นเป็นแบมบี้ เพราะเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ตลอด ถ้าตัวเองได้ลองสวมบทนี้คงท้าทายว่าจะถ่ายทอดออกมายังไง
โอเบย์: อยากเล่นเป็นดรีม เพราะเป็นตัวละครที่มีความกบฏ แต่อีกด้านก็เข้าใจคนอื่น เบซื้อไอเดียของการที่เราต่างกันแต่อยู่ด้วยกันได้ แค่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก
หากมีโอกาสย้อนกลับไปพูดอะไรกับตัวเองในช่วงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น จะพูดว่าอะไร

อันโทนี่: ใช้ชีวิตให้สุด ตอนนั้นรู้สึกว่าเรายังมีเวลาอีกเยอะ แต่กลายเป็นว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นเลย ถ้ารู้ว่าจะเริ่มทำงานเร็วขนาดนี้ คงอยากใช้ช่วงเวลานั้นให้คุ้ม เพราะเราไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าชีวิตจะเจออะไรบ้างในอนาคต
แซม: อย่ากลัวที่จะออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ถ้ารู้สึกกลัวก็ไม่เป็นไร ให้ลองทำแล้วค่อยดูว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง แค่นั้นก็โอเคแล้ว
โอเบย์: ที่ผ่านมาทำดีเเล้ว ค้นหาตัวเองต่อไปว่าเราคือใครกันแน่ ลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะๆ จะได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร
ในฐานะนักแสดงที่มีประสบการณ์หนังจอใหญ่มาก่อน พอมาเล่นซีรีส์แล้วเปลี่ยนวิธีคิดไปยังไงบ้าง

อันโทนี่: ความยาวของหนังจะประมาณชั่วโมงกว่า แต่ซีรีส์เรื่องนี้รวมทุกตอนแล้วยาว 8 ชั่วโมง คิวถ่ายทำจึงเยอะกว่า ตัวละครที่ต้องเข้าฉากด้วยกันก็เยอะกว่า ทำให้ผมผูกพันกับตัวละครมากกว่าด้วย แต่โดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้นหรอกครับ เพราะขั้นตอนการทำงานทุกอย่างราบรื่นและโปรเฟสชันนัลมาก ทั้งนี้ก็ต้องยกเครดิตให้ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ครับ
คิดว่าบทบาทใน TASTE เด็กเจนแซ่บ จะทำให้คนรู้จัก ‘อีกด้าน’ แบบไหนของโทนี่บ้าง
อันโทนี่ คนดูน่าจะได้เห็นความหล่อของผมมากขึ้นครับ (หัวเราะ) เพราะผลงานที่ผ่านมามีคนโพสต์ใน X ว่า ‘หน้าตาดีนะ’ แต่พอมาดูเรื่องนี้แล้ว ‘หล่อมาก’ นอกจากนั้นผมก็ดีใจมากที่คนได้เห็นบทบาทของเราที่ต่างไปจากเดิม อยากให้คอยติดตามพัฒนาการด้านงานแสดงของผมต่อไปครับ
รู้มาว่าแซมชอบอ่านนิยายฟิคชั่น การอ่านนิยายช่วยอะไรบ้างในฐานะการเป็นนักแสดง

แซม: ผมอ่านนิยายแฟนตาซีตั้งแต่เด็ก สิ่งนี้ช่วยให้ผมสามารถเห็นมุมมองใหม่ๆ และช่วยในแง่การครีเอตเพื่อต่อยอดคาแร็กเตอร์ที่ได้รับ และช่วยเรื่องการส่งอารมณ์ในมิติที่ซับซ้อนได้ด้วย
ในฐานะที่โอเบย์มีพื้นฐานด้านอาหาร อยากทราบว่า taste ที่ดีในการปรุงอาหาร กับ Taste ที่ดีในชีวิตนั้นคล้ายกันอย่างไรในฐานะที่โอเบย์มีพื้นฐานด้านอาหาร อยากทราบว่า taste ที่ดีในการปรุงอาหาร กับ taste ที่ดีในชีวิตนั้นคล้ายกันอย่างไร
โอเบย์: สิ่งที่คล้ายกันคงเป็น ‘ความเรียบง่าย’ ครับ บางคนเข้าใจว่าการจะทำเมนูอะไรสักอย่างให้ได้รสชาติที่ดีจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ หรือต้องใช้ส่วนผสมนำเข้าเท่านั้น แต่เชื่อไหมว่าคีย์สำคัญจริงๆ ของการปรุงอาหารคือเกลือ ซึ่งเป็นของที่ธรรมดาและเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่พิเศษ และหลายคนกำลังมองข้ามไป
อยากให้คนดูจดจำอะไรจากตัวละครของคุณมากที่สุด



อันโทนี่: อยากให้มองว่านักแสดงก็เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคนรักในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีชีวิตส่วนตัวอีกด้าน อยากให้ทุกคนเข้าใจอาชีพนี้มากขึ้นครับ
แซม: ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าอยากให้คนจำน้ำแข็งในแบบไหน แค่อยากให้คนดูเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ที่คุณเห็นจากซีรีส์เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงในสังคมเรา นักแสดงซีรีส์วายก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน
โอเบย์: อยากเป็นตัวแทนของกลุ่ม LGBTQ+ พวกเขาไม่ได้มีแค่มุมตลกหรือมาสร้างสีสันเท่านั้น แต่ทุกคนล้วนมีความฝันและโหยหาอะไรบางอย่าง ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องเผชิญและมีสิทธิที่จะเศร้าเหมือนกันไม่ต่างจากเพศไหนๆ
Team Credit
Photographer: Manosit Boonnon
Fashion Editor: Ratchakrit Chalermsan
Makeup: Thotsapol Wongbanchang
Hair: Kalayanee Teeraphapsombat
Style Assistant: Dulyadej Sangfueng
Photo Assistants: Tanaporn Pikool, Supasit Sooksawat
Fashion Interns: Chawintorn Li, Wisasinee Lapkhunthod, Supawit Yotnimitkul

