Words: Panicha Imsomboon
ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว และ ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล พูดตรงกันว่า ถ้าเป็นเรื่องของการทำงาน พวกเขาทั้งสองเป็นคนจริงจังมาก ถึงแม้วิธีการทำงานจะต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ทำอย่างเต็มที่และจริงจังในทุกบทบาทที่รับผิดชอบ
ตลอดหลายปีที่ทั้งคู่ทำงานในวงการบันเทิงมา ตั้งแต่ LAZ iCON ต่อเนื่องมาจนถึงการเป็นศิลปินเดี่ยวและนักแสดง ผลงานแต่ละชิ้นเป็นเหมือนตัวพิสูจน์ความจริงจังของทั้งสองคนได้อย่างดี และการทำงานแต่ละครั้งก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่มีผลกับชีวิต อย่างออฟโรดที่กล้าใช้ชีวิตและออกไปทำอะไรท้าทายมากขึ้น ส่วนต้าห์อู๋ก็ได้บทเรียนที่ช่วยให้ทำงานในวงการบันเทิงได้อย่างมีความสุขด้วยการเปลี่ยนนิยามคำว่า เพอร์เฟ็กต์ สำหรับตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังเส้นทางการเดินทางที่ทั้งคู่เจอจุดลงตัวนี้ คือความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมีต่อกันที่ทำให้แม้จะเป็นธรรมดาที่มีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน แต่การเปิดรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายก็ช่วยให้ทั้งคู่เติบโตไปพร้อมกัน
ถ้าให้นิยามความสัมพันธ์ของ ‘ต้าห์อู๋-ออฟโรด’ ด้วยคำ 3 คำ จะเลือกคำว่าอะไรบ้าง

ออฟโรด: หวังดี จริงใจ แล้วก็เข้าใจ เริ่มจากคำแรกก่อน เราสองคนมีความหวังดีต่อกัน อาจจะมีความไม่เข้าใจกันบ้างในบางช่วง แต่พอลองมาคิดดูแล้ว อ๋อ ในมุมมองของเขามันคือแบบนี้นะ ส่วนจริงใจก็คือเขาจริงใจกับเรามาก เขาต้องการให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น และเข้าใจก็คือในวันที่ปัญหาเข้ามา มันวัดได้เลยว่าใครที่เข้าใจเราจริงๆ เขาเป็นคนที่เข้าใจแล้วรู้ว่าต้องแก้แบบไหน
ต้าห์อู๋: คำแรกเริ่มจากคำว่า believe เพราะเริ่มจากที่เราเชื่อใจเขา เชื่อมากกว่าที่เขาเชื่อตัวเองอีก ตอนที่อยู่ในรายการ เราเป็นคนพูดกับเขาเสมอว่า เขาทำได้ เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองช้ากว่าเพื่อนหรือไม่ถนัดด้านนี้ ก็คอยบอกเขาตลอดว่า มนุษย์เราถ้าอยากทำอะไร มันทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าอยากทำไหม คำนี้เลยเป็นคำแรกที่เรามีให้กันและกัน คำที่สอง ผมว่ามันคือ care เราสองคนต่างมีสิ่งนี้อยู่ในตัวของกันและกันมากๆ คำสุดท้าย ง่ายๆ เลย ผมว่า love มันคือความรัก เราสัมผัสได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ด้วยกัน หรือทะเลาะกัน แต่ว่าเราต่างอยากให้อีกคนมีความสุข ผมว่ามันเกิดจากแค่ตรงนี้
เคยมีช่วงที่มองต่างกัน แล้วจัดการให้บาลานซ์ได้อย่างไร


ออฟโรด: มีอยู่แล้ว เพราะไม่มีทางที่จะคิดเหมือนกันได้ตลอด ช่วงที่มองต่างกันก็มาคุยกันครับว่าสุดท้ายตรงกลางคืออะไร ต้องมีจุดตรงกลาง สมมติเราอยากกินกะเพราหมูกรอบ แต่อีกคนไม่อยากอ้วน ก็ต้องเป็นหมูกรอบที่ไม่มีมันไหม ไม่ใช่คนหนึ่งอยากกินกะเพราหมูกรอบ แต่อีกคนจะกินสุกี้
ต้าห์อู๋: เราสองคนมีมุมมองที่ต่างกันแล้วค่อนข้างดี เพราะเราคุยกันว่า คิดแบบไหนและไม่ตัดสินกัน เราเคารพกันและกันมาก ถ้าเรามีอะไรอยากจะบอก เราไม่เคยสั่งกัน แต่จะบอกว่า เฮ้ย มันเป็นแบบนี้นะ แกว่าไง เราฟังกันมากกว่า เพราะก็อยากรู้เหตุผลว่าคิดอะไร ทำไมถึงตัดสินใจทำแบบนี้ คิดอะไร เพราะการใช้ชีวิตกับใครสักคน มันคือการเปิดรับ
แต่ละคนมีหลักคิดในการทำงานอย่างไร ให้มีพลังและสนุกกับงานได้ตลอดเวลา

ออฟโรด: ผมว่าแนวคิดอยู่ที่ว่าเรามองสิ่งนั้นเป็นเรื่องแบบไหน สมมติว่าถ้าเราซีเรียสไป บางทีมันก็ตัน มันหนักเกินไป ทั้งที่บางทีเราแค่ถอยกลับมา อย่างถ้าเราทำแล้วตื้อ แก้ปัญหาไม่ได้ ก็ลองไปทำอย่างอื่นดูก่อน ค่อยมาว่ากันใหม่
ต้าห์อู๋: ผมว่าเราต้องรู้ก่อน รู้เป้าหมายแล้วก็รู้ตัวเอง พอรู้ว่าเราจะทำอะไร เราจะได้โครงสร้างมันมา พอเรารู้ตัวเอง เราจะรู้ว่าเราแบกรับหรือบริหารได้อย่างไร เพราะคำว่า ตัวเอง มันไม่ใช่ขีดความสามารถ แต่มันคือขีดจำกัดร่างกาย ขีดจำกัดทางด้านอารมณ์ อีกอย่างหนึ่ง ในการทำงานให้สำเร็จ ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ การที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ตลอดแล้วเราจะโอเคจริงๆ ไหม เราจะมีความสุขไหม มันเลยต้องค่อยๆ บริหารไป
เรียกว่าเป็นเพอร์เฟ็กต์ชันนิสต์ไหม


ต้าห์อู๋: เราเป็นเพอร์เฟ็กต์ชันนิสต์ที่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างต้องเป๊ะ มองคำว่า เพอร์เฟ็กต์ ไม่ใช่แค่ผลงาน สมมติว่าเราทำงานกัน 5 คน สร้างเรือขึ้นมา บางคนอาจจะโฟกัสที่ผลลัพธ์ว่า ถ้าฉันจะสร้างเรือ ก็จะสร้างในแบบของฉันที่เป๊ะที่สุด แต่สำหรับผม ถ้าเราทำงานกันหลายคน เพอร์เฟ็กต์คือผลลัพธ์สำหรับ 5 คนที่ทำออกมาแล้วดีที่สุดคืออะไร เป็นแบบนั้นมากกว่า
เวลามีเป้าหมายใหม่ๆ ทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้โดยที่ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

ออฟโรด: ผมมองทีละสเตปครับ ถ้ามองพาร์ตใหญ่ไปเลย มันจะดูหนัก อย่างถ้าเราจะซื้อบ้าน เราต้องมีเงินสิบล้าน แต่ถ้าเรามองว่าบ้านเราต้องมีอะไรบ้าง มีกระจก มีคาน ก็จะเป็นแบบ วันนี้ได้กระจกแล้วว่ะ หรือถ้าจะซื้อรถคันละสองล้าน โอเค วันนี้ได้ล้อแรกแล้ว แล้วก็ได้ล้อที่สอง สาม สี่ จนประกอบเป็นรถ ทำสโคปให้มันเล็กลง แล้วก็ให้กำลังใจตัวเองระหว่างทาง อย่าง โอเค ได้ประตูบ้านแล้ว ขอไปซื้อน้ำปั่นสักแก้วให้รางวัลตัวเองหน่อย
ต้าห์อู๋: ผมต้องหาคุณค่าของมันครับ แล้วเราจะกลับมาถามตัวเองได้บ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเราอยากได้อะไร ถ้าเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องทำแบบนี้เพื่อการอยู่ในวงการ เราก็ทำต่อไป แล้วถ้ามันเป็นเป้าหมายที่เราอยากทำจริงๆ ผมว่ามันจะเป็นเป้าหมายที่เราทำได้โดยไม่กดดัน
แล้วเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร และตอนนี้คำตอบคืออะไร

ออฟโรด: ชัดมากตั้งแต่เริ่มทำงานแต่แรกว่าเรื่องปากท้องเป็นสิ่งสำคัญ ทำงานเพราะเรายังมีครอบครัวที่ต้องดูแล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นำพาให้ผมมีแรงในการทำงาน ผมมีความสุขกับการที่ได้ให้ ได้ให้พ่อกับแม่ ได้ให้คนในครอบครัว มันฟีลกู๊ดแล้วก็เติมเต็มในจิตใจว่า นี่คือความสุขของการให้ จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คนในครอบครัวหรอก ได้ให้พี่ทีมงานด้วย ให้เพื่อนด้วย อย่างไปเตะบอลกับเพื่อน เพื่อนอยากกินข้าว เพื่อนผมกินเยอะกันมาก บางทีสั่งคนละเมนู สองเมนูก็ยังไม่อิ่มหรอก ผมบอกเพื่อนว่า มึงสั่งมาเลย เดี๋ยวกูออกให้พันนึง มึงออกคนละร้อยพอ อะไรแบบนี้ถ้าให้ได้ก็อยากให้เพื่อน มันคือความสุขของการให้จริงๆ เป็นแรงให้เรายังทำงานต่อไป มีแรงอยู่ก็ทำไปก่อน เรียนรู้ชีวิตไปก่อน
ต้าห์อู๋: ตอนแรกมันคือความฝันนะ แล้วก็เลี้ยงชีพด้วย เพราะผมร้องเพลงกลางคืนมาตั้งแต่อายุ 18 แล้ว ที่บ้านมีคนแก่เยอะมาก อายุเฉลี่ยของคนแก่ในบ้านคือ 62-64 นั่นคืออายุของพ่อกับแม่ แล้วก็มีพี่สาวที่อายุมากกว่าเยอะ มีหลาน ความรับผิดชอบเยอะมาก เลยไม่ใช่แค่ทำตามความฝันอย่างเดียว มันเลยมีแรงผลักดันค่อนข้างเยอะ ถามว่าวันนี้ตอบได้ไหมว่าประสบความสำเร็จแล้ว ผมรู้สึกว่าได้ ต่อไปมันคือการสร้างฐานของเรา เผื่อเราจะมีครอบครัวในอนาคต
ถ้าวันหนึ่งไม่อยู่ในวงการบันเทิงแล้ว อยากทำอะไรต่อ

ออฟโรด: ผมอยากเปิดธุรกิจ ถามว่ากำไรหรือรายได้สำคัญไหม สำคัญ แต่ผมคงไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแล้ว ผมอยากทำเพื่อสร้างทีมในอุดมคติของผม จริงๆ ผมก็เริ่มแล้วล่ะในอายุ 25 เป็นบริษัทชื่อ โดนฉาบ ฟู๊ด จำกัด เพราะอยากทำธุรกิจที่ไม่ได้แค่ให้กับผม แต่ได้ให้เกษตรกรด้วย ตอนนี้กำลังพัฒนาสินค้าใหม่กับทางมหาวิทยาลัย เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ผมพูดกับน้องๆ ในทีมตลอดว่า สิ่งที่ทำทุกวันนี้เพราะในอนาคตพี่อยากมีทีมที่รู้สึกว่าเราเติบโตไปด้วยกัน อีก 5-10 ปีผมคงไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลักแล้ว มันเป็นเรื่องของการให้ การให้กับคนมันคือความสุข ผมรู้ core happiness ของตัวเองแล้ว มันเริ่มจากการที่ล่าสุดผมกลับบ้านไปหาแม่ แล้วก็ปิดหนี้ที่บ้านทั้งหมด ทุกบาท ทุกสตางค์ พอเห็นเขาน้ำตาไหลออกมาแล้วเรามีความสุข รู้สึกว่าเงินเดี๋ยวก็หาใหม่ได้
ต้าห์อู๋: ถ้าวันหนึ่งไม่ได้อยู่ในวงการแล้วเหรอ ผมว่าผมก็ต้องยังร้องเพลงอยู่ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เพราะผมชอบที่ได้อยู่กับเพลง อยู่กับดนตรี
มีเป้าหมายส่วนตัวหรือความฝันที่ยังไม่เคยบอกใครบ้างไหม


ออฟโรด: ผมอยากเป็นนักแข่งรถ อยากลงแข่ง อยากมีเวลาไปดริฟต์รถหรือแข่งในสนามจริงๆ เพราะผมชอบรถมาก โตมากับการที่ไปดูแข่งรถบังคับตั้งแต่เด็ก ชอบความเร็ว เวลาอยู่ในรถแล้วได้ยินเสียงท่อ ได้ยินเสียงเครื่อง มีความสุข ผมเป็นคนประหยัดมากนะ ทุกวันนี้แทบไม่ได้ซื้ออะไรเยอะขนาดนั้น แต่ว่าสิ่งที่ผมซื้อแล้วรู้สึกว่าสนองผมจริงๆ คือรถ
ต้าห์อู๋: ผมอยากมีลูก อยากมีตอนนี้แล้วด้วยซ้ำ เพราะการเลี้ยงเด็กมันทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราได้เห็นคนคนหนึ่งเติบโตขึ้นมา คงเพราะว่าผมมีโอกาสได้อยู่กับหลานด้วย เราได้ช่วยชี้ทางให้เขา ไม่ได้บอกให้เขาต้องไปทางนี้ๆ นะ แต่บอกให้รู้ว่าทางนี้เป็นแบบไหน แล้วพอได้เห็นเขาเดิน เราก็รู้สึกว่าสนุกดี เหมือนเราเองที่โตมาได้ดี ทั้งที่ไม่ได้มีฐานะดีด้วย แต่เรามีคนรอบข้างที่ดี ได้เห็นว่าอะไรดีหรือไม่ดี เลยอยากทำให้คนคนหนึ่งมีโอกาสได้เห็นอะไรกว้างๆ แล้วก็เฝ้ามองว่าเขาจะเป็นอย่างไร จะเติบโตมาดีแค่ไหน อยากจะได้เฝ้าดูชีวิตคนคนหนึ่ง

