ตลอดช่วงสองสามฤดูกาลที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตเห็นหนึ่งในไอเท็มสุดคลาสสิกจากโลกของ Black Tie Dress อย่าง ‘Cummerbund’ ปรากฏบนรันเวย์ Men’s Fashion Week อยู่บ่อยครั้ง เมื่อเหล่าแบรนด์ลักชัวรีหยิบไอเท็ม Formalwear ชิ้นนี้มาพลิกแพลงและจับคู่เข้ากับลุคแคชวล เพื่อเปลี่ยนซิลูเอตธรรมดาให้ดูโดดเด่นและมีมิติยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Dries Van Noten, Kenzo, Celine, Conner Ives และอีกมากมาย
ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของโลกแฟชั่นยังคงรักษาภาพจำแบบดั้งเดิม ด้วยการนำ Cummerbund มาสวมคู่กับชุดสูทหรือทักซิโด้อย่างสง่างาม วันนี้ ELLE MEN Thailand จึงชวนทุกคนมาทำความรู้จักไอเท็มชิ้นนี้ให้มากขึ้น จากเดิมที่เคยถูกจำกัดอยู่ในโลกของ Formalwear สู่การเป็นอีกหนึ่ง Styling Statement ที่เปิดพื้นที่ให้แฟชั่นได้สนุกและร่วมสมัยกว่าที่เคย แต่ก่อนจะกลายเป็นไอเท็มแฟชั่นบนรันเวย์ Cummerbund มีเรื่องราวที่น่าสนใจยาวนานกว่าที่หลายๆ คนคิด

จาก KAMARBAND สู่ CUMMERBUND
จุดเริ่มต้นของ Cummerbund สามารถย้อนกลับไปยังคำว่า Kamarband ซึ่งมาจากภาษาเปอร์เซียและอูรดู โดย Kamar หมายถึง ‘เอว’ และ Band หมายถึง ‘การผูก’ หรือ ‘การรัด’ เดิมที Kamarband มีลักษณะเป็นผ้าผืนยาวจากเนื้อผ้าน้ำหนักเบา ใช้พันรอบเอวเหนือเสื้อทูนิก พบได้ในวัฒนธรรมการแต่งกายของผู้ชายในเอเชียใต้และตะวันออกกลาง
นอกจากทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายแล้ว ผ้าคาดเอวนี้ยังมีประโยชน์ใช้สอย เพราะสามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บเหรียญหรือสิ่งของชิ้นเล็กๆ รวมถึงอาวุธอย่างมีดสั้นได้อีกด้วย
CUMMERBUND ตัวช่วยสร้างซิลูเอตที่สมบูรณ์แบบ
ในโลกของ Black Tie ไอเท็มชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเพื่อเติมเต็มลุคเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเส้นสายของซิลูเอต ตามธรรมเนียมการแต่งกายแบบดั้งเดิม Cummerbund ทำหน้าที่ปกปิดรอยต่อระหว่างเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีดำ โดยเฉพาะในขณะที่ผู้สวมใส่นั่งลง ซึ่งชายเสื้ออาจเปิดเผยช่องว่างบริเวณเอวได้ง่าย การคาด Cummerbund จึงช่วยทำให้ช่วงลำตัวดูต่อเนื่องและเป็นระเบียบมากขึ้น พร้อมช่วยเน้นช่วงเอวและสร้างภาพลวงตาให้ลำตัวดูยาวและมีสัดส่วนที่ชัดเจน









