Mild Orange วงดนตรีแนว Dream Pop และ Indie Rock จากเมืองดะนีดิน ประเทศนิวซีแลนด์ คือหนึ่งในวงที่สร้างเอกลักษณ์ทางดนตรีของตัวเองได้อย่างชัดเจนผ่านนิยาม “Melting Melodies” ซาวด์ล่องลอยอบอุ่นที่ผสมทั้งความเหงา ความโรแมนติก และอารมณ์ละมุนเอาไว้ด้วยกัน จากวงอินดี้เล็กๆ พวกเขาค่อยๆ เติบโตสู่การเป็นวงดนตรีระดับโลก เดินสายทัวร์มาแล้วทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกาเหนือ เอเชีย และออสเตรเลีย พร้อมฐานแฟนเพลงเหนียวแน่นบน YouTube ที่ทำให้อัลบั้มเดบิวต์ของวงมียอดรับชมทะลุ 50 ล้านครั้ง
ล่าสุดพวกเขาเพิ่งจบทัวร์อเมริกาแบบ sold-out ในฐานะวงเปิดให้ ภูมิ วิภูริศ พร้อมปล่อยอัลบั้ม The//Glow ที่สะท้อนทั้งการเติบโต การย้ายมาใช้ชีวิตที่ลอนดอน และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หล่อหลอมซาวด์ของวงให้ลึกขึ้นกว่าเดิม ครั้งนี้ ELLE MEN Thailand จึงชวนพวกเขามาพูดคุยถึงเบื้องหลังอัลบั้มล่าสุด แนวทางดนตรีที่กำลังเปลี่ยนไป และความหมายของ “The//Glow” ในช่วงเวลาปัจจุบันของชีวิตพวกเขา
อะไรคือไอเดียหรือความรู้สึกตั้งต้นของอัลบั้ม The//Glow?
Mehrt: ผมจำได้ว่าในปี 2022 พวกเราทั้งสี่คนนั่งแท็กซี่กลับบ้านหลังซ้อมดนตรีที่ลอนดอน แล้วคุยกันว่าเราอยากให้อัลบั้มชุดที่สี่ออกมาเป็นแบบไหน ตอนนั้นพวกเราเพิ่งย้ายจากนิวซีแลนด์มาอยู่ที่นั่น ก่อนหน้านี้เรามักทำอัลบั้มที่สามารถเล่นสดให้เหมือนเวอร์ชันอัดเสียงได้ง่าย แต่ครั้งนี้พวกเราตกลงกันว่าอยากสร้าง “ประสบการณ์การฟัง” ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น มีมิติของซาวด์และการเรียบเรียงที่ลึกกว่าเดิม มันทำให้เรามีอิสระในการแต่งแต้มแต่ละเพลงได้เต็มที่ แต่สุดท้ายเราก็ยังสามารถเล่นมันสดได้อยู่ดี!
อัลบั้มนี้สะท้อนการเติบโตของวงได้อย่างไร?
Mehrt: พวกเราย้ายชีวิตทั้งหมดมาอยู่อีกซีกโลกด้วยการย้ายไปลอนดอน การพยายามรักษาวง มิตรภาพ และความสัมพันธ์ต่างๆ ท่ามกลางเมืองที่มีประชากรมากกว่านิวซีแลนด์ทั้งประเทศถึงสองเท่า เป็นทั้งเรื่องท้าทายและคุ้มค่า เราได้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย และเปิดตัวเองให้ได้รับอิทธิพลใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
ความหมายลึกๆ ของชื่อ The//Glowสำหรับคุณคืออะไร?
Mehrt: สำหรับผม “The//Glow” คือสภาวะหรือจังหวะชีวิตในอุดมคติที่เราใฝ่ฝันอยากไปถึง เพลงในอัลบั้มนี้พูดถึงทั้งช่วงเวลาที่ได้อยู่ในจุดนั้น การซาบซึ้งกับมัน วิธีการตามหามัน รวมถึงความโหยหามัน พวกเราทุกคนต่างผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างทำอัลบั้มนี้ แต่สุดท้ายคุณก็จะหาทางกลับไปสู่จังหวะของตัวเองได้อีกครั้ง
ตอนนี้เพลงไหนในอัลบั้มที่รู้สึกใกล้ตัวคุณมากที่สุด?
Jah: ช่วงนี้ผมชอบเพลง “MOOD” มาก มันเป็นเพลงที่เหมาะกับการฟังระหว่างเดินทางมากๆ แล้วตั้งแต่กลับมาลอนดอน เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ผมหยิบมาฟังบ่อยที่สุด มันให้ความรู้สึกดีมากจริงๆ
กระบวนการทำงานของ The Grow ต่างจากผลงานก่อนหน้ายังไง?
Barry: กระบวนการทำอัลบั้มนี้กินเวลาหลายปี ผ่านหลากหลายสถานที่และสภาพแวดล้อม บางเพลงเขียนที่นิวซีแลนด์ แต่ส่วนใหญ่เขียนหลังจากเราย้ายมาอังกฤษ เรายังอัดเพลงกันในหลายที่ ทั้งนิวซีแลนด์ ลอนดอน เวลส์ และเพิร์ธ ซึ่งแตกต่างจากสองอัลบั้มแรกที่ส่วนใหญ่อัดกันภายในไม่กี่สัปดาห์ในแค่หนึ่งหรือสองสถานที่ มันเป็นเรื่องดีที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศและดึงแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ซาวด์ “Melting Melodies” พัฒนาไปในทิศทางไหนในอัลบั้มนี้?
Mehrt: ผมคิดว่าเพลงของเราน่าสนใจขึ้น และเราก็มั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้นในกระบวนการทำงาน เราหลงใหลในซาวด์ reverb มาตลอด แต่ตอนนี้เราเริ่มค้นพบวิธีใหม่ๆ ในการใช้มันร่วมกับซาวด์ใหม่สำหรับพวกเรา อย่าง overdrive และเครื่องดนตรีออร์เคสตรา
มีอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจทางดนตรีใหม่ๆ อะไรที่เข้ามาหล่อหลอมอัลบั้มนี้ไหม?
Barry: มีเยอะมากครับ เราได้ทัวร์อเมริกาในปี 2023 กับ Phum Viphurit และได้รับแรงบันดาลใจจากทริปนั้นมาก พวกเราใช้เวลาหลายชั่วโมงบนรถตู้ ฟังเพลงแนว Americana เป็นหลัก วงอย่าง The War on Drugs, Neil Young หรือ Glen Campbell กลายเป็นเหมือนซาวด์ประกอบวิวทิวทัศน์รอบตัวเรา การย้ายมาอยู่ลอนดอนก็ส่งผลต่อ The//Glow เช่นกัน ความวุ่นวายและพลังของเมืองทำให้เราอินกับวงอย่าง Fontaines DC และ LCD Soundsystem
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงให้เป็นตัวแทนของ The//Glowจะเลือกเพลงไหน และเพราะอะไร?
Jah: ผมเลือก “Silver Star” เพราะมันสะท้อนภาพรวมของอัลบั้มได้ชัดที่สุด เพลงค่อยๆ คลี่คลายเหมือนการเดินทาง มีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ทั่วทั้งอัลบั้ม The//Glow มันมีอิทธิพลของ Americana ที่แทรกอยู่ แต่ก็ยังค่อยๆ พุ่งไปสู่ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบ Mild Orange อย่างชัดเจน
ระหว่างทัวร์ที่ผ่านมา พวกคุณได้รับพลังหรือฟีดแบ็กแบบไหนจากแฟนๆ ต่อเพลงใน The//Glowบ้าง?
Jah: การเล่นเพลงใหม่สดๆ บนเวทีเป็นเหมือนบททดสอบที่สนุกเสมอ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าเพลงไหนจะเชื่อมโยงกับคนดูมากที่สุด และบางครั้งเพลงบนเวทีก็ให้พลังต่างจากเวอร์ชันในสตูดิโอ เพลงบางเพลงจาก The//Glow กลับยิ่งใหญ่ขึ้นมากเวลาเล่นสด โดยรวมแล้วฟีดแบ็กดีมาก ตอนที่เราไปทัวร์นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และเอเชีย อัลบั้มก็ออกมาได้สักพักแล้ว หลายคนใช้เวลากับเพลงเหล่านี้จนคุ้นเคยกับมันจริงๆ และคุณสามารถสัมผัสถึงความเชื่อมโยงนั้นได้ระหว่างโชว์
หลังจาก The//Glowพวกคุณอยากพาซาวด์ของ Mild Orange ไปในทิศทางไหนต่อ?
Barry: พวกเราตั้งใจจะสร้างสิ่งที่เราอยากสร้างเสมอ เราได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวและจากกันและกัน เราไม่ค่อยตั้งกรอบว่าจะต้องเป็นดนตรีสไตล์ไหนระหว่างแต่งเพลง แต่ชอบปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างอิสระ แล้วดูว่ามันจะพาเราไปทางไหน แน่นอนว่าจะยังมีซาวด์ reverb และ “melting melodies” อยู่เสมอ แต่ก็จะมีทิศทาง องค์ประกอบ หรืออิทธิพลใหม่ๆ เข้ามาตลอด
Mehrt: ช่วงนี้ผมฟังเพลงคันทรีเยอะมาก เลยคิดว่าน่าจะส่งอิทธิพลต่อการแต่งเพลงของผมไม่น้อย ศิลปินที่ผมเปิดวนอยู่บ่อยๆ มีทั้ง Glen Campbell, Jimmy Dean and The Trailmen, Dolly Parton, Merle Haggard, Hank Williams และ Waylon Jennings เพลงของพวกเขามีทั้งมิติของซาวด์และการเล่าเรื่องที่น่าสนใจมาก “Silver Star” เป็นเพลงสุดท้ายที่เราเขียนให้ The//Glow และผมคิดว่าเราน่าจะเดินหน้าต่อจากจุดนั้นครับ


